
เทศบาลนครหัวหิน เดินหน้ารื้ออาคารรุกล้ำชายหาด ยันใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ไร้ความรุนแรง
วันที่ 9 ตุลาคม 2569 นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน จ.ประจวบฯ พร้อมด้วยกลุ่มงานนิติการ งานรักษาความสงบ (เทศกิจ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กอ.รมน.จังหวัดประจวบฯ อำเภอหัวหิน สภ.หัวหิน ที่ดินจังหวัดประจวบฯ สำนักงานเจ้าท่าสาขาประจวบฯ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาหัวหิน ประมาณ 100 นาย ลงพื้นที่บริเวณท่าเทียบเรือสะพานปลาหัวหิน เพื่อติดตามการรื้อถอนอาคารที่บุกรุกชายหาด ตั้งแต่สะพานปลาถึงศาลเจ้าแม่ทับทิม จำนวน 15 หลัง ในระยะเวลา 120 วัน ตามสัญญาจ้างที่เทศบาลได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนให้เข้ามาทำการรื้อถอนอาคารแทน ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 เป็นต้นไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีเจ้าของอาคารไม่กี่รายที่ออกมาพบพูดคุยกับเจ้าหน้าที่
นายนพพร วุฒิกุล กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ตนพร้อมเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจกับเจ้าของอาคารที่บุกรุกหาดหัวหิน แจ้งให้ทราบตามคำสั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดตั้งแต่ปี 2557 ให้รื้อถอนอาคารทั้งหมด 40 ราย ที่บุกรุกที่สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 14 ราย ที่ยอมรื้อถอนไปแล้ว และต่อมาที่เหลืออีก 26 ราย ได้ร้องศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งของเทศบาลการห้ามใช้อาคารที่บุกรุกและศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้อง เทศบาลจำเป็นต้องเข้าดำเนินการพร้อมแจ้งให้เจ้าของอาคารจำนวน 15 รายทราบล่วงหน้า เป็นเวลา 7 วันก่อนเข้ารื้อถอน ซึ่งในวันนั้นมีจำนวน 13 ราย ที่ไม่ให้ความร่วมมือ อีก 2 ราย แจ้งความประสงค์ว่าจะรื้อถอนเอง จึงได้ให้เจ้าหน้าที่นิติกรทำการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
” จากการลงพื้นที่ในวันนี้ บางรายปิดบ้าน บางรายบอกว่าขอให้มีการพูดคุย ซึ่งผมชี้แจงว่าตอนนี้ผมไม่มีอำนาจในส่วนของท้องถิ่น ส่วนของท้องที่ คือท่านปลัดอำเภอ เรามีหน้าที่เฝ้าดูแลพื้นที่สาธารณะเท่านั้น การจะอนุญาตให้ใครใช้พื้นที่ต่อ เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด และเรื่องนี้มีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้ว เราจำเป็นต้องดำเนินการตามผลคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเป็นหลัก ส่วนที่ชาวบ้านยื่นขอคุ้มครองชั่วคราว ทางศาลยกคำร้องไปแล้ว ดังนั้นการที่ชาวบ้านยื่นไปล่าสุด ถือว่าไม่มีผล”
หลังจากได้รับข้อมูลเพิ่มเติมในวันนี้แล้ว เราได้เชิญส่วนงานที่เกี่ยวข้องประชุมกำหนดมาตรการ เพื่อรื้อจริงในวันที่ 16 ตุลาคมนี้ จากนั้นวันที่ 22 ตุลาคม 2569 จะเป็นการรื้อถอนครั้งที่ 3 แต่ละครั้งต้องทิ้งช่วงเวลา เพราะต้องรวบรวมข้อมูลเข้าที่ประชุมและดำเนินการโดยยึดกฎหมายเป็นหลัก ดำเนินการตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก เน้นย้ำว่าจะไม่ไปทะเลาะ หรือใช้กำลังกับชาวบ้าน ยกเว้นกรณีที่มีเหตุขัดขวางจริงๆ อาจแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในเหตุซึ่งหน้า แต่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้น “จึงต้องแจ้งเตือนก่อน ว่าอย่าเข้ามาขัดขวาง เราไม่ได้จ้องว่าทำผิดแล้วจะต้องจับเลย ซึ่งไม่ใช่นโยบายของเราอยู่แล้ว การดำเนินการตรงนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อมีคำพิพากษาศาลปกครองมีผลแล้ว ทำให้คำสั่งเทศบาลที่ออกตาม ค.4 (ห้ามใช้อาคาร) และ ค.25 (ให้รื้อถอนอาคาร) ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงต้องดำเนินการต่อตามนี้ สำหรับในส่วนงบประมาณรื้อถอนอาคารบุกรุกของกรมเจ้าท่า จำนวน 11 หลัง อยู่ในระหว่างพูดคุยกัน ว่าหากติดขั้นตอนใด อาจบูรณาการร่วมกันระหว่างเทศบาลกับกรมเจ้าท่า เพื่อดำเนินการรื้อถอนอาคารในส่วนที่เหลือจนครบทุกหลัง” นายนพพร กล่าวทิ้งท้าย.