
กรมทรัพยากรชวนทุกภาคส่วน เร่งฟื้นระบบนิเวศพรุแม่รำพึง หวั่นกระทบชุมชนทั้งระบบ
วันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายนิมิต วงษ์จินดา นายอำเภอบางสะพาน เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อผลการศึกษาเบื้องต้น โครงการศึกษาความเหมาะสม สำรวจและออกแบบพื้นที่ชุ่มน้ำพรุแม่รำพึง จ.ประจวบฯ ที่อาคารบี นิรินทร์รีเวอร์ไซด์สตูดิโอ อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ มี สว.มาเรีย เผ่าประทาน นายวิฑูรย์ บัวลอย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่เข้าร่วมรับฟัง โดยมี ดร.เทพรัตน์ วิริโยธิน ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมและประสานมวลชน กองอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ กล่าวรายงานถึงผลการดำเนินโครงการ ซึ่งคณะที่ปรึกษาโครงการได้รายงานผลการศึกษาเบื้องต้น ชี้ให้เห็นถึงโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งจัดการ โดยเฉพาะ 5 ปัญหาหลักที่กำลังกดดันระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำดังนี้
วิกฤตที่ 1 “ไฟป่าพรุ” ลุกใต้ดิน ดับยาก ทำลายระบบราก ในช่วงฤดูแล้ง เมื่อชั้นดินพรุสูญเสียความชุ่มชื้น ความเสี่ยงจากไฟป่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก และอาจเกิดลักษณะไฟกึ่งผิวดิน กึ่งใต้ดิน ซึ่งสามารถคุกรุ่นและลุกลามในชั้นอินทรียวัตถุได้ยาวนาน ส่งผลกระทบต่อรากพืชและโครงสร้างระบบนิเวศโดยตรง โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่เพียงแค่ดับไฟ แต่ต้องทำให้พื้นที่พรุมีความชุ่มชื้นเพียงพอและมีระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ
วิกฤตที่ 2 “น้ำเค็มรุก” ดันสมดุลน้ำจืดถอย อีกแรงกดดันสำคัญ คือการรุกตัวของน้ำเค็ม โดยเฉพาะในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง กระทบต่อระบบน้ำจืดและพืชพรรณพื้นถิ่นในพื้นที่พรุ หากระบบน้ำเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่พรุ แต่มีโอกาสเชื่อมโยงถึงระบบนิเวศโดยรอบและการใช้ประโยชน์ของชุมชน
วิกฤตที่ 3 “คลองแม่รำพึงตื้นเขิน” ทางน้ำสะดุด ระบายน้ำลดลง การสะสมของตะกอนและอินทรียวัตถุ ทำให้เส้นทางน้ำบางส่วนมีสภาพตื้นเขิน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำและการเก็บกักน้ำจืด ประเด็นนี้จึงถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในหัวใจของการบริหารจัดการน้ำ เพราะพื้นที่ชุ่มน้ำจะทำหน้าที่เป็นฟองน้ำธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อระบบน้ำยังสามารถไหลเวียนและเชื่อมโยงกันได้
วิกฤตที่ 4 “ปลาหมอคางดำ” บุกกดดันสัตว์น้ำท้องถิ่น การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ ที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว และสามารถกินสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร กำลังกลายเป็นอีกโจทย์ที่ต้องจับตา ผลกระทบไม่ได้แค่เรื่องความสมดุลทางธรรมชาติ แต่ยังเชื่อมโยงกับทรัพยากรประมงและรายได้ของชุมชนที่พึ่งพาแหล่งน้ำและระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ
วิกฤตที่ 5 “แนวเขต – ที่ดินเปลี่ยนสภาพ” เสี่ยงปิดกั้นทางน้ำธรรมชาติ อีกปัญหาที่มีความละเอียดอ่อน คือแนวเขตพื้นที่ชุ่มน้ำและรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน หากเกิดการเปลี่ยนแปลงจนกระทบเส้นทางน้ำตามธรรมชาติ อาจส่งผลต่อทั้งระบบการไหลเวียนของน้ำและความสมบูรณ์ของพื้นที่พรุ
ทั้ง 5 วิกฤต จึงเป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยข้อมูลพื้นที่จริง การมีส่วนร่วมของชุมชน และการประสานงานของหลายหน่วยงานควบคู่กัน“พรุแม่รำพึง” ไม่ใช่แค่ป่า แต่คือแก้มลิงธรรมชาติของบางสะพาน ท่ามกลาง 5 วิกฤต พื้นที่พรุแม่รำพึงยังมีคุณค่าทางระบบนิเวศอย่างมหาศาล ทั้งการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน แหล่งผลิตแพลงตอนและอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน รวมถึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับและชะลอน้ำตามธรรมชาติ
นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ โดยข้อมูลการศึกษาระบุว่าพบนกมากกว่า 137 ชนิด รวมถึงสัตว์ป่า สัตว์น้ำ และพรรณไม้ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ หากพรุยังสมบูรณ์ ประโยชน์จะตกถึงทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ พื้นที่เกษตร แหล่งน้ำ ไปจนถึงพื้นที่ชายฝั่งและชุมชน
ดังนั้น กรมทรัพยากรน้ำวางกลยุทธ์เพื่อกู้พรุ โดยมีแนวทางฟื้นฟูที่อยู่ระหว่างการศึกษาครอบคลุม 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1. บริหารจัดการน้ำในพื้นที่พรุ รักษาความชุ่มชื้นและคุณภาพน้ำ
2. ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าพรุ ลดการสูญเสียพื้นที่ป่า เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และจัดทำฐานข้อมูล
3. ป้องกันไฟป่า พัฒนาแนวกันไฟแบบเปียก ระบบเฝ้าระวัง และการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า
4. สร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์ ดึงชุมชน เยาวชนและประชาชน เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการดูแลพรุ
5. ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิสาหกิจชุมชน โดยไม่ทำลายฐานทรัพยากร
ในร่างแนวทางโครงการ ยังมีข้อเสนอจัดทำศูนย์การเรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำพรุแม่รำพึง สะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติ หอดูนก คันกั้นน้ำเค็ม และแนวกันไฟ ที่สำคัญคือแนวคิดจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการโดยชุมชน เปิดให้ผู้นำและประชาชนในพื้นที่เข้ามามีบทบาทร่วมกำหนดกติกาและแนวทางการใช้ทรัพยากร ขณะที่หน่วยงานรัฐทำหน้าที่สนับสนุนและกำกับติดตาม
การประชุมในวันนี้ จึงมีความสำคัญในฐานะเวทีเปิดข้อมูลผลการศึกษาเบื้องต้น พร้อมรับฟังเสียงจากประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหา การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ การใช้ทรัพยากร ความต้องการและข้อกังวลต่อแนวทางการฟื้นฟู
ทุกความคิดเห็นจะถูกนำไปประกอบการปรับปรุงผลการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป โดยโครงการเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านการประชุมปฐมนิเทศและประชุมกลุ่มย่อยมาแล้ว ก่อนเข้าสู่เวทีรับฟังความคิดเห็นในวันนี้ จากนั้นจะมีการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 4 และครั้งที่ 5 ภายในเดือนกันยายน การประชุมปัจฉิมนิเทศภายในเดือนธันวาคม และกำหนดสิ้นสุดโครงการในวันที่ 20 ธันวาคม 2569
5 วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น อาจเป็นทั้งสัญญาณเตือน และโอกาสครั้งใหญ่ เพราะการฟื้นพรุแม่รำพึง ไม่ใช่เพียงการรักษาผืนป่าแห่งหนึ่ง แต่คือการรักษาแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร แหล่งประมง เกราะป้องกันน้ำหลาก และฐานทรัพยากรของชุมชน คำถามสำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าจะฟื้นพรุอย่างไร ? แต่คือจะทำอย่างไรให้คนกับพรุ อยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ทำให้ธรรมชาติพัง และไม่ทำให้ชุมชนต้องสูญเสียฐานทรัพยากรของตัวเอง เพราะหากวันนี้ยังปล่อยให้ ไฟ น้ำเค็ม ตะกอน สัตว์น้ำต่างถิ่นและการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ เดินหน้าพร้อมกัน วิกฤตของพรุแม่รำพึงอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นปัญหาที่กระทบทั้งระบบของบางสะพานในอนาคต.
พิสิษฐ์ รื่นเกษม…..รายงาน