Categories
กีฬา ข่าว ทั้งหมด

สวนน้ำแบล็คเมาน์เทน ชวนวิ่งรับแสงเย็น แล้วเล่นน้ำสุดฟินที่หัวหิน

สวนน้ำแบล็คเมาน์เทน ชวนวิ่งรับแสงเย็น แล้วเล่นน้ำสุดฟินที่หัวหิน

วันที่ 17 กันยายน 2569 สวนน้ำแบล็คเมาน์เทน อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ ร่วมกับ อบต.หินเหล็กไฟ, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ, มูลนิธิเพชรเกษม และ HI-RANK จัดงานวิ่งสุดอบอุ่นสำหรับครอบครัว “Black Mountain Sunset Splash Run” ชวนคุณพ่อคุณแม่และคุณหนูๆ มาใช้เวลาในวันหยุดร่วมกัน กับกิจกรรมที่ผสมผสานการวิ่งเพื่อสุขภาพกับความสนุกในสวนน้ำยามเย็น งานนี้ออกแบบมาให้ทุกคนในครอบครัวสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ ด้วยระยะทางวิ่งที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับทุกวัย คือ 5.25 กิโลเมตร และ 2.35 กิโลเมตร ไฮไลต์สำคัญ คือเมื่อเข้าเส้นชัย ทุกครอบครัวจะได้เปลี่ยนบรรยากาศไปสนุกสนานกับกิจกรรมเล่นน้ำ ฟังเพลง และพักผ่อนหย่อนใจในสวนน้ำ ตั้งแต่เวลา 18.45 น. เป็นต้นไป

แพ็กเกจไฮไลต์สำหรับครอบครัวและผู้ร่วมงานทุกวัย เพื่อให้ตอบโจทย์การมาเป็นครอบครัว ทางผู้จัดงานได้เตรียมแพ็กเกจสุดพิเศษไว้ต้อนรับ ได้แก่ แพ็กเกจสุดคุ้ม “Happy Family” (แพ็กเกจครอบครัว 3 คน) ราคาเพียง 1,799 บาท (สำหรับผู้ใหญ่ 2 คน และเด็ก 1 คน) รับสิทธิ์วิ่งพร้อม Race Kit ทั้ง 3 คน และความทรงจำสุดพิเศษ ด้วยบริการถ่ายภาพครอบครัวพร้อมใส่กรอบฟรี ! Standard Splash (นักวิ่งทั่วไป) ผู้ใหญ่ 750 บาท เด็ก (อายุไม่เกิน 12 ปี) ราคาพิเศษเพียง 550 บาท รับเสื้อ เหรียญ BIB คูปองอาหารและสิทธิ์เข้าเล่นสวนน้ำฟรีทั้งวัน Chill & Cheer (กองเชียร์สายชิล) สำหรับสมาชิกครอบครัวที่ไม่อยากวิ่ง ราคาเพียง 450 บาท (ทุกช่วงอายุ) สามารถเข้าสวนน้ำทั้งวัน พร้อมรับอุปกรณ์เชียร์เรืองแสงไว้รอรับนักวิ่งที่เส้นชัย Ultimate Racecation (แพ็กเกจพักผ่อนแบบครอบครัวใหญ่) ราคา 7,900 บาท สำหรับ 4 คน รวมที่พักพูลวิลล่า 2 ห้องนอน 1 คืน พร้อมอาหารเช้า, สิทธิ์วิ่งแบบ VIP, บริการส่ง Race Kit ถึงบ้าน และ Fast Track เข้าสวนน้ำทั้งวัน นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจ Neon Party Gang สำหรับกลุ่มเพื่อน 4 คน ในราคา 2,799 บาทอีกด้วย

กำหนดวิ่งในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2569 เวลา 12.00 – 16.00 น. ลงทะเบียนรับเสื้อและ BIB, 16.30 น. พิธีเปิดงาน, 16.45 น. วอร์มอัพระหว่างครอบครัว, 17.00 น. ปล่อยตัวระยะ 5.25 กม., 17.15 น. ปล่อยตัวระยะ 2.35 กม., 18.00 น. มอบรางวัล Overall ชายหญิง, 18.45 – 20.30 น. สนุกสนานกับกิจกรรมบันเทิงเล่นน้ำยามเย็น, 21.00 น. จบกิจกรรมพร้อมรอยยิ้มกลับบ้าน จึงขอเชิญชวนคนที่คุณรักมาออกกำลังกายและสนุกไปด้วยกัน ผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองแพ็กเกจได้ที่ โทร.032 – 618444.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

หัวหินเอาจริง เตรียมรื้อถอนอาคารบุกรุกที่สาธารณะ ตั้งแต่สะพานปลา – ศาลเจ้าแม่ทับทิม คืนชายหาดให้ประชาชน

หัวหินเอาจริง เตรียมรื้อถอนอาคารบุกรุกที่สาธารณะ ตั้งแต่สะพานปลา – ศาลเจ้าแม่ทับทิม คืนชายหาดให้ประชาชน

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน จ.ประจวบฯ เป็นประธานประชุมเพื่อซักซ้อมแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการรื้อถอนอาคารบริเวณชายหาดหัวหิน ตั้งแต่สะพานปลาถึงศาลเจ้าแม่ทับทิม มีคณะผู้บริหารเทศบาล สท. รองปลัดเทศบาล สำนักการช่าง กลุ่มงานนิติการ และงานรักษาความสงบ (เทศกิจ) พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กอ.รมน.จังหวัดประจวบฯ ฝ่ายปกครองอำเภอหัวหิน สภ.หัวหิน ที่ดินจังหวัดประจวบฯ สำนักงานเจ้าท่าสาขาประจวบฯ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาหัวหิน เข้าร่วมประชุมที่ห้องนเรศดำริห์ สำนักงานเทศบาลนครหัวหิน

ตามที่ศาลปกครองสูงสุด ได้อ่านคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดให้รื้อถอนอาคารทั้งหมด 40 ราย ที่บุกรุกที่สาธารณะ ตั้งแต่สะพานปลาถึงศาลเจ้าแม่ทับทิม มีจำนวน 14 ราย ที่ยอมรื้อถอนไปแล้ว แต่ยังคงเหลืออีก 26 ราย ซึ่งในจำนวนดังกล่าว แบ่งดำเนินการรื้อถอนในส่วนงบประมาณของกรมเจ้าท่า จำนวน 11 ราย และของเทศบาลนครหัวหิน จำนวน 15 ราย โดยในส่วนของเทศบาลนครหัวหินได้มีการแจ้งผลคดีไปยังคู่กรณี ในคดีที่ยังไม่ได้ทำการรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน โดยกำหนดให้การรื้อถอนอาคารให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แต่ปรากฏว่ายังไม่ได้รับแจ้งจากเจ้าของอาคารหลังใด ว่าได้ทำการรื้อถอนอาคารตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว

โดยที่ประชุมได้แจ้งความคืบหน้าการดำเนินการของอาคารแต่ละหลัง ทั้งที่มีการรื้อถอนแล้วและยังไม่ได้รื้อถอน ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการจัดหาผู้รับจ้าง เพื่อดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้แล้ว และจะเริ่มดำเนินการรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างในที่สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน บริเวณชายหาดหัวหิน จำนวน 15 ราย ตั้งแต่สะพานปลาถึงศาลเจ้าแม่ทับทิม ในวันที่ 25 กันยายนนี้ พร้อมกันนี้ได้ลงพื้นที่ติดป้ายประกาศให้ทราบเรื่องการรื้อถอน เพื่อแจ้งให้เจ้าของอาคารทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 7 วัน ก่อนดำเนินการเข้ารื้อถอน ทั้งนี้เทศบาลได้ลงพื้นที่เพื่อชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง และแนวทางการดำเนินการตามกฎหมายแก่เจ้าของอาคาร พร้อมทั้งเจรจาสร้างความเข้าใจอันดีและขอความร่วมมือเจ้าของอาคาร ดำเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงความเป็นธรรมและประโยชน์ของทุกฝ่ายต่อไป.

ข่าวแนะนำ
Categories
ข่าว ทั้งหมด

กฟผ.ทำบุญครบ 10 ปี โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก มอบทุนการศึกษาให้เยาวชน

กฟผ.ทำบุญครบ 10 ปี โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก มอบทุนการศึกษาให้เยาวชน

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ทับสะแก ต.นาหูกวาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบฯ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยโรงไฟฟ้าทับสะแก เขื่อนวชิราลงกรณ จัดพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี การขนานเครื่องโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก เข้าสู่ระบบและเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2559 ณ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก ต.นาหูกวาง อ.ทับสะแก โดยนายพนม ปัถวี หัวหน้าแผนกโรงไฟฟ้าทับสะแก ให้การต้อนรับหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ น.ส.ทิฆัมพร ยอดใหญ่ นายก อบต.นาหูกวาง นายอรุษ ห้วยหงษ์ทอง กำนันตำบลนาหูกวาง พร้อมคณะผู้บริหาร ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาอำเภอทับสะแก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาหูกวาง ผู้บริหารสถานศึกษา กำนัน ผู้ใหญ่บ้านตำบลนาหูกวาง รวมถึงผู้แทนหน่วยงานภายใน กฟผ. จากฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ ฝ่ายพัฒนาและแผนงานโรงไฟฟ้า และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ทับสะแก และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโส รักษาราชการแทน นายอำเภอทับสะแก เป็นประธานในพิธี หลังจากพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล มีการปลูกไม้มงคลต้นจันทร์หอม สัญลักษณ์แห่งการเติบโตและความยั่งยืน และมีการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนจากสถานศึกษาในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนทับสะแกวิทยา, โรงเรียนบ้านดอนทราย, โรงเรียนบ้านอ่างทอง และโรงเรียนอ่างทองพัฒนา โดย นายสมชาย จันทร์เย็น ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ-1 เป็นผู้มอบทุนการศึกษา

การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการดำเนินงานด้านพลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนตลอดไป.

ณัฐธภพ พันสาย…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ รับมอบทุนการศึกษาและคอมพิวเตอร์ต่อเนื่อง

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ รับมอบทุนการศึกษาและคอมพิวเตอร์ต่อเนื่อง

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเงินสนับสนุนแก่สถานศึกษา ในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ ครั้งที่ 5 ที่ศาลากลางจังหวัดประจวบฯ มีนายนิรัน ดะแช ศึกษาธิการจังหวัด นายวิสุทธิ์ จันทร์วัฒรังกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวสูง บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน เข้าร่วมพิธี

การมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเงินสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด “Next move PRACHUAP ประจวบฯต้องไปต่อ” ในมิติการพัฒนาการศึกษา ภายใต้โครงการ “10 ห้องเรียนเสริมการศึกษา” ซึ่งเป็นการระดมทรัพยากรจากภาคเอกชน ตามแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) เพื่อจัดหาคอมพิวเตอร์ให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน เพิ่มโอกาสทางการศึกษา และส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้แก่เด็กและเยาวชน
โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ ได้กล่าวฝากถึงนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุน ว่าขอให้นักเรียนทุกคนตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพราะการศึกษาจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างโอกาสและนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในอนาคต

สำหรับการสนับสนุนครั้งที่ 5 มีสถานศึกษาได้รับความช่วยเหลือรวม 5 แห่ง รวมคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น 55 เครื่อง แบ่งเป็นคอมพิวเตอร์ใหม่ 20 เครื่อง และคอมพิวเตอร์ใช้แล้ว 35 เครื่อง พร้อมเงินสนับสนุน 5,000 บาท โดยโรงเรียนบ้านทุ่งไทร อ.บางสะพานน้อย ได้รับคอมพิวเตอร์ใหม่ 5 เครื่อง และคอมพิวเตอร์ใช้แล้ว 6 เครื่อง รวม 11 เครื่อง โรงเรียนสามัคคีร่วมจิต อำเภอเมืองประจวบฯ ได้รับคอมพิวเตอร์ใหม่ 4 เครื่อง และคอมพิวเตอร์ใช้แล้ว 7 เครื่อง รวม 11 เครื่อง โรงเรียนบ้านเนินพยอม อ.หัวหิน ได้รับคอมพิวเตอร์ใหม่ 4 เครื่อง และคอมพิวเตอร์ใช้แล้ว 7 เครื่อง รวม 11 เครื่อง โรงเรียนบ้านหนองตาปูน อ.กุยบุรี ได้รับคอมพิวเตอร์ใหม่ 4 เครื่อง และคอมพิวเตอร์ใช้แล้ว 7 เครื่อง รวม 11 เครื่อง และโรงเรียนห้วยหนำ อำเภอเมืองประจวบฯ ได้รับคอมพิวเตอร์ใหม่ 4 เครื่อง และคอมพิวเตอร์ใช้แล้ว 7 เครื่อง รวม 11 เครื่อง พร้อมเงินสนับสนุน 5,000 บาท

ทั้งนี้ การสนับสนุนครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน), โรงแรมแบคคัสโฮมรีสอร์ท ปราณบุรี, โรงแรมฮิลตัน หัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา และบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานศึกษา ในการร่วมกันสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ จากการดำเนินงานที่ผ่านมา โครงการสามารถส่งมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเงินสนับสนุนแก่สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ รวมทั้งสิ้น 39 แห่ง คิดเป็นเงินสนับสนุนรวม 132,000 บาท และเครื่องคอมพิวเตอร์รวมทั้งสิ้น 460 เครื่อง นับเป็นการส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการศึกษา และสนับสนุนการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชนในศตวรรษที่ 21 อย่างต่อเนื่อง.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ชาวบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ลุยกำจัดวัชพืชน้ำในอ่างเก็บน้ำโป่งสามสิบ

ชาวบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ลุยกำจัดวัชพืชน้ำในอ่างเก็บน้ำโป่งสามสิบ

วันที่ 14 กันยายน 2569 นายจำลอง ดีทองอ่อน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านในล็อค ต.ทองมงคล อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ พร้อมด้วยนายภูวดิท (เนียร) ภัทรชัยเมธา คณะทำงานของ น.ส.นิชาภา สุวรรณนาค สว.ประจวบฯ ร่วมวางแผนและประสานการดำเนินงานกำจัดวัชพืช ที่อ่างเก็บน้ำโป่งสามสิบ โดยมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นำพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารพรานจาก ร้อยทหารพรานที่ 1403 บ้านคีรีล้อม เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม และเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างราษฎร์ศรัทธาธรรมสถาน บางสะพาน ระดมกำลังเข้ากำจัดวัชพืชในอ่างเก็บน้ำโป่งสามสิบ ทั้งการรื้อ ลอกและนำจอกแหน ผักตบชวา ออก

ระหว่างการปฏิบัติงาน นายนิมิต วงษ์จินดา นายอำเภอบางสะพาน พร้อมด้วยนางจำเนียร บัวผัน กำนันตำบลทองมงคล ได้ลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชนและเจ้าหน้าที่ พร้อมชื่นชมการร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องประชาชนและทุกหน่วยงานที่เข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหา ว่าการดำเนินงานครั้งนี้เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังความสามัคคีของคนในพื้นที่ เมื่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ย่อมสามารถขับเคลื่อนภารกิจที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมให้ประสบความสำเร็จได้ โดยใช้แรงคนกับเครื่องจักรร่วมกันทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน จนสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยวัชพืชที่หลงเหลืออยู่ภายในอ่างเก็บน้ำมีไม่ถึง 5%

ทั้งนี้ ผู้ดำเนินการได้กล่าวขอบคุณประชาชน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ทหารพราน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ตลอดจนทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้งกำลังคน เครื่องจักรและกำลังสนับสนุน จนภารกิจสามารถสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย.

พิสิษฐ์ รื่นเกษม…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ตำรวจสกัดจับรถตู้ขนยาไอซ์ 464 กก.มูลค่า 500 ล้านบาท ซิ่งหนีชนกำแพงบ้านชาวบ้าน

ตำรวจสกัดจับรถตู้ขนยาไอซ์ 464 กก.มูลค่า 500 ล้านบาท ซิ่งหนีชนกำแพงบ้านชาวบ้าน

วันที่ 15 กันยายน 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล., สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล.3 กก.2 บก.ทล. นำโดย ร.ต.อ.ประวิทย์ ภู่ทอง รอง สว.ส.ทล.3 กก.2 บก.ทล., ร.ต.อ.เวิน ไชยอาษา รอง สว.ส.ทล.3 กก.2 บก.ทล. และตำรวจทางหลวง ร่วมจับกุมนายมิน อายุ 23 ปี พร้อมด้วยของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาไอซ์ จำนวน 464 ถุง บรรจุอยู่ในถุงกระสอบ จำนวน 25 กระสอบ น้ำหนักรวม 464 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท รถยนต์ตู้ยี่ห้อฮุนได สีเทา ทะเบียนกรุงเทพฯ 1 คัน ได้ที่บริเวณสี่แยกไฟแดงดอนทราย ถ.สุขจิต ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบฯ นำตัวมาสอบสวน

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล.3 กก.2 บก.ทล. ได้รับประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ปส. ให้ช่วยสกัดจับรถต้องสงสัยเป็นรถตู้ยี่ห้อฮุนได สีเทา ซึ่งลำเลียงยาเสพติดเดินทางไปยังภาคใต้ โดยรับแจ้งว่ารถดังกล่าวกำลังเดินทางผ่านอำเภอสามร้อยยอด จ.ประจวบฯ จึงได้ออกตรวจในพื้นที่รับผิดชอบ พบรถที่มีตำหนิรูปพรรณตรงกับที่ได้รับแจ้งบริเวณสี่แยก อ.เมืองประจวบฯ จึงเข้าสกัดจับรถคันดังกล่าว เมื่อรถต้องสงสัยเห็นเจ้าหน้าที่ ได้ขับหลบหนีไปในพื้นที่อำเภอเมืองประจวบฯ ตำรวจจึงได้ไล่ติดตาม จนกระทั่งรถคันดังกล่าวเสียหลักพุ่งชนรั้วบ้านประชาชนได้รับความเสียหายและสามารถจับกุมผู้ขับขี่ได้พร้อมของกลาง จากการสอบสวนนายมินให้การรับสารภาพว่าได้รับค่าจ้างขนยาเสพติดครั้งนี้เป็นเงิน 500,000 บาท รับยาไอซ์มาจากแม่สาย จะไปส่งที่จังหวัดสงขลา เมื่อคืนที่ผ่านมาพักค้างคืนที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี วันนี้ตั้งใจจะไปพักค้างคืนที่ชุมพร แต่ถูกตำรวจจับกุมก่อน จึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

SVL Group รับการตรวจติดตามภายนอก ระบบมาตรฐาน ISO 4 ระบบ

SVL Group รับการตรวจติดตามภายนอก ระบบมาตรฐาน ISO 4 ระบบ

การตรวจประเมินครั้งนี้ครอบคลุมการดำเนินงานของ SVL Group ทั้งสำนักงานบางสะพาน จ.ประจวบฯ ระหว่างวันที่ 7 – 10 กันยายน 2569 และสำนักงานใหญ่กรุงเทพฯ วันที่ 11 กันยายน 2569 โดยผู้ตรวจประเมินได้พิจารณากระบวนการทำงานในหลายมิติ ทั้งระบบบริหารจัดการ การให้บริการขนส่งทางบกและทางน้ำ การบริหารความเสี่ยง ตลอดจนมาตรการด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม การดูแลลูกค้า บุคลากร และพันธมิตรทางธุรกิจ

สำหรับการตรวจติดตามประจำปี 2569 ครอบคลุมมาตรฐาน ISO จำนวน 4 ระบบ ได้แก่
ISO 9001 : 2015 ระบบบริหารงานคุณภาพ มุ่งสร้างมาตรฐานและความสม่ำเสมอในการให้บริการ
ISO 14001 : 2015 ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
ISO 39001 : 2012 ระบบการจัดการความปลอดภัยด้านการจราจรทางถนน มุ่งยกระดับความปลอดภัยในการดำเนินงานด้านการขนส่งทางถนน
ISO 45001 : 2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อบุคลากร

การรับการตรวจประเมินครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการตรวจสอบเพื่อรักษาใบรับรองมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการทบทวนประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน ค้นหาโอกาสในการพัฒนา และผลักดันให้ทุกหน่วยงานของ SVL Group เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้หลักคุณภาพ ความปลอดภัย ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

SVL Group ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า คู่ค้า บุคลากร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจขนส่งไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และก้าวสู่การเป็นองค์กรโลจิสติกส์ที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัยและยั่งยืน.

พิสิษฐ์ รื่นเกษม…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

กรมทรัพยากรธรณีบุกพื้นที่ ส่องแหล่งทองคำ – ภูมิปัญญาร่อนทอง ดันมรดกท้องถิ่นสู่การอนุรักษ์และท่องเที่ยว

กรมทรัพยากรธรณีบุกพื้นที่ ส่องแหล่งทองคำ – ภูมิปัญญาร่อนทอง ดันมรดกท้องถิ่นสู่การอนุรักษ์และท่องเที่ยว

วันที่ 13 กันยายน 2569 นางวนิดา ทวีศิลป์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ตำบลร่อนทอง พร้อมด้วยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และนายณภัทร์ สิริวิชยะตระกูล นายกสมาคมนิยมทองเนื้อเก้า ให้การต้อนรับคณะจากกรมทรัพยากรธรณี นำโดยนายปรีชา สายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี พร้อมผู้ตรวจราชการกรมทรัพยากรธรณี คณะผู้บริหาร ผู้อำนวยการกองและสำนักงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณี รวมประมาณ 30 คน ที่มาตรวจ ติดตาม สถานีตรวจวัดการเคลื่อนตัวของมวลดิน บ้านคลองลอย ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญด้านการติดตามและเฝ้าระวังข้อมูลทางธรณีวิทยา ก่อนเดินทางเยี่ยมชมแหล่งศึกษาวิจัยทองบางสะพาน พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตและภูมิปัญญาการร่อนทองคำ ณ บ่อทองคำบางสะพาน รวมถึงเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้บ้านช่างชัย (บ้านป่าร่อน)

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตรวจติดตามข้อมูลด้านทรัพยากรธรณีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของ “ทองบางสะพาน” ในฐานะทรัพยากรและอัตลักษณ์ของท้องถิ่นที่มีคุณค่า ทั้งในมิติธรณีวิทยา ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของชุมชน โดยเฉพาะภูมิปัญญาการร่อนทอง ที่สืบทอดกันมาในพื้นที่ ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญ ที่สามารถนำมาต่อยอดให้เกิดการเรียนรู้ สร้างคุณค่า และพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชนได้ในอนาคต

“ทองบางสะพาน” ไม่ได้มีค่าเพียงแค่ทองคำ แต่คือเรื่องราว วิถีชีวิต และภูมิปัญญาที่ฝังรากอยู่กับแผ่นดินบางสะพาน.

พิสิษฐ์ รื่นเกษม…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ศุลกากรประจวบฯ สนธิกำลังสกัดจับขบวนการค้าของเถื่อนข้ามชาติล็อตมหึมา มูลค่าเกือบสิบล้านบาท

ศุลกากรประจวบฯ สนธิกำลังสกัดจับขบวนการค้าของเถื่อนข้ามชาติล็อตมหึมา มูลค่าเกือบสิบล้านบาท

ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร ในการปกป้องสังคมและระบบเศรษฐกิจจากสินค้าผิดกฎหมาย ภายใต้การสั่งการของนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายสิทธิชัย สวัสดิ์เสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้สั่งการให้นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบฯ ดำเนินการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ประกอบด้วยนายวิทยา พรมโยธา สรรพสามิตพื้นที่ประจวบฯ พ.ต.อ.อัคราวัส สีห์ธนบุญอุบล ผู้กำกับการ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 พ.อ.ประกาศ จันจะนะ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก นายชัยชาญ มูลมาก ป้องกันจังหวัดประจวบฯ นายสัตวแพทย์วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบฯ เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดประจวบฯ ด่านตรวจประมงเขต 6 ด่านตรวจพืชประจวบฯ สถานีตำรวจภูธรเมืองประจวบฯ สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง และด่านตรวจสัตว์ป่าประจวบฯ เปิดปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์ นำกำลังเข้าตรวจค้นขบวนรถไฟโดยสารสายใต้ ที่สถานีรถไฟประจวบฯ ควบคู่กับการตั้งจุดตรวจสกัดรถยนต์ขนส่งสินค้าบนถนนเพชรเกษม และบริษัทขนส่งในเขตพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังสืบทราบข้อมูลเชิงลึกว่าจะมีการลักลอบลำเลียงสินค้าหนีภาษีจากพื้นที่ภาคใต้เข้าสู่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นมา

ล่าสุด วันที่ 10 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังตั้งจุดตรวจสกัดบนถนนเพชรเกษม บริเวณด่านตรวจห้วยยาง อ.ทับสะแก ตรวจค้นยานพาหนะขนส่งเป้าหมาย สามารถสกัดจับสินค้าลักลอบหนีศุลกากรได้อีกล็อตใหญ่ ไม่มีหลักฐานการผ่านพิธีการหรือชำระภาษีอากร ประกอบด้วย บุหรี่ต่างประเทศ 3,869 แท่ง หรือ 773,800 มวน มูลค่าและภาษี 8,767,154 บาท บุหรี่ไฟฟ้า 186 ชิ้น มูลค่าและภาษี 103,490 บาท และยาสมุนไพร เมืองกำเนิดต่างประเทศ 135 ขวด มูลค่าและภาษี 26,325 บาท คิดเป็นมูลค่าของกลางรวมภาษีอากรเฉพาะรอบนี้ สูงถึง 8,896,969 บาท

ความสำเร็จจากการเดินหน้ากวาดล้างต่อเนื่อง ภายใต้ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 10 กันยายน 2569 มีบุหรี่ต่างประเทศ 11,011 แท่ง หรือกว่า 2.2 ล้านมวน มูลค่ารวมภาษี 25,286,535 บาท บุหรี่ไฟฟ้าและหัวน้ำยา 439 ชิ้น มูลค่ารวมภาษี 235,157 บาท กระเป๋าแบรนด์เนม 23 ใบ มูลค่ารวมภาษี 132,894 บาท ยาสมุนไพรต่างประเทศ 135 ขวด มูลค่ารวมภาษี 26,325 บาท น้ำหอมต่างประเทศ 53 ขวด มูลค่ารวมภาษี 20,380 บาท และน้ำอัดลม 816 ขวด มูลค่ารวมภาษี 10,448 บาท ยอดรวมมูลค่าของกลางและภาษีอากรที่พึงชำระสะสม ตลอดแผนปฏิบัติการ 25,711,739 บาท.

พันธุ์พงษ์ โพธิ์จินดา…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

รมต.สั่งกรมทะเล ตรวจสอบน้ำเสียชายหาดชะอำใต้ ผลตรวจเบื้องต้นปกติ ไม่พบสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ เร่งติดตามคุณภาพน้ำต่อเนื่อง

รมต.สั่งกรมทะเล ตรวจสอบน้ำเสียชายหาดชะอำใต้ ผลตรวจเบื้องต้นปกติ ไม่พบสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ เร่งติดตามคุณภาพน้ำต่อเนื่อง

วันที่ 14 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ห่วงใยต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรณีได้รับแจ้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ว่าพบการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเลบริเวณจุดกางเต็นท์ชายหาดชะอำใต้ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จึงได้สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมติดตามคุณภาพน้ำและผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างใกล้ชิด หากพบการกระทำผิดหรือสร้างความเสียหายต่อทรัพยากร ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 (สทช.3) และศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน (ศวทบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับเทศบาลเมืองชะอำ และองค์การจัดการน้ำเสีย โดยพบว่ากรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ระหว่างผู้รับจ้างจากหน่วยงานภายนอก ที่เข้ามาดำเนินการเปลี่ยนเครื่องสูบน้ำเสียของสถานีสูบน้ำเสีย ซึ่งระหว่างการปฏิบัติงานได้มีการติดตั้งปั๊มน้ำเสียชั่วคราวและสูบระบายน้ำจากระบบ โดยไม่ได้แจ้งแผนการดำเนินงานให้ผู้ควบคุมงานทราบล่วงหน้า ภายหลังได้รับแจ้งเหตุ องค์การจัดการน้ำเสียได้สั่งให้ยุติการสูบระบายน้ำและหยุดการปฏิบัติงานทันที พร้อมเร่งจัดทำมาตรการและแผนบริหารจัดการน้ำเสียชั่วคราวให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อม ก่อนพิจารณากลับเข้าดำเนินงานอีกครั้ง โดยเทศบาลเมืองชะอำได้สั่งระงับการดำเนินการดังกล่าวพร้อมมอบหมายกลุ่มงานนิติกรดำเนินการตามกฎหมาย กรณีการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเล

สำหรับการตรวจสอบผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพื้นที่จำนวน 3 สถานี ได้แก่ หาดชะอำเหนือ หาดชะอำกลาง และหาดชะอำใต้ พบว่าน้ำทะเลมีสีปกติ ไม่มีกลิ่นผิดปกติ และไม่พบสัตว์น้ำลอยหัวหรือสัตว์น้ำตายในบริเวณที่ตรวจสอบ ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลเบื้องต้น พบว่าอุณหภูมิน้ำอยู่ระหว่าง 32.7 – 33.5 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 8.15 – 8.19 ความเค็มอยู่ระหว่าง 19.5 – 27.7 ส่วน ในพันส่วน (ppt) และปริมาณออกซิเจนละลายน้ำอยู่ระหว่าง 4.4 – 5.8 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล พ.ศ.2564 ประเภทที่ 4 เพื่อการนันทนาการ และไม่พบการสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชในทุกสถานีตรวจวัด ทั้งนี้ จะต้องรอผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำอย่างละเอียดเพื่อยืนยันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า “แม้ผลการตรวจวัดเบื้องต้นยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และไม่พบสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ แต่ยังคงสั่งการให้เฝ้าระวังและติดตามผลการตรวจวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชายหาดชะอำ ทั้งนี้ หากพบการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีก”.