Categories
ข่าว ทั้งหมด

กฟผ.ทับสะแก จับมือทุกภาคส่วน ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 251,500 ตัว คืนสู่ธรรมชาติ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ทะเลไทย

กฟผ.ทับสะแก จับมือทุกภาคส่วน ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 251,500 ตัว คืนสู่ธรรมชาติ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ทะเลไทย

วันที่ 23 กันยายน 2569 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ กฟผ. โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก จัดกิจกรรม “ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ทะเลไทย” ที่บริเวณชายหาดแหลมกุ่ม ต.นาหูกวาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบฯ มีนายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก รักษาราชการแทนนายอำเภอทับสะแก เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายสรศักดิ์ ท่าใหญ่ พลังงานจังหวัดประจวบฯ ว่าที่ร้อยตรีสมนึก พรหมศร ประมงจังหวัดประจวบฯ นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก นายอรุษ ห้วยหงษ์ทอง กำนันตำบลนาหูกวาง นายสายชล ชนะภัย รองนายก อบต.นาหูกวาง นางส่งศรี สุขบุญรักษา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 หัวหน้าส่วนราชการผู้นำท้องที่และท้องถิ่น คณะผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. นำโดยนายวิมลไชย มงคล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ, นายวัชระ ถาวรวงศ์ หัวหน้ากองพัฒนาศักยภาพชุมชน, นายพนม ปัถวี หัวหน้าแผนกโรงไฟฟ้า ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ทับสะแก นายมหยศ โกศิน หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ทับสะแก น.ส.กัณฐิกา วชิรธาราภาดร หัวหน้าแผนกพัฒนาชุมชนและสังคม นายพิษณุ คล้ายชัง หัวหน้าแผนกประเมินคุณภาพชุมชน น.ส.พรทิพา เชยงาม หัวหน้าแผนกพัฒนาส่งเสริมอาชีพ น.ส.ชิดชนก กอวัฒนาวรานนท์ หัวหน้าแผนกพัฒนาเครือข่ายภาครัฐ รวมถึงประชาชน ครู นักเรียน ในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม

กิจกรรมนี้ จัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สร้างแหล่งอาหารและรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชนประมงท้องถิ่น รวมถึงร่วมกันส่งเสริมจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจำนวนทั้งสิ้น 251,500 ตัว ประกอบด้วยกุ้งกุลาดำ 250,000 ตัว และปลาตะกรับ 1,500 ตัว นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมทำความสะอาดชายหาด เพื่อรักษาความสะอาดและความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของท้องถิ่นต่อไป.

ณัฐธภพ พันสาย…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ Kick Off โครงการขุดลอกเส้นทางรับน้ำและแก้มลิง แก้ไขปัญหาน้ำท่วมหัวหิน

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ Kick Off โครงการขุดลอกเส้นทางรับน้ำและแก้มลิง แก้ไขปัญหาน้ำท่วมหัวหิน

วันที่ 24 กันยายน 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ และ ดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์/ที่ปรึกษาสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) เป็นประธานประชุมเริ่มต้น (Kick Off) การดำเนินงานโครงการขุดลอกเส้นทางรับน้ำและแก้มลิงพื้นที่สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน ที่ห้องประชุมสนามกอล์ฟหลวงหัวหิน จ.ประจวบฯ มีนายประทีป บริบูรณ์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด พันเอก ชูพงษ์ สายอุบล รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดประจวบฯ พันโท ทิตย์อานันท์ ชาญบรรเจิดสุข ผู้บังคับการกองพันทหารช่างที่ 52 กรมทหารช่างที่ 1 จ.ราชบุรี นายสรรภพ อึ้งรัศมี รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน นายจีรวัฒน์ พราหมณี รองปลัดเทศบาล นายอำนาจ ป่านแก้ว ผู้จัดการทั่วไปสนามกอล์ฟหลวงหัวหิน ผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เพื่อเตรียมความพร้อมแผนการดำเนินงานปรับปรุง ฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่การรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณสนามกอล์ฟหลวงหัวหิน แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครหัวหิน ป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยมีการนำเสนอภาพรวมโครงการและแผนการดำเนินงาน ได้แก่ งานขุดเส้นทางรับน้ำ ระยะทาง 1,450 เมตร และงานขุดลอกและขยายสระเก็บน้ำเดิม 6 จุด โดยจะเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม 2569 ใช้ระยะเวลาประมาณ 120 วัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2570 โดยได้รับการสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมือเครื่องจักรจากกองพันทหารช่างที่ 52 หากแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มพื้นที่รับน้ำได้ปริมาณ 26,150 ลูกบาศก์เมตร รวมปริมาณน้ำทั้งสิ้น 107,217 ลูกบาศก์เมตร ช่วยรองรับน้ำที่ไหลหลากลงมาจากเขาหินเหล็กไฟ ลดผลกระทบปัญหาน้ำท่วมขังในตัวเมืองหัวหิน และมีแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดจากสภาพปัญหาของพื้นที่เขตเทศบาลนครหัวหิน ที่มักมีปัญหาน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนัก จึงต้องหาพื้นที่ในการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นแก้มลิง ที่จะรองรับปริมาณน้ำไม่ให้ไหลเข้าท่วมตัวเมืองหัวหิน จากการสำรวจพื้นที่สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน พบว่ามีความเหมาะสมเพราะน้ำฝนที่ไหลลงมาจากเขาหินเหล็กไฟจะมาที่จุดนี้ ซึ่งตามแผนงานจะมีการขุดลอกขยายสระน้ำเดิมของสนามกอล์ฟ จำนวน 6 จุด และอาจจะเชื่อมต่อท่อน้ำเข้าสู่ระบบการผลิตประปาของเทศบาลนครหัวหิน แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต โดยปริมาณน้ำที่รองรับได้ เมื่อมีการขุดลอกแล้วเสร็จ จะเพิ่มขึ้นประมาณกว่า 26,000 ลูกบาศก์เมตร และหากมีการพร่องน้ำออกเป็นรอบๆ ก็จะยิ่งเพิ่มพื้นที่รับน้ำได้มากขึ้น จะช่วยลดผลกระทบน้ำท่วมขังตามจุดต่างๆ เช่น บริเวณสถานีรถไฟหัวหิน ถนน ตรอก ซอยต่างๆ

“โดยงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการ มาจากการสนับสนุนของกองทัพบก และหน่วยงานอื่นอีก รวมกว่า 60 ล้านบาท นอกจากนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติจะดำเนินการติดตั้งโทรมาตรวัดน้ำ เพื่อการพยากรณ์น้ำและเตือนภัย จำนวน 7 จุด ทั่วเมืองหัวหิน มีระบบผังน้ำดูสถานการณ์น้ำได้แบบเรียลไทม์ จะทำให้รู้ว่าเมื่อใดน้ำจะมามากหรือมาน้อย ช่วยแจ้งเตือนให้วางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้เรายังมีอีกหลายระบบรองรับปัญหาน้ำท่วม นอกเหนือจากแก้มลิงตรงนี้ที่จะเกิดขึ้น และยังมีระบบที่จะให้ทางน้ำเดิน ทั้งคลองพระราชดำริ หรือไปทางเขาตะเกียบทางด้านใต้ ซึ่งจังหวัดร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ได้ลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบระบบทั้งหมดแล้ว เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนอย่างที่เทศบาลนครหาดใหญ่” นายสิทธิชัย กล่าวทิ้งท้าย.

Categories
ข่าว ทั้งหมด สังคม

อบต.อ่างทอง ดูงานกู้ชีพ-กู้ภัย ที่ อบต.ชัยเกษม

ข่าวสังคม

อำนวย จันทร์เจ็ก รองนายก อบต.อ่างทอง นำเจ้าหน้าที่และทีมงานกู้ชีพกู้ภัย เดินทางไปดูงานด้านการจัดการงานกู้ชีพ กู้ภัยและการแพทย์ฉุกเฉิน ที่ อบต.ชัยเกษม มี สมปอง วงค์เณร นายก อบต.ชัยเกษม พ.จ.อ.ดอน แดงเครือ ปลัด อบต.ชัยเกษม พร้อมเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข กู้ชีพ-กู้ภัย ให้การต้อนรับ เพื่อเรียนรู้แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ นำมาปรับใช้และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการด้านสาธารณภัยและการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินในพื้นที่รับผิดชอบ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569

ณัฐธภพ พันสาย…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

กรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสภาผู้แทนราษฏร บุกบางสะพานน้อยแก้ภัยแล้ง น้ำกัดเซาะชายฝั่งทะเล

กรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสภาผู้แทนราษฏร บุกบางสะพานน้อยแก้ภัยแล้ง น้ำกัดเซาะชายฝั่งทะเล

วันที่ 20 กันยายน 2569 นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 จังหวัดประจวบฯ ในฐานะกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฏร นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข ประธานคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ นายวิโรจน์ ชูแล้ว นายอำเภอบางสะพานน้อย นายนิมิต วงษ์จินดา นายอำเภอบางสะพาน นายสถาพร สมจิต นายก อบต.ปากแพรก นายพนม ศรีซ้อน สจ.เขตอำเภอบางสะพานน้อย พร้อมผู้เกี่ยวข้องและชาวบ้านกว่า 700 คน ร่วมสัมมนาเรื่องการเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งและปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่หอประชุมโรงเรียนบางสะพานน้อยวิทยาคม อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบฯ

นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ภัยแล้งมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อปริมาณและการกระจายตัวของน้ำในแต่ละพื้นที่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจโดยมีพื้นที่เกษตรกรรมแหล่งชุมชน แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความต้องการใช้น้ำในหลายภาคส่วน ขณะเดียวกันลักษณะทางภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศของพื้นที่ ทำให้บางช่วงเวลามีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในการจัดสรรน้ำระหว่างผู้ใช้น้ำในแต่ละภาคส่วน หากไม่มีการวางแผนและเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสม จะเกิดปัญระยะยาว ส่วนปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีเกือบตลอดแนว เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ป้องกันและฟื้นฟู โครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลจึงมีความจำเป็น ส่วนปัญหาภัยแล้งนั้นก็ต้องรีบหาวิธีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะแหล่งน้ำสำรองต้องมีอย่างเพียงพอ

“การสัมมนาครั้งนี้เพื่อส่งเสริมบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นทุกปี” นายพงษ์พันธ์ กล่าว.

พิสิษฐ์ รื่นเกษม…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯประจวบฯ แถลงอำลาผลงาน Next Move Prachuap พร้อมเดินหน้าผลักดันประจวบฯ สู่เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว

ผู้ว่าฯประจวบฯ แถลงอำลาผลงาน Next Move Prachuap พร้อมเดินหน้าผลักดันประจวบฯ สู่เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว

วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดประจวบฯ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ แถลงผลการปฏิบัติราชการในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ก่อนเกษียณอายุราชการ หลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2567 ท่ามกลางหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ดำเนินงานภายใต้นโยบาย “Next Move Prachuap Khiri Khan ประจวบฯ ต้องไปต่อ” ตามกรอบแผนพัฒนาจังหวัด โดยมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาใน 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การท่องเที่ยว การเกษตรและอุตสาหกรรม การค้าและการลงทุนบริเวณชายแดน การสร้างสังคมคุณภาพและความมั่นคง และการบริหารจัดการน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมาผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ ได้สร้างผลงาน จนได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณหลายรางวัลจากการทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด อาทิ โล่รางวัลเกียรติยศ “ผู้ว่าราชการจังหวัด TO BE NUMBER ONE ดีเด่น ประจำปี 2569” โดยเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการ TO BE NUMBER ONE, รางวัล “ผู้ว่าราชการจังหวัด สำเภาทอง” ประจำปี 2568 โดยหอการค้าไทย เพื่อยกย่องผู้ว่าราชการจังหวัดที่ส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน กล่าวว่า จังหวัดมุ่งยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวสู่ระดับนานาชาติ ทั้งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กีฬา สุขภาพ อาหาร และ MICE ในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน 69 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าจังหวัดมากกว่า 5.7 ล้านคน อยู่ในอันดับ 6 ของประเทศ และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่า 26,000 ล้านบาท อยู่ในอันดับ 9 ของประเทศ พร้อมเดินหน้าผลักดันหัวหิน – ชะอำ สู่ MICE City Cluster รวมทั้งพัฒนา Wellness Tourism และกิจกรรม Festival, Sport และ Arts เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้สู่ชุมชน ขณะเดียวกันได้พัฒนาทักษะแรงงานด้านอาหาร เครื่องดื่ม ภาษา การเกษตร การท่องเที่ยว และดิจิทัล AI รวม 1,035 คน

ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม จังหวัดให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าสินค้า การแปรรูปและการตลาด โดยส่งเสริมเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP พัฒนาการตลาดดิจิทัลและการใช้ AI ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากวัตถุดิบในพื้นที่ อาทิ ไอศกรีมมะม่วง ผลิตภัณฑ์สครับจากน้ำมันมะพร้าว และทาร์ตธัญพืชสับปะรด พร้อมดำเนินมาตรการบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสับปะรด ที่สามารถยกระดับราคาจากเฉลี่ย 6.10 บาท เป็น 7.25 บาทต่อกิโลกรัม และขับเคลื่อนการรับซื้อผลผลิตมะพร้าวแก่เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่

ด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาชายแดน จังหวัดเดินหน้าผลักดันด่านสิงขรสู่การเป็นจุดผ่านแดนถาวรในอนาคต พร้อมพัฒนาความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยมีการหารือกับเมืองเล่อซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ การท่องเที่ยว การศึกษาและเทคโนโลยี วัฒนธรรม การค้าและการจับคู่ธุรกิจ และการแพทย์และสุขภาพ รวมทั้งหารือกับประเทศเมียนมาและเมืองมะริด เพื่อพัฒนาการค้า การขนส่งและโลจิสติกส์ ตลอดจนเชื่อมโยงเส้นทางการค้าจากด่านสิงขรไปยังท่าเรือบางสะพานและตลาดจีน

ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต จังหวัดขับเคลื่อนการพัฒนาคนทุกช่วงวัยผ่านแนวทาง “10 ห้องเรียน” ครอบคลุมการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI ภาษา ศิลปวัฒนธรรม กีฬา และทักษะอาชีพ พร้อมเดินหน้า Wellness Sandbox ในพื้นที่ 8 อำเภอ รวม 9 ตำบล พัฒนาธรรมนูญสุขภาพระดับตำบล และคลินิกเวชศาสตร์วิถีชีวิตในโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การพัฒนาระบบบริการประชาชน และการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อน

ส่วนด้านการบริหารจัดการน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำและพื้นที่รับน้ำในหลายพื้นที่ รวมถึงการติดตั้งระบบติดตามสถานการณ์น้ำ การฟื้นฟูแหล่งน้ำริมทางรถไฟ การจัดทำปะการังเทียมจำนวน 550 ก้อน บริเวณเกาะทะลุ อ.บางสะพานน้อย และขับเคลื่อนการปลูกป่าเพื่อลดปัญหา PM2.5 ตลอดจนจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเมืองคาร์บอนต่ำ และ Net Zero เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

“การขับเคลื่อนจังหวัดภายใต้แนวทาง “ประจวบฯ ต้องไปต่อ Next Move Prachuap Khiri Khan” มุ่งเชื่อมโยงจุดแข็งของประจวบฯ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เกษตร สุขภาพ การค้า ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติ ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “ประจวบคีรีขันธ์ เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว” ที่สามารถเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสร้างโอกาสให้ประชาชนในทุกพื้นที่มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาจังหวัด” นายสิทธิชัย กล่าวทิ้งท้าย.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

‘สส.เซ้ม’ เปิดโครงการสร้างเสริมสุขภาพ สร้างพลังด้วยแอโรบิกให้ชาวหัวหินออกกำลังกาย ห่างไกลโรค NCDs

‘สส.เซ้ม’ เปิดโครงการสร้างเสริมสุขภาพ สร้างพลังด้วยแอโรบิกให้ชาวหัวหินออกกำลังกาย ห่างไกลโรค NCDs

วันที่ 20 กันยายน 2569 นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ ประธานคณะกรรมาธิการกีฬา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร / สส.ประจวบฯ เขต 2 เป็นประธานเปิดสัมมนา โครงการสร้างเสริมสุขภาพ สร้างพลังด้วยแอโรบิก ที่หัวหินคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าบลูพอร์ตหัวหิน จ.ประจวบฯ จัดโดยคณะกรรมาธิการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร มีนายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหินพร้อมคณะผู้บริหารเทศบาล, นายทวีสิน พัฒนาภิรัส ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบฯ, นายเจนวิท ผลิศักดิ์ สาธารณสุขอำเภอหัวหิน, นายอานัฐ ศราวัฒน์ นายก อบต.ทับใต้, นายพีรศักดิ์ จิวรรจนะโรดม นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำปราณ, นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ นางวาสนา ศรีกาญจนา ที่ปรึกษาสมาคมฯ แขกผู้มีเกียรติให้การต้อนรับ

การจัดสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ สร้างแรงใจในการดูแลสุขภาพ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและส่งเสริมการฝึกเต้นแอโรบิกอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการด้านการกีฬาสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีของประชาชนทุกช่วงวัย โดยมีประชาชนในพื้นที่อำเภอหัวหิน เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 300 คน โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์การกีฬา ผู้ฝึกสอนกีฬามืออาชีพ นักสาธารณสุข อาทิ นพ.พลพรรธน์ อยู่สวัสดิ์, นพ.ชำนาญการพิเศษ, กภ.วันเพ็ญ เหลืองนฤทัย นักกายภาพบำบัดชำนาญการพิเศษ, นายชัยรัชต์ จันทร์ตรี นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบฯ, น.ส.อรุณภัสร์ ไกรวาส เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ 5 งานบริการโลหิต สถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ และ “ครูเอ็ม” นายอรรถพล ทองเพชร ผู้นำเต้นแอโรบิก มาร่วมถ่ายทอดความรู้ สาธิตการออกกำลังกาย พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับผู้เข้าร่วมสัมมนา

นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ กล่าวว่า การส่งเสริมให้ประชาชนได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยรูปแบบที่ถูกต้อง เช่น การเต้นแอโรบิก ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้ นับเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนากีฬาเพื่อมวลชน ตามแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ 7 การจัดสัมมนาในครั้งนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์โดยตรงแก่พี่น้องประชาชนชาวอำเภอหัวหิน ทั้ง 300 ท่านแล้ว ยังเป็นโอกาสอันดีที่คณะกรรมาธิการการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติจะได้รับฟังข้อเสนอแนะและเสียงสะท้อนจากพื้นที่ เพื่อนำไปขับเคลื่อนนโยบายด้านการกีฬาและสาธารณสุขให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง.

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

เริ่มแล้ว ชวนเปิดประสบการณ์เที่ยวทะเลบางสะพาน ผ่านกีฬา สุขภาพ อาหาร ดนตรีและวิถีชุมชน

เริ่มแล้ว ชวนเปิดประสบการณ์เที่ยวทะเลบางสะพาน ผ่านกีฬา สุขภาพ อาหาร ดนตรีและวิถีชุมชน

ช่วงค่ำวันที่ 19 กันยายน 2569 นางอภิญญา เอี่ยมอำภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานเปิดงาน “Bangsaphan Beach Life Fest”ที่หาดดอนสำราญ อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 19 – 20 กันยายนนี้ เวลา 16.00 – 22.00 น. มีนายอิษฎา เสาวรส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบฯ, นางพัชราภรณ์ ชุมสุข ประชาสัมพันธ์จังหวัดประจวบฯ นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบฯ นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ชุมชน นักท่องเที่ยว และประชาชนเข้าร่วมงาน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบฯ จัดงาน Bangsaphan Beach Life Fest ภายใต้แนวคิด“ทะเลไม่ได้มีไว้แค่มอง PLAY – WELLNESS – CHILL” เพื่อชวนสัมผัสประสบการณ์ริมทะเลในมุมมองใหม่ ผ่านกิจกรรมที่ผสมผสานกีฬา สุขภาพ อาหาร ดนตรี และวิถีชุมชน พร้อมสร้างสีสันและกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว รวมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ของอำเภอบางสะพาน สู่การเป็นจุดหมายด้าน Beach Sport & Lifestyle ที่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวและสัมผัสประสบการณ์ได้ตลอดทั้งปี

นายอิษฎา เสาวรส กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทางทะเลของอำเภอบางสะพาน โดยนำทรัพยากรการท่องเที่ยวและพื้นที่ชายหาดมาต่อยอด ผ่านกิจกรรมกีฬา สุขภาพและไลฟ์สไตล์ พร้อมนำเสนอเสน่ห์ด้านธรรมชาติ วิถีชีวิต อาหาร และอัตลักษณ์ของชุมชนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างประสบการณ์และแรงจูงใจในการเดินทางแก่นักท่องเที่ยว ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชน และส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ภายในงานจัดกิจกรรมตลอด 2 วัน โดยแบ่งเป็น 3 ไฮไลต์ ได้แก่ PLAY ชวนสนุกและเติมพลังกับการแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาด และกิจกรรม SUP Experience เปิดประสบการณ์กิจกรรมทางน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศทะเลบางสะพาน ต่อด้วย WELLNESS กับกิจกรรมเพื่อสุขภาพ ทั้ง Beach Yoga, Zumba on the Beach และนวดเพื่อสุขภาพ ให้ผู้ร่วมงานได้ออกกำลังกายและผ่อนคลายริมชายหาด และ CHILL ที่รวบรวมอาหารท้องถิ่น สินค้าและผลิตภัณฑ์จากชุมชน พร้อมการแสดงดนตรีริมชายหาดท่ามกลางบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินของหาดดอนสำราญ

การจัดงานครั้งนี้ยังเป็นการนำเสนออีกมุมหนึ่งของอำเภอบางสะพาน ซึ่งมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทางทะเล ทั้งชายหาด ทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต อาหาร และเสน่ห์ของชุมชน โดยนำกิจกรรมกีฬาและสุขภาพมาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายและเข้าถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ทั้งคนรุ่นใหม่ ผู้รักกีฬาและสุขภาพ ครอบครัว ตลอดจนประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกช่วงวัย พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเดินทางท่องเที่ยว สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมงาน Bangsaphan Beach Life Fest ณ ชายหาดดอนสำราญ อ.บางสะพาน ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ของการเที่ยวทะเลบางสะพาน และสัมผัสอีกหนึ่งสีสันของการท่องเที่ยวจังหวัดประจวบฯ.

พิสิษฐ์ รื่นเกษม…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ชุดปราบปรามยาเสพติดประจวบฯ ร่วมกับหลายหน่วยงาน นำสุนัข K9 ยึดยาบ้า 20,000 เม็ด คนร้ายรอดหวุดหวิด

ชุดปราบปรามยาเสพติดประจวบฯ ร่วมกับหลายหน่วยงาน นำสุนัข K9 ยึดยาบ้า 20,000 เม็ด คนร้ายรอดหวุดหวิด

วันที่ 18 กันยายน 2569 ภายใต้การอำนวยการและสั่งการของนายสิทธิชัย สวัสแสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ, พ.ต.อ.อัคราวัส สีห์ธนบุญอุบล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 นายเนรมิตร เหลืองอร่ามฟ้า นายอำเภอเมืองประจวบฯ และ พ.อ.ชูพงษ์ สายอุบล รอง ผอ.รมน.จังหวัดประจวบฯ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ณัฐพล พลอยท้วม ผู้บังคับกองร้อย ตชด.144/หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ตชด.14, นายชัยชาญ มูลมาก ป้องกันจังหวัดประจวบฯ, นายอุดร ผโรประการณ์ ปลัดอำเภอเมืองประจวบฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุด ชปข./ชปส.กก.ตชด.14 ตำรวจทางหลวงประจวบฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันสืบสวนปราบปรามผู้ต้องหาเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสจากสายลับ ว่าจะมีผู้ต้องสงสัยขนลำเลียงยาบ้าจากพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดประจวบฯ โดยใช้กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน สีดำ ไม่ทราบทะเบียน จึงเฝ้าสืบสวนหาข่าว จนกระทั่งเวลาประมาณ 06.20 น.ของวันที่ 18 กันยายน เจ้าหน้าที่ที่วางกำลังและเฝ้าระวังตามเส้นทาง ได้พบรถยนต์ต้องสงสัยตรงตามที่รับแจ้ง ขับมาด้วยความเร็วบนถนนบายพาส ขาล่องใต้ ในพื้นที่ตำบลวังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบฯ คาดว่าภายในมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ จึงแจ้งหน่วยงานต่างๆ ให้ทราบ พร้อมติดตามมาถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงเกาะหลัก ถนนเพชรเกษม อ.ประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวและส่งสัญญาณให้หยุดรถ เพื่อขอเข้าทำการตรวจค้น แต่คนขับรถได้เร่งเครื่องขับหลบหนีไปตามถนนเพชรเกษมขาล่องใต้ เจ้าหน้าที่จึงได้ไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด เมื่อมาถึงบริเวณพื้นที่หมู่ 2 ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากสถานีบริการน้ำมันบางจากประมาณ 100 เมตร คนขับรถได้ลดกระจกฝั่งผู้โดยสารลง แล้วโยนวัตถุห่อหุ้มด้วยกระดาษสีขาวขุ่นจำนวน 2 ห่อ ทิ้งลงบริเวณชายป่าข้างทาง จากนั้นได้ขับรถหลบหนีต่อไปจนถึงพื้นที่หมู่ 9 ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบฯ ก่อนเลี้ยวเข้าไปในทางสาธารณะทิศตะวันตก และอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปได้

ต่อมาเวลาประมาณ 08.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ตชด.14 พร้อม ชปส.ประจวบฯ และสุนัขสงคราม K9 ได้เข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยบริเวณชายป่าจุดเกิดเหตุ พบห่อกระดาษสีขาวขุ่นชุบเทียนไข ประทับตราสัญลักษณ์ “999” จำนวน 2 ห่อ จากการตรวจสอบภายในพบยาบ้า บรรจุอยู่ห่อละ 5 มัดๆ ละ 10 ถุง รวม 20,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันทำบันทึกตรวจยึดของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบฯ เพื่อตรวจพิสูจน์และเร่งรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ณัฐธภพ พันสาย…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ชูอัตลักษณ์ 4 จังหวัด”มหกรรมชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี” ดันเที่ยวชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

ชูอัตลักษณ์ 4 จังหวัด”มหกรรมชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี” ดันเที่ยวชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

วันที่ 18 กันยายน 2569 นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมด้วยผู้แทนท่องเที่ยวและกีฬาจากกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 (เพชรสมุทรคีรี) ประกอบด้วย สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และประจวบฯ ร่วมแถลงข่าวเตรียมจัดงานใหญ่ “มหกรรมชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี” โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชนเข้าร่วมคึกคักที่ อสิตา อีโค่ รีสอร์ท อ.เมืองสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม

นายชยชัย เปิดเผยว่า งานกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 29 กันยายน 2569 เวลา 16.00 – 22.00 น. ณ อนุสรณ์สถานแฝดสยามอิน–จัน ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่ฐานราก นำเสนอเสน่ห์วิถีชีวิต 5 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ไทยพื้นถิ่น ไทยรามัญ ไทยทรงดำ ไทยจีน และไทยกะเหรี่ยง ผ่านมรดกภูมิปัญญา อาหารท้องถิ่น เครื่องแต่งกาย ประเพณี และความเชื่อที่สืบทอดกันมายาวนาน ไฮไลต์กิจกรรมตลอด 5 วัน 5 คืน ชมนิทรรศการมีชีวิตและเวิร์กช็อปวิถีชาติพันธุ์ การประกวดนางงามชาติพันธุ์ และการเดินแบบแฟชั่นชุดผ้าพื้นถิ่น การแสดงศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้าน คอนเสิร์ตจากศิลปินดังทุกค่ำคืน ช็อป ชิม ตลาดสินค้าและอาหารอัตลักษณ์เด่นจาก 4 จังหวัด นอกจากนี้ ในวันที่ 26 – 27 กันยายน ยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนเจาะลึกพื้นที่จริง 3 จุดสำคัญ ได้แก่ สัมผัสวิถีไทยจีน ณ โรงเจอัมพวา (โรงเจเง็กซำเป้าเก็งเต๊ง), วิถีไทยทรงดำ ณ วัดใหม่บางปืน และวิถีไทยรามัญ ณ วัดศรัทธาธรรม จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมปักหมุดเที่ยวงานฟรีตลอดการจัดงาน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เจ้าของอาคาร รวมตัวยื่นหนังสือเทศบาลชะลอการรื้อถอนอาคารบุกรุกหาดหัวหินในวันที่ 25 ก.ย.

เจ้าของอาคาร รวมตัวยื่นหนังสือเทศบาลชะลอการรื้อถอนอาคารบุกรุกหาดหัวหินในวันที่ 25 ก.ย.

จากที่เทศบาลนครหัวหิน จ.ประจวบฯ เตรียมการรื้อถอนอาคาร 15 หลัง ที่บุกรุกที่สาธารณะ บริเวณชายหาดหัวหินตั้งแต่สะพานปลาถึงศาลเจ้าแม่ทับทิม ภายหลังศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษาที่เจ้าของอาคารฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเทศบาลการห้ามใช้อาคารที่บุกรุกและศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตั้งแต่ปี 2557 ให้รื้อถอนอาคารทั้งหมด 40 รายที่บุกรุกที่สาธารณะ ตั้งแต่สะพานปลาถึงศาลเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 14 ราย ที่ยอมรื้อถอนไปแล้วและยังคงเหลืออีก 26 ราย แยกดำเนินการรื้อถอนอาคารที่เหลือใช้งบประมาณของกรมเจ้าท่า จำนวน 11 ราย และของเทศบาลนครหัวหินจำนวน 15 ราย ซึ่งทางเทศบาลนครหัวหินได้มีการแจ้งผลคดีไปยังคู่กรณีในคดีที่ยังไม่ได้ทำการรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ให้รื้อถอนอาคารให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แต่ปรากฏว่าเทศบาลไม่ได้รับแจ้งจากเจ้าของอาคารหลังใดว่าได้ทำการรื้อถอนอาคารตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น จึงติดป้ายประกาศให้ทราบเรื่องการรื้อถอนเพื่อแจ้งให้เจ้าของอาคารทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 7 วัน ก่อนเทศบาลจะเข้าดำเนินการในวันที่ 25 กันยายนนี้

ล่าสุด วันที่ 18 กันยายน 2569 นางนงเยาว์ ฮึกหาญ อายุ 73 ปี ตัวแทนเจ้าของอาคารที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า ในคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ทนายของเราได้ให้คำแถลงไปว่า ที่ตรงนี้เป็นที่เข้าตามมาตรการของชาวบ้านดั้งเดิมที่อยู่ก่อนมานาน ซึ่งถ้าสืบได้ว่าเป็นหมู่บ้านดั้งเดิม ทางรัฐต้องขึ้นทะเบียนให้เป็นที่อยู่อาศัย แต่ศาลไม่อ่านตรงนี้ โดยบอกว่าชาวบ้านไม่ได้ร้องในเรื่องการขอพิสูจน์สิทธิ์ แต่ร้องในมาตราข้อ 4 (เรื่องไม่ให้เข้าอาคาร) และข้อ 7 (เรื่องให้รื้อถอนอาคาร) ศาลจึงพิจารณาแค่ตรงนี้ ชาวบ้านเลยฉุกคิดได้ว่าถ้าเราไปสู้ในเรื่องการพิสูจน์สิทธิ์ ก็น่าจะมีทาง เราจึงทำเรื่องขอพิสูจน์สิทธิ์ไปตามขั้นตอนผ่านสำนักงานนโยบายที่ดินแห่งชาติ แต่เรื่องก็ถูกตีกลับมา เพราะถ้าเรื่องอยู่ในศาลและมีคำตัดสินแล้ว เขาจะไม่ก้าวก่ายอำนาจศาล ทางเราจึงได้ทำเรื่องขอพิสูจน์สิทธิ์ไปที่ศาลหัวหิน (ศาลยุติธรรม) ประมาณปลายปี 2568 ถึงปี 2569 ซึ่งผ่านศาลชั้นต้นไปแล้วและกำลังอยู่ที่ศาลอุทธรณ์

“เมื่อวันที่นายกเทศมนตรีนครหัวหินลงมาดูพื้นที่ เราได้ยกเรื่องการอุทธรณ์เรื่องขอพิสูจน์สิทธิ์มาอ้าง เพื่อขอให้ชะลอการรื้อถอน แต่ทางเทศบาลยึดคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดถึงที่สุด แล้วนำเอาประเด็นนี้เรื่องรื้อถอน แต่ประเด็นที่เราขอพิสูจน์สิทธิ์ เทศบาลต้องรับฟังด้วยเพราะเป็นคำสั่งศาลเหมือนกัน ถ้าผลการพิสูจน์ออกมาหรือศาลไม่รับ ถือว่าเรื่องนี้ตกไป คุณค่อยมาดำเนินการเรื่องนี้ จะต้องรีบร้อนรื้อถอนไปทำไม ท่านเป็นคนของประชาชน ท่านก็ต้องเห็นใจประชาชนบ้าง ในการรื้อถอนเทศบาลต้องแต่งตั้งคณะกรรมการมาสํารวจ ว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการรื้อถอนไหม เขามีอยู่กี่คน ต้องจัดสรรที่ทำกินให้เขาใหม่ รื้อไปแล้วเขาจะไปอยู่ที่ไหน จะทำมาหากินที่ไหน มันไม่ใช่ว่าทุกคนมันมีบ้านสำรองจะทำอย่างไร”

ด้าน น.ส.สุนทรี กุมภ์พระ อายุ 62 ปี หนึ่งในเจ้าของคารที่ถูกรื้อถอน กล่าวว่า เรายื่นหนังสือเรียกร้องไปทางเทศบาลนครหัวหินเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากที่เทศบาลได้มาทำการติดประกาศ เราได้ถามนายกเทศมนตรีฯ จะช่วยแก้ไขและบรรเทาหรือขอขยายเวลาให้ออกไปก่อน เพราะว่าชาวบ้านยังจะต้องขอใช้สิทธิต่างๆ ในการต่อสู้ แบบนี้มันกระชั้นชิดไป ชะลอคำสั่งรื้อถอนได้ไหม อยากให้นายกฯ เข้ามาพูดคุยกับเจ้าของอาคารเร่งด่วนที่สุด เพราะในคำสั่งบอกว่าภายในวันที่ 25 กันยายนนี้ พวกเราพร้อมที่จะนั่งโต๊ะคุยกันเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้.