Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

วนอุทยานเขานางพันธุรัต รับรางวัลพระราชทาน ‘Thailand Tourism Awards 2025’ ประเภทแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติดีเด่น

วนอุทยานเขานางพันธุรัต รับรางวัลพระราชทาน ‘Thailand Tourism Awards 2025’ ประเภทแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติดีเด่น

นายพัฒนพันธ์ เจือจันทร์ หัวหน้าวนอุทยานเขานางพันธุรัต เข้ารับพระราชทานรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย 15th Thailand Tourism Awards 2025 จากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี โดยวนอุทยานเขานางพันธุรัตได้รับพระราชทานรางวัลดีเด่น (Thailand Tourism Outstanding Awards) ประเภทแหล่งท่องเที่ยว (Attraction) สาขาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ (Nature & Park) จัดขึ้นที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอทเอราวัณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา มีนางดวงใจ คุ้มสอาด ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานเพชรบุรี ร่วมแสดงความยินดี ซึ่งรางวัลที่ได้รับดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนถึงคุณค่า ความงดงามทางธรรมชาติ และศักยภาพของวนอุทยานเขานางพันธุรัต ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. ได้จัดการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อยกย่องเชิดชูผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มีการพัฒนาคุณภาพ และรักษามาตรฐานการให้บริการที่มีความเป็นเลิศ สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ผลงานที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะได้รับรางวัล “กินรี” อันทรงคุณค่า เพื่อเป็นเครื่องหมายสะท้อนถึงการรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน รางวัลนี้จึงเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศ ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่หน่วยงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งจะช่วยรับรองการส่งมอบประสบการณ์ทรงคุณค่าและน่าประทับใจ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพ เสริมสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีความโดดเด่น ทั้งด้านประเพณี วัฒนธรรม อัตลักษณ์ความเป็นไทย ตลอดจนการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก เพื่อให้ประเทศไทย สามารถรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันและยังคงเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลก

สำหรับพิธีพระราชทานรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 เป็นส่วนหนึ่งของ Grand Celebration ภายใต้แคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 โดยในปีนี้ได้มีการแบ่งประเภทการประกวดออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ประเภทแหล่งท่องเที่ยว ประเภทที่พักนักทองเที่ยว ประเภทการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประเภทรายการนำเที่ยว และประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งมีผลงานที่ได้รับรางวัลจำนวนทั้งสิ้น 151 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลเกียรติยศ (Hall of Fame) 6 รางวัล รางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Excellence Awards 17 รางวัล รางวัลดีเด่น (Thailand Tourism Outstanding Awards) 59 รางวัล และรางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards) ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษที่มอบครั้งแรกในปีนี้ ให้แก่ผู้ประกอบการที่มีความยอดเยี่ยมในด้านการบริหารจัดการความยั่งยืน และรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม จำนวน 69 รางวัล.

Categories
กีฬา ข่าว ทั้งหมด

สุวัจน์เปิดมวยสุดมันส์ Legend Fighting Championships 2025 แฟนมวยเชียร์แน่นบลูพอร์ต

สุวัจน์เปิดมวยสุดมันส์ Legend Fighting Championships 2025 แฟนมวยเชียร์แน่นบลูพอร์ต

ช่วงค่ำวันที่ 27 กันยายน 2568 การกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับ เดอะเลเจ้นท์อารีน่า และศูนย์การค้าบลูพอร์ตหัวหิน จัดการแข่งขัน Legend Fighting Championships (LFC) 2025 : มวยไทยสร้างชาติ โดยมี “วิว” เยาวภา บุรพลชัย อดีตฮีโร่เหรียญทองแดงโอลิมปิกเกมส์ โปรโมเตอร์การแข่งขันในครั้งนี้ ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อน “มวยไทย” เป็นพลัง Soft Power สู่เวทีระดับโลก พร้อมดึงดูดความสนใจจากแฟนกีฬาทั้งชาวไทยและต่างชาติ ผ่านสังเวียนมวยไทยรูปแบบร่วมสมัย ที่ผสานทั้งมวยไทยคาดเชือกและมวยไทยสวมนวมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว งานนี้ได้รับเกียรติจากนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการแข่งขัน พร้อมด้วยนายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอหัวหิน น.ส.จิราวรรณ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานประจวบฯ นายสรรภพ อึ้งรัศมี รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน นายสมชาย กระแจะเจิม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดประจวบฯ พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผกก.สภ.หัวหิน นายเจนวิท ผลิศักดิ์ สาธารณสุขอำเภอหัวหิน นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ นางวาสนา ศรีกาญจนา ที่ปรึกษาสมาคมฯ แขกผู้มีเกียรติจากแวดวงต่างๆ และแฟนมวยทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนมากร่วมชมเชียร์การแข่งขัน ณ เวทีมวยชั่วคราว หัวหินคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าบลูพอร์ตหัวหิน จ.ประจวบฯ ถ่ายทอดสดทั่วประเทศทางช่อง 8 หมายเลข 27 ทางออนไลน์ Youtube, เฟซบุ๊ก : LFC

เวทีแห่งเกียรติยศครั้งนี้ ได้รวบรวมสุดยอดนักมวยจากประเทศไทยและนานาชาติ มาร่วมประชันฝีมือในรูปแบบมวยไทยคาดเชือก และมวยไทยสวมนวม ทั้งหมด 7 คู่ ให้แฟนมวยได้ร่วมลุ้นไปกับการแข่งขันอันดุเดือดของนักชกระดับแนวหน้าจากไทยปะทะนักสู้ต่างชาติ คู่ที่ 1 (มวยหญิง พิกัด 54 กก.) Negin Afshin Shahinfar (อิหร่าน) พบกับน้องนิว ส.สุภาพ (ไทย), คู่ที่ 2 (พิกัด 59 กก.) Oo Nay Win (เมียนมา) พบกับอุดมเล็ก ณุ ปราณบุรี (ไทย), คู่ที่ 3 (พิกัด 60 กก.) Saw Ae Shee (เมียนมา) พบกับฤทธิชัย ช.วชิระ (ไทย), คู่ที่ 4 (พิกัด 65 กก.) Mohsen Golali Fartotfard (อิหร่าน) พบกับเจนภพ ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (ไทย), คู่ที่ 5 (พิกัด 62 กก.) Saw Hel Do Say (Natkhat Min) (เมียนมา) พบกับมหาหิน ศ.นิยมทรัพย์ (ไทย), คู่ที่ 6 (พิกัด 60 กก.) Reza Aliakbar Dostielmi (อิหร่าน) พบกุมารทอง ศ.นิยมทรัพย์ (ไทย) และคู่ที่ 7 (พิกัด 62 กก.) Mohammed El Qarn (โมร็อกโก) พบกับงาดำ หลงมวยไทย (ไทย) การแข่งขัน Legend Fighting Championships : มวยไทยสร้างชาติในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการผลักดันศิลปะมวยไทยสู่ระดับนานาชาติ ผ่านพลัง Soft Power อย่างแท้จริง โดยมีภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนร่วมขับเคลื่อน พร้อมส่งเสริมหัวหินให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านกีฬาและวัฒนธรรมไทยในเวทีโลก.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

“ม.ศิลปากร” ผนึกกำลัง “พราวรีสอร์ท หัวหิน” MOU พัฒนาบัณฑิต หลักสูตรใหม่ด้านธุรกิจกีฬาและนันทนาการ

“ม.ศิลปากร” ผนึกกำลัง “พราวรีสอร์ท หัวหิน” MOU พัฒนาบัณฑิต หลักสูตรใหม่ด้านธุรกิจกีฬาและนันทนาการ

วันที่ 26 กันยายน 2568 ผู้ช่วยศาสตราจารย์จอมภัค คลังระหัด รองคณบดีฝ่ายบริหาร นายนฐา ชมเสวี กรรมการบริษัท พราว รีสอร์ท หัวหิน จำกัด น.ส.พีรญา สกุลคง ผู้จัดการคลับอารีน่า หัวหิน ผศ.ดร.ณัฏฐนา ลีฬหรัตนรักษ์ รองคณบดีฝ่ายจัดการศึกษา ผศ.ดร.ธนกฤต สังข์เฉย หัวหน้าสาขาวิชาการจัดการ การท่องเที่ยว น.ส.วันทนี เอมบำรุง ผู้จัดการกลุ่มอาวุโสด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และประสานงานองค์กร ร่วมกันลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและบุคลากรในสาขาวิชาการจัดการธุรกิจกีฬาและนันทนาการ ที่อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษามหาวิทยาลัย ร่วมเป็นสักขีพยาน

คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ บริษัท พราวรีสอร์ท หัวหิน จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการอารีน่า หัวหิน เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและบุคลากรในสาขาวิชาการจัดการธุรกิจกีฬาและนันทนาการ การลงนามในครั้งนี้เพื่อพัฒนาหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจกีฬา นันทนาการและเวลเนส ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่ของคณะที่จะเปิดรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2569 โดยมุ่งเน้นการสร้างบัณฑิตที่มีศักยภาพ ทั้งด้านความรู้ทางวิชาการและการวิจัย สามารถบูรณาการความรู้ทางการจัดการกีฬา นันทนาการ เวลเนส และศิลปวิทยาการที่สอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัย

โดยรายละเอียดความร่วมมือที่สำคัญ คือ 1.ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน แบบสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) 2.คณะวิทยาการจัดการจะสนับสนุนบุคลากรและนักศึกษาให้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์กับบริษัท ในขณะที่บริษัทจะให้การสนับสนุนด้านแหล่งฝึกปฏิบัติงานและจัดสหกิจศึกษาตามหลักสูตร 3.ส่งเสริมการทำวิจัยและสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของทั้งสองฝ่าย 4.ความร่วมมือครั้งนี้มีระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2568 ถึงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2573 โดยถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในอนาคต.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

พระยังต้องฝึก กุยบุรีจัดฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เน้นกระจายความรู้ให้นำไปใช้ได้จริง

พระยังต้องฝึก กุยบุรีจัดฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เน้นกระจายความรู้ให้นำไปใช้ได้จริง

วันที่ 26 กันยายน 2568 นายอร่าม ญาณแก้ว นายอำเภอกุยบุรี เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 70 พรรษา ที่หอประชุมสงฆ์ วัดกุยบุรี อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ มี นพ. ทรงวุฒิ ชนะอุดมสุข ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกุยบุรี เป็นผู้กล่าวรายงาน มีพระราชรัตนวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดประจวบฯ เจ้าอาวาสวัดกุยบุรี นายมานพ ตั้งบูรพาจิตร์ รองนายก อบจ.ประจวบฯ ประธานชมรมคนรักกุยบุรี พร้อมด้วยส่วนราชการต่างๆ อาทิ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ตำรวจ ท้องถิ่น และมูลนิธิหลวงพ่อในกุฏิ วัดกุยบุรีร่วมในพิธี รวมกว่า 100 คน ซึ่งดำเนินงานโดยมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีโรงพยาบาลกุยบุรีจัดการอบรม

นพ.ทรงวุฒิ ชนะอุดมสุข นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกุยบุรี กล่าวว่าวัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 70 พรรษา และเพื่อดำเนินการตามแนวทางพระราชดำรัสขององค์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พระองค์อยากให้ประชาชนชาวไทยมีความรู้อย่างถูกต้องในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือ CPR และการใช้เครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ AED เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนมีจิตอาสา มีทักษะและความมั่นใจในการช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุหมดสติ ไม่หายใจ และหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ให้ทันเวลาภายใน 4 นาที จะสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาด้วยสภาวะสมองไม่ได้รับการเสียหายจากการขาดออกซิเจน สามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ต่อไป เพื่อเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยในการดำรงชีวิตของคนไทย

โดยกิจกรรมการอบรมในวันนี้ ประกอบด้วยการให้ความรู้ เรื่องการปฐมพยาบาลในผู้ใหญ่ เด็กโต เด็กทารกที่หมดสติและไม่หายใจ การใช้เครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ AED และการช่วยเหลือผู้ที่สำลักอาหาร และที่ไฮไลท์ คือ วัดกุยบุรีได้ส่งพระสงฆ์เข้ารับการอบรมด้วยจำนวนหนึ่ง เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญของการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ควรจะทำเป็นในทุกวงการ เพื่อช่วยชีวิตคนเจ็บป่วยได้ทันท่วงที

นายอร่าม ญาณแก้ว กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ช่วยสร้างเสริมความปลอดภัยในการดำรงชีวิตประจำวันให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอกุยบุรี การฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือ CPR และการใช้เครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ AED นับเป็นเรื่องที่สำคัญในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนจำเป็นต้องรู้ เพราะเป็นวิธีช่วยชีวิตของผู้ที่ประสบเหตุหมดสติ หยุดหายใจ และหัวใจหยุดเต้นอย่างกะทันหัน ให้ทันเวลาและต้องช่วยด้วยความถูกต้อง การที่ประชาชนได้มีโอกาสเรียนรู้และฝึกปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว จะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในบทบาทที่สำคัญ นั่นคือลดภาวะการสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร สร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการดำรงชีวิตร่วมกันในสังคม.

พันธุ์พงษ์ โพธิ์จินดา…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

กองบิน 5 จัดเลี้ยงเกษียณขอบคุณทหารอากาศปฏิบัติหน้าที่ปกป้องน่านฟ้าไทย

กองบิน 5 จัดเลี้ยงเกษียณขอบคุณทหารอากาศปฏิบัติหน้าที่ปกป้องน่านฟ้าไทย

ช่วงเย็นวันที่ 25 กันยายน 2568 นาวาอากาศเอก พงศ์ชนินทร์ นุชประเสริฐ ผู้บังคับการกองบิน 5 เป็นประธานจัดงานเลี้ยงขอบคุณ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการทหารอากาศกองบิน 5 พร้อมครอบครัว จำนวน 6 นาย ที่เกษียณอายุราชการและย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ประจำปี พ.ศ.2568 ที่บริเวณอาคารโรงเก็บเครื่องบิน ฝูงบิน 501 กองบิน 5 อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ภายใต้ชื่องาน “ก้าวพ้นวันวาน ด้วยผลงานอันยิ่งใหญ่” มีข้าราชการทหารอากาศกองบิน 5 พร้อมครอบครัว แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนในพื้นที่เข้าร่วมงานโดยพร้อมเพรียง

โดยข้าราชการทหารอากาศกองบิน 5 ที่เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ.2568 มีดังนี้ 1.น.อ.ยินดี ทองแผ่น รรก.หน.ผขส.บน.5 2.น.อ.เมธี เวทไธสง รรก.หน.ผชย.บน.5 3.น.ต.ปองศักดิ์ พุ่มพวง ข้าราชการทหารอากาศประจำ บน.5 4.ร.ท.ศุภวิชญ์ โชติชม ข้าราชการทหารอากาศประจำ บน.5 5.นางพรรทิพา นาคสังข์ พนักงานธุรการ บน.5 และ 6.ร.อ.เพ็ญพักตร์ ขำเขียว ผบ.มว.ขส.ร้อย.สนน.พัน.อย.บน.5

นอกจากนี้ ยังถือโอกาสเป็นการเลี้ยงส่งให้กับข้าราชการทหารอากาศที่ย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ นาวาอากาศเอก พงศ์ชนินทร์ นุชประเสริฐ ผู้บังคับการกองบิน 5 ซึ่งเตรียมย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ กองจัดหายุทโธปกรณ์ สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ กบ.ทอ.(สนามบินดอนเมือง) และมีนาวาอากาศเอก รัตนศักดิ์ โพธิ์แก้ว มาดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองบิน 5 คนต่อไป มีข้าราชการทหารอากาศกองบิน 5 พร้อมด้วยครอบครัว และอดีตข้าราชการทหารอากาศ เข้าร่วมมอบช่อดอกไม้เพื่อร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจด้วยความอบอุ่น

นาวาอากาศเอก พงศ์ชนินทร์ นุชประเสริฐ ผู้บังคับการกองบิน 5 ได้กล่าวขอบคุณข้าราชการทหารอากาศ และพนักงานลูกจ้างทุกนาย ที่ได้ปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเต็มกำลังความสามารถด้วยดีเสมอมา รวมถึงพี่น้องข้าราชการทหารอากาศที่ทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ ปกป้องน่านฟ้าไทย ขอให้ทุกคนมีความสุขสมหวังในชีวิตอาชีพหน้าที่การงาน และในทุกๆ เรื่อง.

เอกภพ วงษ์ประเสริฐ…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

กองทัพบก จัดครบรอบ 1 ทศวรรษอุทยานราชภักดิ์ เทิดทูนองค์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์ไทย

กองทัพบก จัดครบรอบ 1 ทศวรรษอุทยานราชภักดิ์ เทิดทูนองค์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์ไทย

วันที่ 26 กันยายน 2568 พลเอก อุดมเดช สีตบุตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพิธีถวายเครื่องราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยามทั้ง 7 พระองค์ ที่อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ ในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษ อุทยานราชภักดิ์ โดยมีพลเอกนพนันต์ ชั้นประดับ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก เป็นผู้แทนกองทัพบก รวมทั้งอดีตผู้บังคับบัญชาระดับสูงกองทัพบก, อดีตประธานมูลนิธิราชภักดิ์, คณะกรรมการบริหารอุทยานราชภักดิ์, ผู้บังคับบัญชาหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกในพื้นที่ส่วนกลางและในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ, หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วมในพิธี จากนั้นได้ร่วมพิธีสงฆ์บำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอุทิศถวายสมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยามที่ห้องบรรยายอุทยานราชภักดิ์

กองทัพบกพร้อมด้วยส่วนราชการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้ร่วมกันจัดสร้างอุทยานประวัติศาสตร์เพื่อประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ของสมเด็จพระบูรพกษัตริย์ 7 พระองค์ คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช, สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระนารายน์มหาราช, สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บนพื้นที่ของกองทัพบก จำนวน 222 ไร่เศษ ในเขตอำเภอหัวหิน เพื่อประกาศเกียรติคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีคุณูปการสำคัญยิ่งต่อประเทศชาติและเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะนำไปสู่ความตระหนักและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ทั้งนี้ กองทัพบกได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาติให้จัดสร้าง และพระราชทานชื่อว่า “อุทยานราชภักดิ์” มีความหมายว่า อุทยานที่สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ยังความปลื้มปีติมาสู่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างสูงสุด ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ในขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร) เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา (ในขณะดำรงพระอิสริยยศ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา) ทรงเปิดอุทยาน เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2558 นับถึงวันนี้เป็นระยะเวลา รวม 10 ปี

พร้อมกันนี้คณะกรรมการมูลนิธิราชภักดิ์ มีมติเห็นชอบให้มีการจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสที่อุทยานราชภักดิ์ครบรอบ 1 ทศวรรษ ประกอบด้วยกิจกรรมวิ่ง “1 ทศวรรษ อุทยานราชภักดิ์ RUN FOR LOYALTY” เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2568 มีนักวิ่งให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 3,000 คน เงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะนำเข้าสมทบกองทุนสวัสดิการอุทยานราชภักดิ์ เพื่อใช้ในการทำนุบำรุงอุทยานฯ ให้มีความสง่างามและสมพระเกียรติต่อไปในอนาคต

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา อุทยานราชภักดิ์ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์บูรพกษัตริย์แห่งสยามทั้ง 7 พระองค์ และชื่นชมความสง่างามของอุทยานราชภักดิ์ อุทยานที่สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ รวมทั้งการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมการไหว้ครูมวยไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มวยไทยเป็นกีฬาประจำชาติและเป็นมรดกของชาติไทย รวมทั้งเผยแพร่ศิลปะการต่อสู้มวยไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งได้มีการจดบันทึกสถิติโลกการไหว้ครูมวยไทย (Guinness World Records) ในปี 2566 และจัดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้น ยังมีการจัดกิจกรรมวิ่งการกุศลต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หรือการจัดกิจกรรมทางศาสนา เป็นต้น.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

นักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ วิ’ลัย วัยหวาน รุ่นที่ 7 เทศบาลนครหัวหินจบแล้ว

นักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ วิ’ลัย วัยหวาน รุ่นที่ 7 เทศบาลนครหัวหินจบแล้ว

วันที่ 25 กันยายน 2568 นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน เป็นประธานมอบประกาศนียบัตรให้กับผู้จบหลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุ วิ’ลัย วัยหวาน รุ่นที่ 7 จำนวน 150 คน ที่ห้องนเรศดำริห์ สำนักงานเทศบาลนครหัวหิน จ.ประจวบฯ มีรองนายกเทศมนตรี คณะผู้บริหาร ประธานสภาเทศบาล สมาชิกสภาเทศบาล ปลัดเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน และเจ้าหน้าที่ในสังกัดที่เกี่ยวข้อง ร่วมแสดงความยินดี

นายนพพร กล่าวว่า โรงเรียนผู้สูงอายุ วิ’ลัย วัยหวาน จัดโดยกองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองหัวหิน รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 7 แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่รุ่นที่ 1 – 6 พบว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมโครงการประกอบไปด้วยผู้สูงอายุและผู้ที่เตรียมเข้าสู่วัยสูงอายุในเขตเทศบาลนครหัวหิน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีความรู้ความเข้าใจด้านการดูแลสุขภาพกายและจิตใจ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้สูงวัย โดยจัดกิจกรรมนันทนาการด้านการออกกำลังกาย เสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย จิตใจ ให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่า เกิดความภาคภูมิใจและเพิ่มศักยภาพให้กับตนเอง ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีอาชีพ มีรายได้ด้วยการฝึกอาชีพ และได้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิที่จะได้รับตามกฎหมาย และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าเรียนได้แสดงศักยภาพของตนเอง เป็นการลดปัญหาภาวะซึมเศร้า ภาวะติดบ้าน และภาวะติดเตียงในวัยผู้สูงอายุ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการแสดงออกถึงความรัก ความสามัคคีที่มีต่อกัน นำความรู้ ความชำนาญที่มีอยู่ของตนเองไปถ่ายทอดสู่ชุมชนหรือช่วยเหลือสังคมต่อไป ซึ่งเมื่อจบคาบเรียนตามกำหนดแล้วเทศบาลจะมอบใบประกาศนียบัตรให้กับผู้เข้าเรียนทุกคน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ นำทีมดูงานการบริหารจัดการน้ำตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ชุมชนเพชรน้ำหนึ่ง จ.เพชรบุรี

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ นำทีมดูงานการบริหารจัดการน้ำตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ชุมชนเพชรน้ำหนึ่ง จ.เพชรบุรี

วันที่ 24 กันยายน 2568 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ พร้อมด้วย พญ.บุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบฯ นำหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชน ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกร เข้าร่วมอบรมและศึกษาดูงานหลักการบริหารจัดการน้ำตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ณ ที่ทำการวิสาหกิจชุมชนสหพันธ์เกษตรกรเพชรน้ำหนึ่ง ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เพื่อนำความรู้ที่ได้นำไปบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ตามนโยบาย Next move ประจวบต้องไปต่อ ในพื้นที่เป้าหมาย อ.เมือง และ อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ โดยมี ดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชนสหพันธ์เกษตรกรเพชรน้ำหนึ่ง ร่วมบรรยายให้ความรู้ด้านการจัดการน้ำตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมลงพื้นที่ศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการแหล่งน้ำผิวดิน การเชื่อมโยงสระน้ำ การปลูกกก หรือหญ้าแฝกเพื่อดักตะกอน ระบบสูบน้ำโซล่าเซลล์ส่งขึ้นหอถังสูงเพื่อการเกษตร ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และระบบสูบส่งระบบห้องเย็นโซล่าเซลล์ การยกระดับน้ำเข้าสระ ถนนลดระดับและฝายกักน้ำ

สำหรับชุมชนเพชรน้ำหนึ่ง เดิมพื้นที่เป็นสนามกอล์ฟร้าง จัดสรรที่ดินผ่านสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้กับเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกิน ด้วยสภาพพื้นที่ค่อนข้างลาดเอียงและเป็นดินลูกรัง ขาดแหล่งกักเก็บน้ำ เกษตรกรประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมาโดยตลอด ปัจจุบัน ชุมชนเพชรน้ำหนึ่ง เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม สร้างโรงเรือนและห้องเย็น เก็บรักษาผลผลิตทางการเกษตร บรรจุภัณฑ์ส่งจำหน่ายให้ร้านโกลเด้น เพลสอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ลดภาระหนี้สิน ชุมชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น นับว่าชุมชนเพชรน้ำหนึ่ง เป็นอีกหนึ่งชุมชนต้นแบบที่สามารถแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่จนเกิดความสำเร็จ

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน กล่าวว่าจังหวัดประจวบฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ ทั้งน้ำเพื่อการบริโภค อุปโภค และน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ช่วงฤดูฝนนี้ โดยมอบหมาย ศูนย์ ปภ.เขต 4 และสำนักงาน ปภ.จังหวัดประจวบฯ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ครอบคลุมทุกมิติ และเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

กสทช.เขต 45 คุมเข้มการใช้วิทยุสื่อสาร เผยเหมือนดาบสองคม หวั่นกระทบภัยความมั่นคงของประเทศ

กสทช.เขต 45 คุมเข้มการใช้วิทยุสื่อสาร เผยเหมือนดาบสองคม หวั่นกระทบภัยความมั่นคงของประเทศ

วันที่ 24 กันยายน 2568 นายประทีป บริบูรณ์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการฝึกซ้อมการใช้เครื่องวิทยุคมนาคม โดยใช้คลื่นความถี่ในการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ เอกชน และประชาชน กรณีเกิดภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉินขึ้นในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ห้องสิงขร โรงแรมประจวบแกรนด์ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ มีนายวสันต์ เริงสมุทร ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเขต 45 (สำนักงาน กสทช.เขต 45) กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์โครงการ มีหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานกู้ชีพ – กู้ภัยสาธารณกุศล และนักวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น เข้าร่วมจำนวน 41 หน่วยงาน

ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการติดต่อสื่อสาร ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน และผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ในการเตรียมความพร้อมแก้ไขข้อขัดข้องการใช้โทรศัพท์ประจำที่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงระบบโทรคมนาคมอื่นๆ ให้สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ เป็นการเตรียมความพร้อมในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัยให้กับประชาชน รับแจ้งเหตุ รายงานสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยมีวิทยากรจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลสเน็ตเวิร์ก จำกัด สำนักงาน กสทช.ภาค 4 บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การใช้คลื่นความถี่ เพื่อสนับสนุนภารกิจป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ รูปแบบการใช้งานคลื่นความถี่ การแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast พร้อมการฝึกซ้อมแผนบนโต๊ะ

นายวสันต์ เริงสมุทร ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเขต 45 (สำนักงาน กสทช.เขต 45) เปิดเผยว่า กิจกรรมในวันนี้เป็นการฝึกอบรมการใช้คลื่นความถี่เวลาเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินให้กับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล มูลนิธิกู้ชีพกู้ภัย นักวิทยุสมัครเล่น และประชาชนทุกเครือข่ายในพื้นที่ เป็นการฝึกซักซ้อมการใช้ความถี่กลาง ในการอำนวยการเวลาเกิดเหตุภัยพิบัติ ซึ่งสำนักงาน กสทช.เล็งเห็นถึงความสำคัญเวลาเกิดเหตุภัยพิบัติฉุกเฉิน มักจะมีการติดต่อสื่อสารกันที่ไม่สะดวกเท่าที่ควร จึงต้องมีการฝึกซักซ้อมให้เป็นไปในทิศทางแนวเดียวกัน โดยมีหน่วยงานสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเป็นหน่วยงานหลักเป็นแม่ข่ายในการประสานงาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันมีการใช้อย่างแพร่หลาย แต่โทรศัพท์มือถือก็ยังมีข้อด้อย เช่น หากเกิดไฟดับติดต่อกันเป็นเวลานาน สถานีฐานไม่สามารถให้บริการได้ ทำให้ไม่สามารถติดต่อประสานงานได้ ต้องใช้วิทยุสื่อสารส่งข้อมูลข่าวสารแทน เนื่องจากวิทยุสื่อสารชาร์จแบต 1 ครั้งอยู่ได้ 4 – 5 วัน ดังนั้นวิทยุสื่อสารจึงสามารถเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุได้สะดวกกว่าโทรศัพท์มือถือ

โดยวิทยุสื่อสารที่มีขายในตามท้องตลาดมีหลากหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่เครื่องที่ถูกต้อง หากเป็นข่ายของข้าราชการ จะเป็นวิทยุที่มีเปลือกนอกสีดำ เป็นย่านความถี่ที่ประชาชนไม่สามารถใช้ได้ ต้องให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ใช้ ส่วนย่านความถี่ที่ประชาชนสามารถใช้ได้เป็นวิทยุคมนาคมที่มีเปลือกนอกสีแดง ย่าน CB 245 MHz ดังนั้นเวลาประชาชนจะซื้อไปใช้งาน ต้องซื้อเครื่องที่ถูกกฎหมาย แล้วมาขอใบอนุญาตใช้จากสำนักงาน กสทช.โดยมีค่าธรรมเนียมในการขออนุญาตใช้ 500 บาท และ vat 7% อีก 35 บาท รวมเป็น 535 บาท ใบอนุญาต 1 ใบ สามารถใช้ได้ 1 เครื่อง จึงจะสามารถใช้ที่ไหนก็ได้ หากประชาชนซื้อเครื่องที่ผิดกฎหมายมาใช้ ท่านก็เสี่ยงอาจจะถูกตำรวจจับดำเนินคดีความผิดตาม พ.ร.บ.2498 มีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 5 ปี ซึ่งวิทยุสื่อสารเปรียบเสมือนดาบสองคม ใช้ในด้านดีก็ได้ หากนำไปใช้ในด้านไม่ดี ก็จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศชาติ ดังนั้น จึงฝากไปถึงพี่น้องประชาชนพบเห็นบุคคลที่ใช้วิทยุสื่อสารในด้านที่ไม่ถูกต้อง ขอให้แจ้งมาที่สำนักงาน กสทช. หรือสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้านได้เลยทันที นายวสันต์ กล่าว.

เอกภพ วงษ์ประเสริฐ…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ตำรวจท่องเที่ยว จัดอบรมเครือข่ายอาสาสมัครฯ พร้อมดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว

ตำรวจท่องเที่ยวจัดอบรมเครือข่ายอาสาสมัครฯ พร้อมดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว

วันที่ 22 กันยายน 2568 พ.ต.อ.ประภาวิน ฉายโฉมเลิศ รอง ผบก.ทท.3, พ.ต.ท.วรพรต ผลานิสงค์ รอง ผกก.1 ทท.3, พ.ต.ท.อาณัฐชัย ก้อนทอง สวญ.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.3 (ประจวบคีรีขันธ์), พ.ต.ต.ชโนวิทก์ สีเนหะ สว.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.3 และตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี พร้อมผู้เข้ารับการอบรมอาสาสมัคร จำนวน 100 คน ร่วมในพิธีเปิดการอบรม“โครงการอบรมอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกแกนักท่องเที่ยว”ของศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี โดยมี พ.ต.อ.สุพมาส บัวลาด รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี เป็นประธานเปิดการอบรม ระหว่างวันที่ 22 – 23 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมบ้านพิงภูแพรว รีสอร์ท อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดย พล.ต.ท.ศักดิ์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้กำหนดให้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์หลัก “สะดวก-ปลอดภัย-เป็นธรรม” เพื่อสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีมาตรฐานความปลอดภัยและการบริการระดับสากล โดยจัดโครงการอบรมอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว เพื่อดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว พ.ศ.2568 เพื่อให้อาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว มีความรู้ ความสามารถ ทักษะที่ถูกต้อง เหมาะสมในการให้บริการ และอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ

โดยให้หน่วยในสังกัดจัดอบรมบรรยายเน้นบทบาทอาสาสมัครใน 3 มิติ ตามยุทธศาสตร์กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว คือ 1. สะดวก (Convenience) ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงตำรวจได้ง่ายและทันสมัย เช่น ศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 แปดภาษา, TTP Application, และเครือข่ายสถานทูต 2. ปลอดภัย (Safety) ประเทศไทยต้องเป็น Safe Destination โดยอาสาสมัครคือ “หูตา” ของตำรวจ และ “เกราะใจ” ของสังคม ที่ช่วยป้องกันเหตุร้ายตั้งแต่ยังไม่เกิด 3. เป็นธรรม (Fairness) นักท่องเที่ยวได้รับความยุติธรรม ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น การจัดการทัวร์เถื่อน, แท๊กซี่หลอกลวง และอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งคาดว่าหลังจบการอบรมในครั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้ ความเข้าใจ เพื่อนำไปต่อยอดในการเป็นอาสาสมัครดำเนินงานเกี่ยวกับที่ได้รับอบรมมา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี – ประจวบฯ ต่อไป.