Categories
ข่าว ทั้งหมด

ประจวบฯ จัดงานผลไม้และของดีตะนาวศรีคีรีขันธ์ เสริมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ

ประจวบฯ จัดงานผลไม้และของดีตะนาวศรีคีรีขันธ์ เสริมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ที่ห้องเกาะหลัก ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยนายประยูร พะมะ สหกรณ์จังหวัดฯ นายชาติชาย ศรีษะนอก เกษตรจังหวัดฯ และ น.ส.วิชนันท์ มูลมาก เหรัญญิกคณะทำงานเครือข่าย Young Smart Famer จังหวัดประจวบฯ ร่วมแถลงข่าวการจัดงานผลไม้และของดีตะนาวศรีคีรีขันธ์ ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 19 – 27 กรกฎาคม 2566 ที่บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9 หน้าศาลากลางจังหวัดฯ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างช่องทางตลาดสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้นำผลผลิตมาจำหน่ายสู่ผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรของดีของจังหวัดประจวบฯ ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ จะมีการออกร้านจำหน่ายผลไม้และสินค้าเกษตรจำนวนกว่า 50 ร้านค้า เป็นผลผลิตจากทั้ง 8 อำเภอที่สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันนำมาจำหน่ายตลอดทั้ง 9 วันของการจัดงาน อาทิ สับปะรดสยามโกลด์ มะพร้าว ทุเรียน ขนุน มังคุด กล้วย เงาะ อินทผลัม รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้และพืชผักปลอดสารพิษต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสันทนาการบนเวทีกลางในทุกค่ำคืน เพื่อสร้างสีสันภายในงาน โดยวันเปิดงาน 19 กรกฎาคมนี้ มีไฮไลต์เป็นการแข่งขันกินผลไม้ 5 ชนิด ได้แก่ สับปะรด มังคุด กล้วย ทุเรียน เงาะ รับสมัครผู้แข่งขันจำนวน 10 คน ใครกินผลไม้ทั้ง 5 ชนิดนี้หมดเร็วที่สุด รับเงินรางวัล 1,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 รับเงินรางวัล 800 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 รับเงินรางวัล 500 บาท ส่วนในวันที่ 20 กรกฎาคม มีการสาธิตประกอบอาหารพื้นถิ่น วันที่ 26 กรกฎาคม มีการประกวดธิดาปศุสัตว์จำแลง ชิงเงินรางวัลชนะเลิศ 5,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 รับเงินรางวัล 4,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 รับเงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมการจัดแสดงนิทรรศการด้านการเกษตรเพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเกษตรอัจฉริยะให้แก่เกษตรกร สามารถนำไปปรับใช้ได้กับการเพาะปลูกพืชทุกชนิด ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้เพิ่มขึ้น

นายชาติชาย ศรีษะนอก เกษตรจังหวัดประจวบฯ กล่าวว่า แม้ในปีนี้จังหวัดประจวบฯ จะประสบปัญหาภัยแล้งค่อนข้างหนัก แต่ยืนยันว่าผลผลิตที่นำมาจำหน่ายภายในงานจะมีเพียงพอและราคาไม่แพง อย่างเช่น ทุเรียนป่าละอู กิโลกรัมละ 250 บาท ทุเรียนเขาจ้าว กิโลกรัมละ 220 บาท จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานผลไม้และของดีตะนาวศรีคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 19 – 27 กรกฎาคมนี้ ที่บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9 หน้าศาลากลางจังหวัด.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

พ่อค้ากาแฟ อาสากู้ภัยฯ บางสะพานน้อย เข้ารับรางวัล Hero Award จาก สพฉ.

พ่อค้ากาแฟ อาสากู้ภัยฯ บางสะพานน้อย เข้ารับรางวัล Hero Award จาก สพฉ.

วันที่ 5 กรกฎาคม 2566 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จัดการประชุมวิชาการการแพทย์ฉุกเฉิน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับชาติ ครั้งที่ 7 ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ภายในงานมีการมอบรางวัล HERO Award เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูผู้มีจิตอาสา เสียสละ กล้าหาญ และเป็นแบบอย่างที่ดีในการช่วยฟื้นคืนชีวิตผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ซึ่งปีนี้ได้คัดเลือกผู้ที่มีผลงานยอดเยี่ยมจากทั่วทั้งประเทศ เข้ารับรางวัลดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 5 คน หนึ่งในนั้นคือนายณัฐวุฒิ ถนัดช่างแสง พ่อค้ากาแฟ ซึ่งเป็นอาสาสมัครกู้ภัยบางสะพานน้อยกุศลสงเคราะห์ เข้ารับโล่จาก ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติและสร้างชื่อเสียงของชาวประจวบคีรีขันธ์

ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์และทำให้นายณัฐวุฒิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เวลาประมาน 09.30 น. ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่บริเวณหน่วยเลือกตั้ง ต.ไชยราช อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายถวิล หลักศรี อายุ70 ปี เดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ระหว่างนั้นมีอาการเป็นลมหน้ามืด หมดสติ หยุดหายใจ ระหว่างนั้นนายณัฐวัฒิ ถนัดช่างแสง ซึ่งเป็นพ่อค้ากาแฟที่มาตั้งร้านขายกาแฟอยู่บริเวณนั้น และเป็นอาสาสมัครสมาคมกู้ภัยบางสะพานน้อยกุศลสงเคราะห์ เคยผ่านการอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพจากโรงพยาบาลบางสะพานน้อย ได้เห็นเหตุการณ์ จึงรีบเข้าไปช่วย ปรากฏว่าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ จึงแจ้งให้ประชาชนใกล้เคียงโทร.1669 และลงมือทำ CPR โดยทำไปทั้งหมด 5 รอบ จนผู้ป่วยมีสัญญาณชีพ และได้ถูกนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลบางสะพานน้อย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือนายถวิลได้อย่างทันท่วงทีและปลอดภัย.

ณัฐธภพ พันสาย….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

นายอำเภอหัวหิน ร่วมงานงิ้วประจำปี “ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่” เพื่อความเป็นสิริมงคล

นายอำเภอหัวหิน ร่วมงานงิ้วประจำปี “ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่” เพื่อความเป็นสิริมงคล

วันที่ 11 กรกฎาคม 2566 นายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยนางอุษา พวงวลัยสิน นายกกิ่งกาชาดหัวหิน เดินทางมาร่วมงานทำบุญประจำปีศาลเจ้าพ่อ – เจ้าแม่หัวหิน ที่หอประชุมเตชะไพบูลย์ มูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถาน พร้อมกราบสักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในงาน โดยมี นายปอเว้ง แซ่ก๊วย ประธานมูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถาน พร้อมคณะกรรมการ ให้การต้อนรับ ทั้งนี้คณะกรรมการจัดงานได้อัญเชิญองค์เทพเจ้า เจ้าพ่อ – เจ้าแม่หัวหิน เจ้าพ่อสมบูรณ์ เจ้าแม่ทับทิม เจ้าแม่กวนอิม เจ้าพ่อเสือ เจ้าพ่อกวนอู เจ้าพ่อสายน้ำเขียว และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วหัวหินที่ชาวหัวหินเคารพนับถือ อัญเชิญกระถางธูปมาประดิษฐสถานไว้ที่มูลนิธิสว่างหัวหินฯ ระหว่างวันที่ 10 – 14 กรกฎาคม 2566 รวม 5 วัน 5 คืน

เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้กราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองหัวหิน โดยภายในงานแต่ละคืนจะมีการแสดงอุปรากรจีน (งิ้ว) ชื่อดังของประเทศไทย คณะงิ้ว “ซิงอี่ไล้เฮง” มาแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากและมายากลให้ชมฟรี ในเวลา 19.00 เป็นต้นไป ตลอด 5 วัน 5 คืนของการจัดงาน พร้อมกันนี้ขอเชิญประชาชนร่วมกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในงานตามวันดังกล่าว.

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

ประจวบฯ เร่งเพิ่มพื้นที่ป่าควบคู่ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน

ประจวบฯ เร่งเพิ่มพื้นที่ป่าควบคู่ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน

วันที่ 11 กรกฎาคม 2566 นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ภายใต้โครงการส่งเสริมการยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กิจกรรมย่อย ป่าครอบครัว สืบสานปณิธานพ่อ สานต่อเศรษฐกิจพอเพียง ที่ศูนย์เรียนรู้ป่าครอบครัวด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กับป่าชายเลน หมู่ 2 ต.เขาแดง อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จัดโดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบฯ มีนายไพศาล ช่อผกา นายอำเภอกุยบุรี นายสมชาย นาคซื่อตรง ผู้อำนวยการส่วนทรัพยากรธรรมชาติ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีจุดประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ศูนย์เรียนรู้ป่าครอบครัว ในการใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศ ซึ่งผู้ร่วมกิจกรรมได้ร่วมกันปลูกต้นจิกทะเล บริเวณริมชายหาดแหลมหัวโขด หรือแหลมตุ๊กกา เพิ่มพื้นที่สีเขียว พร้อมการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าชุมชน และบริการจากเครือข่ายป่าชุมชน เครือข่ายป่าครอบครัว เครือข่าย ทสม.

นายองครักษ์ ทองนิรมล กล่าวว่าจังหวัดประจวบฯ มีพื้นที่กว่า 4 ล้านไร่ ในอดีตมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์ คิดเป็นพื้นที่ป่าร้อยละ 42.62 ของพื้นที่จังหวัด แต่ในปี 2564 พบว่าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ลดลงเหลือร้อยละ 38.76 ของพื้นที่จังหวัด ดังนั้นจังหวัดจึงต้องขับเคลื่อนนโยบายการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ถึงร้อยละ 40 ด้วยแนวทางเพิ่มพื้นที่ป่านอกเขตป่าอนุรักษ์ ร้อยละ 1.24 ของพื้นที่จังหวัด หรือคิดเป็นเนื้อที่ป่านอกเขตป่าอนุรักษ์ จำนวน 48,101.73 ไร่ โดยคำนวณอัตราการปลูกต้นไม้ 100 ต้นต่อไร่ จะต้องมีการปลูกต้นไม้เพิ่ม จำนวน 4,810,173 ต้น ทั้งนี้ จากการเก็บสถิติการปลูกต้นไม้ โครงการรวมใจไทยปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน (forest.go.th) ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2566 พบว่าจังหวัดประจวบฯ เป็นจังหวัดที่มีการปลูกต้นไม้มากที่สุดลำดับที่ 41 ของประเทศ มีจำนวนผู้ลงทะเบียนปลูกจำนวน 3,456 คน จำนวน 979,893 ต้น ซึ่งประชาชนสามารถร่วมลงทะเบียนบันทึกการปลูกต้นไม้ ในโครงการรวมใจไทย ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน ผ่านทางเว็บไซต์ plant.forest.go.th เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปลูกต้นไม้ จำนวน 4,810,173 ต้น ตามนโยบายการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่จังหวัด โดยสามารถขอรับกล้าไม้ได้จากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์ไทย เยือนเวียดนามสานต่อความร่วมมือวิชาชีพสื่อ

สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์ไทย เยือนเวียดนามสานต่อความร่วมมือวิชาชีพสื่อ

ตัวแทนสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเดินทางเยือนเวียดนาม สานต่อสัมพันธ์สื่อมวลชน 2 ประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้านทูตไทยในเวียดนามชื่นชมองค์กรวิชาชีพสื่อไทยช่วยกระชับความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 คณะตัวแทนสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นำโดยนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติและที่ปรึกษาสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย ได้เดินทางมาเยือนประเทศเวียดนามตามคำเชิญของสมาคมนักข่าวเวียดนามเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนของทั้งสองประเทศร่วมกัน

สำหรับผู้แทนของสมาคมสื่อมวลชนไทยที่ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ได้แก่ นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย ในฐานะรองประธานสมาพันธ์หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายพลาดิศัย สิทธิธัญญกิจ อุปนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ นางสาวปิยะสุดา จันทรสุข อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย นางชนิดา จันทเลิศลักษณ์ อุปนายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ นายสมศักดิ์ ศรีกำเหนิด เหรัญญิกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายกฤษติน นิลมานนท์ กรรมการสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทยและเจ้าหน้าที่ประสานงานของสมาพันธ์ฯ

หลังจากเดินทางโดยสายการบินแอร์เอเชียมาถึงยังกรุงฮานอยได้เดินทางเข้าพบนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะรับฟังบรรยายสรุปถึงสถานการณ์ต่างๆ ของประเทศเวียดนามเช่น ทางด้านการเมืองที่เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารประเทศระดับสูง ด้านสังคมเรื่องการต่อสู้กับโรคโควิด 19 ด้านเศรษฐกิจที่มีนโยบายส่งเสริมการค้าและการลงทุน มีการทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศ (FTA)กับหลายประเทศ และด้านความสัมพันธ์ ไทย – เวียดนามที่อยู่ในระดับ Strategic partner หรือหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตไทยยังได้กล่าวชื่นชมความพยายามในการสานสัมพันธ์ทางด้านสื่อมวลชนระหว่างองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไทยและเวียดนามด้วย

จากนั้นช่วงบ่ายเดินทางไปยังสมาคมนักข่าวเวียดนาม โดยมี นาย LE QUOC MINH นายกสมาคมนักข่าวเวียดนามและคณะให้การต้อนรับเพื่อพบปะพูดคุยถึงการดำเนินกิจกรรมร่วมกันระหว่างสื่อมวลชนของประเทศไทยและประเทศเวียดนาม โดยการพูดคุยสรุปพอสังเขปได้ว่าทั้งสมาพันธ์หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าวเวียดนามต่างมีความยินดีที่จะสานต่อกิจกรรมร่วมกัน ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการอบรมพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในวิชาชีพสื่อมวลชน เช่น ด้านภาษา ด้านเทคนิคการทำงานภาคสนามในสถานการณ์ที่เกิดภัยพิบัติ รวมถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่จะได้มีการหารือในรายละเอียดกันต่อไป

ซึ่งการเดินทางเยือนประเทศเวียดนามครั้งนี้ คณะสมาพนธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนการเดินทางจากสายการบินไทยแอร์เอเชีย เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา และการสนับสนุนด้านกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์จากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนเวียดนาม.

#สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (CTJ)
#สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์(SonP)

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

บลูพอร์ตหัวหิน จัดเทศกาลผลไม้สดๆ FRUIT & FRESH FAIR 2023 14 – 16 ก.ค.นี้

บลูพอร์ตหัวหิน จัดเทศกาลผลไม้สดๆ FRUIT & FRESH FAIR 2023 14 – 16 ก.ค.นี้

วันที่ 10 กรกฎาคม 2566 น.ส.วจี กลมเกลี้ยง กรรมการบริหารบริษัท หัวหินแอสเสท จำกัด เปิดเผยว่าบลูพอร์ตหัวหิน จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและสนับสนุนผลผลิตของเกษตรไทยอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ล่าสุดร่วมกับเกษตรอำเภอหัวหิน และเทศบาลเมืองหัวหิน เตรียมจัดงานเทศกาลผลไม้สดๆ FRUIT & FRESH FAIR 2023 เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรแบบยั่งยืน โดยจะเป็นสถานที่รองรับการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรตามฤดูกาลตลอดทั้งปี และพร้อมที่จะจับมือกับเกษตรอำเภอจากอำเภอต่างๆ เพื่อหาช่องทางและวิธีการหารายได้ให้มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่การหารายได้แค่มาวางจำหน่ายที่บลูพอร์ตหัวหินเท่านั้น เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน และจะเปิดเวทีเพื่อให้เกษตรกรไทยได้พัฒนาสร้างชื่อเสียงให้ผลไม้ไทยเป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยเฉพาะผลไม้สดจากท้องถิ่นต่างๆ ของไทยที่คัดสรรมาเพื่องานนี้ รวมทั้ง ทุเรียนหมอนทอง พันธุ์ป่าละอู ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และมีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ในป่าละอู ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นที่น่าสนใจมากมาย เช่น การแข่งขันปอกผลไม้ และชมลีลาอันสนุกสนานของผู้เข้าแข่งขัน ในกิจกรรมแข่งขันกินผลไม้สด ชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่า 10,000 บาท เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าบลูพอร์ต และ PORT CLUB ช้อปครบ 500 บาท รับฟรี ! ถังหูลู่จากผลไม้สด มูลค่า 50 บาทอีกด้วย

ขอเชิญชวนคนรักผลไม้ และทุกท่าน มาร่วมอุดหนุนเกษตรกรไทย สนุกกับกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย พร้อมพบกับผลไม้สดส่งตรงจากสวน ในงาน FRUIT & FRESH FAIR 2023 เทศกาลผลไม้ของดีประจำท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 14 – 16 กรกฎาคม 2566 บริเวณลานอีเว้นท์พอร์ต ชั้น G บลูพอร์ต หัวหิน ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ บลูพอร์ตหัวหิน โทร.032 – 905111 Facebook : Bluport Hua Hin Official หรือ Line : @Bluport.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

รถทัวร์ 2 ชั้นชนกับรถเก๋งกลางสี่แยกไฟแดงเจ็บ 2 ราย

รถทัวร์ 2 ชั้นชนกับรถเก๋งกลางสี่แยกไฟแดงเจ็บ 2 ราย

เวลา 02.00 น. ของวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ร.ต.ท.ธนเดช ไลไธสง รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรปราณบุรี รับแจ้งเหตุรถปรับอากาศสองชั้นมีนักท่องเที่ยวมาเต็มคัน ชนกับรถเก๋งกลางสี่แยกไฟแดง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย บนถนนเพชรเกษม ขาขึ้นกรุงเทพฯ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างแผ่ไพศาลธรรมสถานปราณบุรี

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถเก๋งยี่ห้อซูซูกิ สีแดง ทะเบียน กฉ 3724 จอดขวางอยู่กลางสี่แยกไฟแดง ภายในมีคนขับและผู้โดยสารได้บาดเจ็บ 2 ราย เป็นชาย 1 หญิง 1 คน เป็นแม่ลูกกัน เจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยช่วยกันนำออกมาปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาลปราณบุรี และมีรถทัวร์ปรับอากาศ 2 ชั้น ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว ทะเบียน 30 – 0544 นครปฐม ด้านหน้ารถชนติดกับรถเก๋ง ได้รับความเสียหายทั้งคู่ แต่ผู้โดยสารในรถทัวร์ทั้ง 35 คน ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

จากการสอบถามคนขับรถทัวร์ เล่าว่า ขับรถพานักท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุจากกรุงเทพฯ ไปไหว้พระที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างกลับกรุงเทพฯ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นสี่แยกไฟแดง จู่ๆ มีรถเก๋งวิ่งออกมาจากถนนทางซ้าย ตนจึงเหยียบเบรค แต่ด้วยความเร็วของรถทำให้ไม่สามารถหยุดได้ทัน จึงพุ่งชนกับรถเก๋งอย่างจัง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ส่วนผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บ เล่าว่าตนกับลูกชายกำลังจะออกไปตลาดนัด ซึ่งขณะนั้นเป็นจังหวะไฟเขียว ลูกชายของตนจึงขับออกไป พอถึงกลางสี่แยกก็มีรถทัวร์วิ่งมาชนรถของตนจนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ส่วนผู้โดยสารรถทัวร์ทั้งหมด เจ้าของรถได้นำรถมาเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสารเพื่อเดินทางต่อไปแล้ว

สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ ต้องตรวจสอบกล้องวงจรปิดอีกครั้ง ว่าฝ่ายใดฝ่าสัญญาณไฟ สำหรับสี่แยกไฟแดงแห่งนี้เพิ่งเปลี่ยนใหม่มาได้ไม่นาน แต่ก็มีปัญหามาตลอด โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนสัญญาณไฟ จากเขียวเป็นเหลือง แล้วเป็นแดงเร็วมาก จนผู้รถใช้ถนนสับสน อยากจะให้เจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบมาตรวจสอบและแก้ไขให้ด้วย ซึ่งก่อนหน้าไม่นานก็มีอุบัติเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้น รถทัวร์ชนกับรถกระบะ แต่โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด.

สมบัติ ลิมปจีระวงษ์….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

หัวหินจัดกิจกรรมปลูกหญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สืบสานพระราชปณิธาน ร.9

หัวหินจัดกิจกรรมปลูกหญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สืบสานพระราชปณิธาน ร.9

วันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานเปิดกิจกรรมปลูกหญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พลิกฟื้นแผ่นดินให้ชุ่มชื้นลดการพังทลายของดิน เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีหน่วยงานราชการทุกภาคส่วน ทหาร ตำรวจ จิตอาสาพระราชทาน ผู้นำชุมชน ประชาชนชาวตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ ร่วมกันปลูกหญ้าแฝก จำนวน 40,000 กล้า ช่วงเช้า 25,000 กล้า และช่วงบ่าย 15,000 กล้า ที่วัดอานันท์ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงริเริ่มและมีพระราชดำริให้มีการนำหญ้าแฝกมาใช้ประโยชน์ เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ช่วยฟื้นฟูดิน ฟื้นฟูระบบนิเวศน์และสภาพแวดล้อม โดยแถวหญ้าแฝกส่วนที่อยู่เหนือดิน จะช่วยชะลอความเร็วของน้ำ ช่วยลดการกัดเซาะ น้ำซึมลงไปเก็บในดินได้มากขึ้น ช่วยเก็บกักตะกอนดินที่ไหลมาจากด้านบนไม่ให้ไปตกตะกอนในแหล่งน้ำ ซึ่งกอหญ้าแฝกจะยืดตัวตามความสูงของตะกอนที่ทับถม ส่วนรากหญ้าแฝกที่อยู่ใต้ดินที่มีปริมาณมากและลึกจะช่วยเกาะยึดดินไม่ให้ถูกชะล้างพังทลายได้ง่าย จึงช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ช่วยฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม และบรรเทาโลกร้อนได้เป็นอย่างดี.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เจ้าหน้าที่เทศบาลวิ่งแจ้น ขอคืนเงินจากร้านขายของเก่าแต่เช้า

เจ้าหน้าที่เทศบาลวิ่งแจ้น ขอคืนเงินจากร้านขายของเก่าแต่เช้า

จากกรณีที่เสาไฟรูปสับปะรดสำหรับส่องสว่างตลอดแนวริมชายหาดอ่าวประจวบฯ มูลค่าขณะติดตั้ง 80,000 – 100,000 บาท เกิดชำรุดเสียหายจากการถูกความเค็มของน้ำทะเลกัดเซาะเป็นเวลานาน จนเป็นสนิมผุพัง และบางส่วนหักโค่นลงมา และไม่ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมแก้ไขให้สามารถกลับมาใช้ได้เหมือนเดิมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อมาพบว่ามีการถูกนำไปขายให้กับร้านรับซื้อของเก่า บริเวณถนนสุขสมบูรณ์ เขตเทศบาลเมืองประจวบฯ จนมีชาวบ้านพบเห็น และแจ้งให้กับสื่อมวลชนรับทราบ เนื่องจากมีความข้องใจว่าเสาไฟดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของหลวง แล้วนำมาขายให้ร้านรับซื้อของเก่าได้อย่างไร โดยที่ไม่ผ่านการเปิดประมูลจำหน่ายตามระเบียบทางราชการ เพื่อนำเงินที่ได้จากการประมูลส่งกลับคืนสู่หลวงตามขั้นตอน

ความคืบหน้าล่าสุด เช้าวันที่ 8 กรกฎาคม 2566 ผู้สื่อข่าวไปที่ร้านรับซื้อของเก่าดังกล่าว และสอบถามกับเจ้าของร้านถึงความเป็นมา โดยเจ้าของร้านไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ ขอให้กลับไปสัมภาษณ์หน่วยงานที่เอาเสาไฟฟ้ามาขายก่อน แต่ให้ข้อมูลเบื้องต้น ว่าเสาไฟรูปสับปะรดดังกล่าวมีรถกระเช้าสีส้มของทางเทศบาลบรรทุกนำมาขายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยที่ตนเข้าใจว่าหน่วยงานต้นสังกัดรับทราบ และยินยอมให้นำเอามาขายให้กับตน แต่หลังจากที่เป็นกระแสข่าวขึ้นมา มีเจ้าหน้าที่พร้อมรถกระเช้าสีส้มคันเดิม ได้กลับมาขอเสาไฟต้นดังกล่าวคืนกลับไป พร้อมคืนเงินจำนวน 1,000 บาท ให้กับตน โดยอ้างว่าลูกพี่ให้มาขอเอากลับคืนไปก่อน ซึ่งตนก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร และตนรับซื้อตามปรกติโดยไม่ทราบการได้มาสินค้าของลูกค้า ซึ่งทางร้านมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน เพื่อความโปร่งใสว่าใครและรถคันไหน นำมาขายให้กับร้านตน

จากการสังเกตของผู้สื่อข่าวที่ไปตรวจสอบ พบว่าเสาไฟฟ้าต้นที่ถูกนำมาขาย เป็นคนละต้นกันกับต้นที่ถูกสนิมกัดกร่อนจนหักโค่นริมชายหาด เนื่องจากมีสภาพที่สมบูรณ์กว่า จึงคาดว่ายังมีเสาไฟต้นอื่นอีกหรือไม่ ที่ถูกนำมาขายให้กับร้านรับซื้อของเก่า และเสาไฟที่ถูกถอดออกจากเขื่อนกันคลื่นริมอ่าวประจวบฯ ยังอยู่ครบและเก็บไว้ตามจำนวนหรือไม่

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อขอสัมภาษณ์นายกมล แก้วเทศ นายกเทศมนตรีเมืองประจวบฯ เพื่อสอบถามรายละเอียดและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่นายกเทศมนตรีเมืองประจวบฯ แจ้งว่าตนยังไม่ทราบรายละเอียด ขอสอบถามข้อมูลก่อน พร้อมกล่าวว่าเบื้องต้นเสาไฟรูปสับปะรดดังกล่าวไม่ได้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของเทศบาล เนื่องจากยังไม่ได้รับมอบจากหน่วยงานที่จัดสร้าง แต่เมื่อเกิดการชำรุดเสียหาย หรือหักโค่น และเสี่ยงเป็นอันตรายกับประชาชนและนักท่องเที่ยว เทศบาลจึงมีหน้าที่ดูแลเก็บทำความสะอาด เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และไม่ให้เกิดอันตรายกับประชาชน ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ของเทศบาลไปเก็บเสาไฟที่ชำรุดเสียหายแล้ว ก็จะนำไปส่งมอบให้กับสำนักงานท่องเที่ยว หรือสำนักงานโยธา ซึ่งต้องดูว่าเสาไฟต้นนั้นเป็นของใคร

มีรายงานว่า เสาไฟส่องสว่างรูปสับปะรดที่ติดตั้งอยู่ตลอดแนวริมชายหาดอ่าวประจวบฯ มีมากกว่า 200 ต้น ตั้งแต่หน้ารั้วกองบิน 5 จนถึงชุมชนเขาตาม่องล่าย ระยะทางยาวกว่า 8 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตรับผิดชอบของเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ มูลค่าต้นละประมาณ 80,000 ถึง 100,000 บาท แล้วแต่ขนาดความสูง ซึ่งส่วนใหญ่ชำรุดเสียหายและไม่สามารถใช้งานได้เกือบทั้งหมด บางส่วนมีไฟรั่วลัดวงจร จนเกิดเหตุไฟดูดประชาชนและนักท่องเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้บางจุดมีการชำรุดแบบถาวร เนื่องจากมีการลักตัดสายไฟฟ้าไปขายอีกด้วย.

ภาพ/ข่าว : เอกภพ วงษ์ประเสริฐ

Categories
กีฬา ข่าว ทั้งหมด

กร นครปฐม คว้าแชมป์สนุกเกอร์หัวหิน พลิกแซงชนะ “ไฟว์” 4 – 3 เฟรม

กร นครปฐม คว้าแชมป์สนุกเกอร์หัวหิน พลิกแซงชนะ “ไฟว์” 4 – 3 เฟรม

วันที่ 8 กรกฎาคม 2566 การแข่งขันสนุกเกอร์อาชีพเก็บสะสมคะแนน รายการไทยแลนด์แรงกิ้งเซอร์กิต รอบสุดท้าย รายการที่ 5 หรือสมาชิกรัฐสภาไทย หัวหิน “THE THAI PARLIAMENTARY MEMBER ASSOCIATION : HUA HIN CUP, Thailand Raking Circuit 2023” ปิดฉากวันสุดท้ายที่โรงแรมหัวหินแกรนด์ โฮเทลแอนด์พลาซ่า อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ โดยมีว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานมอบรางวัล พร้อมด้วยนายสุนทร จารุมนต์ นายกสมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย นายศิรพันธ์ กมลปราโมทย์ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน นายอาชวันต์ กงกะนันทน์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ ดร.รุ่งโรจน์ สีเหลืองสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ โรงแรมหัวหินแกรนด์ โฮเทลแอนด์พลาซ่า/ประธานจัดการแข่งขัน ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมชม โดยคู่ชิงชนะเลิศ แข่งระบบ 4 ใน 7 เฟรม เป็นการพบกันระหว่าง “กร นครปฐม” ภาสกร สุวรรณวัฒน์ จอมคิวร่างใหญ่อดีตแชมป์เอเชีย ที่ห่างหายจากแชมป์แรงกิ้ง มาสองปีเต็ม พบกับ “ไฟว์ นครนายก” บุญญฤทธิ์ เกียรติกุล เจ้าของแชมป์รายการสนามที่ 2 ที่ จ.ตรัง

เปิดมาเฟรมแรก กรพยายามเน้นเกม แทงกันเป็นส่วนใหญ่ แต่มีพลาดให้ขาวลอย ทำให้ไฟว์ได้ตบถึง 4 ครั้ง ชนะไปก่อน 58 – 16 ขึ้นนำ 1 – 0 เฟรม ขึ้นเฟรมสอง กรออกสตาร์ทได้ดี ตบนำก่อน 27 แต้ม แต่ยังพลาดให้ ไอ้รถถังนครนายก ไล่สอยไม้เดียว 75 แต้ม หนีไป 2 – 0 เฟรม เข้าเฟรมสาม เกมของกร นครปฐม ถึงแม้จะแทงบีบเกมได้ดี แต่ยังพลาดลูกตบ ทำให้ไฟว์มีโอกาสได้ตบบ่อยครั้ง จนเอาชนะไปอีก 72 – 42 ขึ้นแท่น นำ 3 – 0 เฟรม

เฟรมสี่ เกมออกมาสูสี กรยังคงแทงสู้อย่างอดทน ขณะที่ไฟว์ใช้อาวุธหนักเข้าใส่อย่างเดียว และมีโอกาสปิดเกมคว้าแชมป์ไปได้ ถ้าตบน้ำเงินข้างชิ่งบนลง ต่อด้วยชมพู แต่ไฟว์ นครนายก มาพลาดแทงน้ำเงินไม่ลง ทำให้กรตามซ้ำ ต่อด้วยชมพู เบียดเอาชนะไป 67 – 54 ตีไข่แตก 1 – 3 เฟรม พอได้เฟรมมา กรมีแรงฮึด ขณะที่ไฟว์ช็อตไปดื้อๆ แทงยังไงก็ไม่ลง ต่างจากกร ได้เข้าเบรคทุกเฟรม และเอาชนะไป 3 เฟรมรวด ทำให้กร นครปฐม แซงชนะไปอย่างเหลือเชื่อ 4 – 3 เฟรม 16 – 58, 27 – 84, 42 – 72, 67 – 54, 79 – 1, 85 – 27, 85 – 6 คว้าแชมป์ไปครองเป็นครั้งแรกในรอบสองปี พร้อมกับรับเงินรางวัล 200,000 บาท ส่วนรองแชมป์ บุญญฤทธิ์รับเงินรางวัล 80,000 บาท

หลังจบเกม กร นครปฐม กล่าวว่าไม่เคยคิดเลยว่าโดนนำถึง 3 เฟรม แล้วจะกลับมาแซงชนะได้ เพราะช่วงแรกตนแทงไม่ดีเลย ขณะที่ไฟว์อยู่ตรงไหนก็ลง ยังดีที่ไฟว์มาหลุดน้ำเงินในเฟรมที่สี่ จึงเป็นจุดเปลี่ยนทำให้เกมของตนกลับมาสู้ต่อและคว้าแชมป์ได้สำเร็จ แชมป์นี้ทำให้ตนมีกำลังใจ และหวังจะกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง โดยตนยังหวังที่จะกลับมาติดทีมชาติไทยอีกสักครั้ง แชมป์ระดับนานาชาติตนสามารถคว้ามาได้หมดแล้ว หรือแต่การคว้าเหรียญทองมหกรรมกีฬา ไม่ว่าจะเป็นซีเกมส์ หรือเอเชียนอินดอร์แอนด์มาเชียลอาร์ตเกมส์ ยังมีความหวังที่จะได้สักครั้ง.