
เจ้าของอาคารบุกรุกหาดไม่ยินยอมให้เทศบาลหัวหินเข้ารื้อถอน อ้างอยู่มานานไม่มีที่ทำกินใหม่ และเรื่องยังอยู่ในชั้นศาล
วันที่ 25 กันยายน 2569 นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน จ.ประจวบฯ พร้อมด้วยกลุ่มงานนิติการ งานรักษาความสงบ (เทศกิจ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กอ.รมน.จังหวัดประจวบฯ อำเภอหัวหิน สภ.หัวหิน ที่ดินจังหวัดประจวบฯ สำนักงานเจ้าท่าสาขาประจวบฯ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาหัวหิน ประมาณ 100 นาย ลงพื้นที่บริเวณท่าเทียบเรือสะพานปลาหัวหิน เพื่อดำเนินการรื้อถอนอาคารที่บุกรุกชายหาด ตั้งแต่สะพานปลาถึงศาลเจ้าแม่ทับทิม ตามคำสั่งศาลฎีกาที่มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดตั้งแต่ปี 2557 ให้รื้อถอนอาคารทั้งหมด 40 รายที่บุกรุกที่สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 14 ราย ที่ยอมรื้อถอนไปแล้ว และต่อมาที่เหลืออีก 26 ราย ได้ร้องศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งของเทศบาล เรื่องห้ามใช้อาคารที่บุกรุกและศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้อง เทศบาลจึงแจ้งให้เจ้าของอาคารทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 7 วัน ก่อนเข้ารื้อถอน ซึ่งส่วนใหญ่ในวันนี้เจ้าของอาคารที่บุกรุกไม่ยินยอมให้เข้ารื้อถอน โดยอ้างว่าอยู่อาศัยมานานหลายสิบปี ยังไม่มีที่ทำกินใหม่และเรื่องยังอยู่ชั้นอุทธรณ์ในศาลจังหวัดหัวหิน เรื่องการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินทำกิน
นายนพพร วุฒิกุล กล่าวว่า วันนี้ได้นำเจ้าหน้าที่เพื่อทำการรื้อถอนอาคารที่บุกรุกที่สาธารณะ จำนวน 15 หลัง ซึ่งเป็นส่วนงบประมาณดำเนินการของเทศบาลนครหัวหิน ส่วนอีก 11 หลัง เป็นงบปะมาณของกรมเจ้าท่า หลังจากที่เทศบาลได้ออกคำสั่งห้ามใช้อาคารและให้รื้อถอนอาคารตาม ค.4 และ ค.25 และทางเจ้าของอาคารได้ใช้สิทธิ์ยื่นต่อศาลปกครองเพชรบุรี ซึ่งศาลปกครองเพชรบุรีก็เห็นว่าคำสั่งเทศบาลชอบด้วยกฎหมายแล้ว และท้ายที่สุดศาลปกครองสูงสุดได้ยืนตามศาลปกครองเพชรบุรี ทำให้คำสั่งทางปกครองที่เทศบาลออกไปได้ข้อสรุปเป็นที่ยุติแล้ว ทางเทศบาลจึงดำเนินการต่อ โดยการประกาศหาผู้รับจ้างเข้ามาดำเนินการรื้อถอน และได้เซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา วันนี้จึงเป็นการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล วางแผนทำงานร่วมกันระหว่างผู้รับจ้าง หน่วยงานภาครัฐ และเทศบาล พร้อมทั้งพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ที่ได้รับคำสั่งดังกล่าว
“สำหรับการดำเนินการในวันนี้ สรุปผล 15 หลัง มีทั้งส่วนที่ยินยอมและส่วนที่ไม่ยินยอม โดยให้เหตุผลว่าขอพิสูจน์สิทธิ์และขอตั้งโต๊ะพูดคุยก่อน ผมได้ชี้แจงทำความเข้าใจว่า พื้นที่ดังกล่าวนั้นเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์และเคยมีผู้ถูกตัดสินไปแล้วว่าให้รื้อถอน ให้เสียค่าปรับ และบางรายติดคุกไปในพื้นที่บริเวณเดียวกัน เราจำเป็นต้องดำเนินการตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ หากไม่ดำเนินการ เจ้าหน้าที่จะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ เว้นแต่ตอนนี้ทราบว่าทางชาวบ้านได้ไปยื่นขอคุ้มครองชั่วคราวจากศาลจังหวัดหัวหิน ซึ่งเรากำลังรอฟังคำสั่งจากศาล แต่หากไม่มีคำสั่งใดมาหยุดยั้งคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ทางหน่วยงานราชการและเทศบาลก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” นายนพพร กล่าวตอนท้าย.