Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ นำอาหารมอบให้ครอบครัวเปราะบาง ในกิจกรรม “หัวหินอิ่มใจ ปันอาหาร ปันสุข ปลูกคุณภาพชีวิต”

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ นำอาหารมอบให้ครอบครัวเปราะบาง ในกิจกรรม “หัวหินอิ่มใจ ปันอาหาร ปันสุข ปลูกคุณภาพชีวิต”

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “หัวหินอิ่มใจ ปันอาหาร ปันสุข ปลูกคุณภาพชีวิต”ที่อาคารศูนย์การเรียนรู้ชุมชน วัดเขาอิติสุคโต อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ มีพระครูสุนทรคีรีวงศ์ (หลวงพ่อนก) เจ้าอาวาสวัดเขาอิติสุคโต นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นพ.สฤษดิ์พงศ์ แซ่หลี แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด น.ส.ไพลิน กองพันธ์ รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน นายชวพล จึงสมาน ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการอาหารจากมูลนิธิเอสโอเอส ประเทศไทย น.ส.ศิรพร หาญณรงค์ ประธานศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจหมุนเวียนวัดเขาอิติสุคโต คณะผู้บริหารเทศบาล ภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน ชุมชน และอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) จ.ประจวบฯ เข้าร่วมกิจกรรม

ภายในงานมีการเสวนาเรื่อง “รสชาติแห่งความห่วงใยจากวัตถุดิบที่เหลือสู่มื้ออิ่มในบ้าน” พร้อมชมบูธนิทรรศการ “เส้นทางความอิ่ม”, แพลตฟอร์ดิจิทัล ส่งอิ่ม, แสดงเจตนารมณ์ “เปลี่ยนหัวหินให้ดีกว่า” และคูปองส่งอิ่ม หลังจากนั้นนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ ได้ร่วมปรุงอาหารเมนูผัดกะเพราไก่ – ไข่ดาว ให้อาสาสมัคร “นักส่งอิ่ม” นำไปส่งมอบครอบครัวเปราะบางในพื้นที่ และร่วมปล่อยขบวนรถส่งอาหาร และนักส่งอิ่ม เพื่อส่งต่ออาหารที่จัดการแล้วไปยังครอบครัวเป้าหมาย

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน กล่าวว่า โครงการหัวหินอิ่มใจ ปันอาหาร ปันสุข ปลูกคุณภาพชีวิต เป็นการสานต่อแนวคิด “อิ่มถึงบ้าน” เชื่อมอาหารส่วนเกินกับกลุ่มเปราะบาง ดึงเทศบาล SOS และชุมชนร่วมสร้างระบบแห่งการแบ่งปัน เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “อิ่มถึงบ้าน” เชื่อมโยงอาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพจากผู้ประกอบการและภาคีเครือข่าย ส่งต่อไปยังผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และกลุ่มเปราะบางในชุมชน กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของกลุ่มหยก ว่าการพัฒนาไม่ควรมองเพียงความเจริญทางเศรษฐกิจหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องมองถึงคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มด้วย โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจยังเข้าไม่ถึงทรัพยากรและบริการพื้นฐานอย่างเท่าเทียม

นายณัฐพงศ์ รอดมี กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเทศบาลนครหัวหิน และสถาบันพระปกเกล้า โดยหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำเมืองยุคใหม่ (A-List) รุ่น 1 กลุ่มหยก พัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม ภายใต้ “โครงการอิ่มถึงบ้าน” ซึ่งเป็นการนำอาหารส่วนเกิน กลับมาใช้ประโยชน์ในการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด จะเริ่มจากฐานข้อมูลและความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชน ในการนี้ ชุมชนวัดเขาอิติสุคโตได้รับการเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องในการทดลองระบบ ตั้งแต่กระบวนการจัดตั้งครัวชุมชน การบริหารจัดการอาหาร ไปจนถึงการจัดส่งผ่านอาสาสมัคร “นักส่งอิ่ม” ถึงหน้าบ้านของครัวเรือนเป้าหมายของทางเทศบาลนครหัวหินและภาคีเครือข่าย พร้อมจะนำถอดบทเรียนและผลการประเมินจากการทดลองในครั้งนี้ นำไปพัฒนาปรับปรุงกลไกให้เข้ากับบริบทของเมือง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมให้ชุมชนดูแลกันเองได้อย่างเข้มแข็ง และพร้อมขยายผลสำเร็จนี้ไปสู่ชุมชนอื่นๆ ในพื้นที่ต่อไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ นำพสกนิกรจุดเทียนน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ นำพสกนิกรจุดเทียนน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ พร้อมด้วย พญ.บุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบฯ นางอภิญญา เอี่ยมอำภา, นายประทีป บริบูรณ์รัตน์, นายปรีดา สุขใจ, พันจ่าเอกพัณณ์ภัสส์ สิทธิ์ศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน คณะผู้บริหารเทศบาล นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ตำรวจ ทหาร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสาร่วมขบวนแห่จิตอาสาพระราชทาน เพื่อแสดงความจงรักภักดีและพลังสามัคคีของชาวจังหวัดประจวบฯ และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ (12 สิงหาคม) จากบริเวณร้านโกลเด้นเพลส หัวหิน ไปตามถนนเพชรเกษม ระยะทาง 1.5 กม. สิ้นสุดยังสถานีรถไฟหัวหิน อาคารเก่า

จากนั้น นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานในพิธีจุดเทียนน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันแม่แห่งชาติ พร้อมชมชุดการแสดงยิ่งใหญ่อลังการตระการตา จากนักเรียนในสังกัดเทศบาลนครหัวหิน ในชุดการแสดงถวายอาลัยพระพันปีหลวง

ทั้งนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดวันสำคัญของชาติไทย โดยกำหนดให้วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติไทย 2 ประการ ได้แก่ วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมทั้งสืบสานความหมายของวันแม่แห่งชาติให้คงอยู่เป็นวันสำคัญของประเทศต่อไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

กรมทรัพยากรชวนทุกภาคส่วน เร่งฟื้นระบบนิเวศพรุแม่รำพึง หวั่นกระทบชุมชนทั้งระบบ

กรมทรัพยากรชวนทุกภาคส่วน เร่งฟื้นระบบนิเวศพรุแม่รำพึง หวั่นกระทบชุมชนทั้งระบบ

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายนิมิต วงษ์จินดา นายอำเภอบางสะพาน เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อผลการศึกษาเบื้องต้น โครงการศึกษาความเหมาะสม สำรวจและออกแบบพื้นที่ชุ่มน้ำพรุแม่รำพึง จ.ประจวบฯ ที่อาคารบี นิรินทร์รีเวอร์ไซด์สตูดิโอ อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ มี สว.มาเรีย เผ่าประทาน นายวิฑูรย์ บัวลอย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่เข้าร่วมรับฟัง โดยมี ดร.เทพรัตน์ วิริโยธิน ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมและประสานมวลชน กองอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ กล่าวรายงานถึงผลการดำเนินโครงการ ซึ่งคณะที่ปรึกษาโครงการได้รายงานผลการศึกษาเบื้องต้น ชี้ให้เห็นถึงโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งจัดการ โดยเฉพาะ 5 ปัญหาหลักที่กำลังกดดันระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำดังนี้

วิกฤตที่ 1 “ไฟป่าพรุ” ลุกใต้ดิน ดับยาก ทำลายระบบราก ในช่วงฤดูแล้ง เมื่อชั้นดินพรุสูญเสียความชุ่มชื้น ความเสี่ยงจากไฟป่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก และอาจเกิดลักษณะไฟกึ่งผิวดิน กึ่งใต้ดิน ซึ่งสามารถคุกรุ่นและลุกลามในชั้นอินทรียวัตถุได้ยาวนาน ส่งผลกระทบต่อรากพืชและโครงสร้างระบบนิเวศโดยตรง โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่เพียงแค่ดับไฟ แต่ต้องทำให้พื้นที่พรุมีความชุ่มชื้นเพียงพอและมีระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ

วิกฤตที่ 2 “น้ำเค็มรุก” ดันสมดุลน้ำจืดถอย อีกแรงกดดันสำคัญ คือการรุกตัวของน้ำเค็ม โดยเฉพาะในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง กระทบต่อระบบน้ำจืดและพืชพรรณพื้นถิ่นในพื้นที่พรุ หากระบบน้ำเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่พรุ แต่มีโอกาสเชื่อมโยงถึงระบบนิเวศโดยรอบและการใช้ประโยชน์ของชุมชน

วิกฤตที่ 3 “คลองแม่รำพึงตื้นเขิน” ทางน้ำสะดุด ระบายน้ำลดลง การสะสมของตะกอนและอินทรียวัตถุ ทำให้เส้นทางน้ำบางส่วนมีสภาพตื้นเขิน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำและการเก็บกักน้ำจืด ประเด็นนี้จึงถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในหัวใจของการบริหารจัดการน้ำ เพราะพื้นที่ชุ่มน้ำจะทำหน้าที่เป็นฟองน้ำธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อระบบน้ำยังสามารถไหลเวียนและเชื่อมโยงกันได้

วิกฤตที่ 4 “ปลาหมอคางดำ” บุกกดดันสัตว์น้ำท้องถิ่น การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ ที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว และสามารถกินสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร กำลังกลายเป็นอีกโจทย์ที่ต้องจับตา ผลกระทบไม่ได้แค่เรื่องความสมดุลทางธรรมชาติ แต่ยังเชื่อมโยงกับทรัพยากรประมงและรายได้ของชุมชนที่พึ่งพาแหล่งน้ำและระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ

วิกฤตที่ 5 “แนวเขต – ที่ดินเปลี่ยนสภาพ” เสี่ยงปิดกั้นทางน้ำธรรมชาติ อีกปัญหาที่มีความละเอียดอ่อน คือแนวเขตพื้นที่ชุ่มน้ำและรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน หากเกิดการเปลี่ยนแปลงจนกระทบเส้นทางน้ำตามธรรมชาติ อาจส่งผลต่อทั้งระบบการไหลเวียนของน้ำและความสมบูรณ์ของพื้นที่พรุ

ทั้ง 5 วิกฤต จึงเป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยข้อมูลพื้นที่จริง การมีส่วนร่วมของชุมชน และการประสานงานของหลายหน่วยงานควบคู่กัน“พรุแม่รำพึง” ไม่ใช่แค่ป่า แต่คือแก้มลิงธรรมชาติของบางสะพาน ท่ามกลาง 5 วิกฤต พื้นที่พรุแม่รำพึงยังมีคุณค่าทางระบบนิเวศอย่างมหาศาล ทั้งการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน แหล่งผลิตแพลงตอนและอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน รวมถึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับและชะลอน้ำตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ โดยข้อมูลการศึกษาระบุว่าพบนกมากกว่า 137 ชนิด รวมถึงสัตว์ป่า สัตว์น้ำ และพรรณไม้ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ หากพรุยังสมบูรณ์ ประโยชน์จะตกถึงทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ พื้นที่เกษตร แหล่งน้ำ ไปจนถึงพื้นที่ชายฝั่งและชุมชน

ดังนั้น กรมทรัพยากรน้ำวางกลยุทธ์เพื่อกู้พรุ โดยมีแนวทางฟื้นฟูที่อยู่ระหว่างการศึกษาครอบคลุม 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1. บริหารจัดการน้ำในพื้นที่พรุ รักษาความชุ่มชื้นและคุณภาพน้ำ
2. ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าพรุ ลดการสูญเสียพื้นที่ป่า เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และจัดทำฐานข้อมูล
3. ป้องกันไฟป่า พัฒนาแนวกันไฟแบบเปียก ระบบเฝ้าระวัง และการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า
4. สร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์ ดึงชุมชน เยาวชนและประชาชน เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการดูแลพรุ
5. ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิสาหกิจชุมชน โดยไม่ทำลายฐานทรัพยากร

ในร่างแนวทางโครงการ ยังมีข้อเสนอจัดทำศูนย์การเรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำพรุแม่รำพึง สะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติ หอดูนก คันกั้นน้ำเค็ม และแนวกันไฟ ที่สำคัญคือแนวคิดจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการโดยชุมชน เปิดให้ผู้นำและประชาชนในพื้นที่เข้ามามีบทบาทร่วมกำหนดกติกาและแนวทางการใช้ทรัพยากร ขณะที่หน่วยงานรัฐทำหน้าที่สนับสนุนและกำกับติดตาม

การประชุมในวันนี้ จึงมีความสำคัญในฐานะเวทีเปิดข้อมูลผลการศึกษาเบื้องต้น พร้อมรับฟังเสียงจากประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหา การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ การใช้ทรัพยากร ความต้องการและข้อกังวลต่อแนวทางการฟื้นฟู
ทุกความคิดเห็นจะถูกนำไปประกอบการปรับปรุงผลการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป โดยโครงการเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านการประชุมปฐมนิเทศและประชุมกลุ่มย่อยมาแล้ว ก่อนเข้าสู่เวทีรับฟังความคิดเห็นในวันนี้ จากนั้นจะมีการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 4 และครั้งที่ 5 ภายในเดือนกันยายน การประชุมปัจฉิมนิเทศภายในเดือนธันวาคม และกำหนดสิ้นสุดโครงการในวันที่ 20 ธันวาคม 2569

5 วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น อาจเป็นทั้งสัญญาณเตือน และโอกาสครั้งใหญ่ เพราะการฟื้นพรุแม่รำพึง ไม่ใช่เพียงการรักษาผืนป่าแห่งหนึ่ง แต่คือการรักษาแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร แหล่งประมง เกราะป้องกันน้ำหลาก และฐานทรัพยากรของชุมชน คำถามสำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าจะฟื้นพรุอย่างไร ? แต่คือจะทำอย่างไรให้คนกับพรุ อยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ทำให้ธรรมชาติพัง และไม่ทำให้ชุมชนต้องสูญเสียฐานทรัพยากรของตัวเอง เพราะหากวันนี้ยังปล่อยให้ ไฟ น้ำเค็ม ตะกอน สัตว์น้ำต่างถิ่นและการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ เดินหน้าพร้อมกัน วิกฤตของพรุแม่รำพึงอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นปัญหาที่กระทบทั้งระบบของบางสะพานในอนาคต.

พิสิษฐ์ รื่นเกษม…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

นายกหนุ่ยลงพื้นที่ชุมชนทุ่งยายอึ่ง เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง พร้อมรับมือฤดูฝนครอบคลุมทั้ง

นายกหนุ่ยลงพื้นที่ชุมชนทุ่งยายอึ่ง เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง พร้อมรับมือฤดูฝนครอบคลุมทั้งเมือง

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน พร้อมด้วย น.ส.ณัฐธวรรณ มิตรดี เลขานุการนายกเทศมนตรี, สมาชิกสภาเทศบาล, น.ส.มาดี รักษา ผู้อำนวยการกองช่างสุขาภิบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่สำนักช่างและฝ่ายเทศกิจ ร่วมลงพื้นที่ชุมชนทุ่งยายอึ่ง บริเวณซอยชลประทาน 70, 72 และ 74 เพื่อติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ พร้อมดูแลการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับพี่น้องประชาชน

นายนพพร วุฒิกุล กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและระบายน้ำ ซอย 70, 72 และ 74 เป็นหมู่บ้านที่เกิดขึ้นมาก่อนทำถนนใหม่ ก่อนทำถนนเส้นเลียบคลอง ทำให้ตัวถนนและบ้านเรือนของชาวบ้านค่อนข้างต่ำกว่า ตอนนี้แก้ปัญหาโดยการเชื่อมซอย 70 ลงคลองเรียบร้อยแล้ว เหลือซอย 72 และ 74 ที่ต้องดำเนินการเชื่อมในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้น้ำจากซอย ไหลลงคลองได้ พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยอีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับระดับน้ำในคลองระบายน้ำ ตั้งแต่ช่วงแพไม้ไปจนถึงบ่อฝ้าย ที่ต้องมีระดับน้ำต่ำกว่าน้ำในซอย เพราะถ้าระดับน้ำในคลองสูงกว่า น้ำจะไม่สามารถไหลออกไปได้ ก็จะช่วยทั้งการสูบน้ำและการเชื่อมท่อใหม่

สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนในภาพรวม ได้ลอกคลองตั้งแต่ช่วงแพไม้ถึงบ่อฝ้าย และทิศใต้ตั้งแต่บ่อนไก่จนถึงหมู่บ้านตะเกียบเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการลอกท่อระบายน้ำบนถนนสายต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน เพิ่มเติมอีก 194 เส้น รวมถึงลอกร่องน้ำในซอย 102 เสร็จสิ้นแล้ว ถือว่ามีการเตรียมความพร้อมไว้อย่างดี

สำหรับพื้นที่ที่หมู่บ้านเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งยังมีปัญหาในลักษณะนี้อีกหลายจุด ทางเทศบาลจะทยอยดำเนินการแก้ไข เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยมีคณะสมาชิกสภาเทศบาล เลขานุการ ผู้อำนวยการกองช่างสุขาภิบาล ผู้อำนวยการส่วนการโยธา สำนักช่าง เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และฝ่ายเทศกิจมาร่วมดูแลเรื่องการจราจรและการแก้ไขปัญหา การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่การจะแก้ปัญหาได้ 100% ไม่ให้มีน้ำท่วมเลยคงเป็นเรื่องยาก เพราะต้องขึ้นอยู่กับระดับน้ำในคลองด้วย

แนวทางการป้องกันน้ำท่วมบริเวณถนนลงสู่ทะเล สำหรับถนนที่เชื่อมลงทะเล เทศบาลดำเนินการปรับระดับน้ำบนผิวจราจรในซอยให้ต่ำกว่าถนนเพชรเกษม เพื่อให้น้ำไหลลาดเอียงไปตามผิวจราจรได้ ส่วนซอยที่ถนนสูงกว่าถนนเพชรเกษม อาจต้องทำกัตเตอร์ดักน้ำ เพื่อระบายน้ำเข้าสู่ระบบลงสู่ทะเลต่อไป ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างแขวงทางหลวงและเทศบาลในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวหัวหินอย่างดีที่สุด.

Categories
กีฬา ข่าว ทั้งหมด

สมาคมผู้ปกครองและครูหัวหินวิทยาลัย มอบรายได้งานวิ่ง “วิ่งสู่ร้อยปี ชาเลเซียน” กว่า 1.3 ล้านบาท

สมาคมผู้ปกครองและครูหัวหินวิทยาลัย มอบรายได้งานวิ่ง “วิ่งสู่ร้อยปี ชาเลเซียน” กว่า 1.3 ล้านบาท

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย นำโดยนายชาญณรงค์ พานิชนันทนกุล นายกสมาคมผู้ปกครองและครู ร.ร.หัวหินวิทยาลัย พร้อมคณะกรรมการ ส่งมอบเงินรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายจากกิจกรรมวิ่งการกุศล “วิ่งสู่ร้อยปี ซาเลเขียน” เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,320,228.45 บาท ให้กับโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย เพื่อนำไปใช้พัฒนาการศึกษาและศักยภาพของนักเรียน โดยมีบาทหลวงเทพรัตน์ ปิติสันต์ อธิการโรงเรียน และบาทหลวงณัฐวุฒิ กิจสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะผู้บริหารร่วมรับมอบ ณ อาคารแม่พระอุปถัมภ์ โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย

นายชาญณรงค์ พานิชนันทนกุล นายกสมาคมผู้ปกครองและครู ร.ร.หัวหินวิทยาลัย กล่าวว่า กิจกรรม “วิ่งสู่ร้อยปี ซาเลเซียน” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ มีนักวิ่งจากทั่วประเทศ ผู้ปกครอง ครู นักเรียน และศิษย์เก่า ร่วมงานกว่าสองพันคน ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมา สมาคมผู้ปกครองและครูฯ ขอกราบขอบพระคุณคณะคุณพ่อผู้บริหาร สมาคมศิษย์เก่า หน่วยงานต่างๆ ในเมืองหัวหิน รวมถึงผู้สนับสนุนทุกท่าน รวมทั้งสิ้น 31 ราย ที่ร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญและส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนในครั้งนี้.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

มทร.รัตน์โกสินทร์ วังไกลกังวล คว้าถ้วยรางวัล “กรมสมเด็จพระเทพฯ” การแข่งขันทักษะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 2

มทร.รัตน์โกสินทร์ วังไกลกังวล คว้าถ้วยรางวัล “กรมสมเด็จพระเทพฯ” การแข่งขันทักษะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 2

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ มอบหมายให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์นภาพร นาคทิม รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตวังไกลกังวล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เป็นประธานเปิดโครงการแข่งขันทักษะทางวิชาการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ ครั้งที่ 2 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ลานกิจกรรมหน้าศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน จ.ประจวบฯ จัดโดยคณะอุตสาหกรรมการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ มีรองศาสตราจารย์วิวรณ์ วงศ์อรุณ คณบดีคณะอุตสาหกรรมการโรงแรมและการท่องเที่ยว กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนายสมใจ ผลทวี ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 36 ประจวบฯ, นายสมชาย กระแจะเจิม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดประจวบฯ, ดร.จิตสิริกร หน่อทิม นายกสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารและแผงลอยแห่งประเทศไทย จ.ประจวบฯ, นายกอบโชค เดชคง รักษาการผู้จัดการฝ่ายการตลาดศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน, สภาวัฒนธรรมอำเภอหัวหิน, ผู้บริหาร คณาจารย์ คณะกรรมการ แขกผู้มีเกียรติ นักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ รวม 21 สถาบัน จำนวน 150 คน เข้าร่วมการแข่งขัน

ผศ.นภาพร นาคทิม กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ช่วยเสริมสร้างทักษะวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวและการบริการแก่นิสิตนักศึกษา เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และการแสดงผลงานอีกด้วย ขอขอบคุณคณาจารย์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขัน ขอขอบคุณคณะกรรมการดำเนินงาน คณะกรรมการตัดสิน ผู้สนับสนุนการแข่งขันทุกท่านที่ได้ให้ความร่วมมือในการดำเนินการจัดโครงการในครั้งนี้

ด้านรองศาสตราจารย์วิวรณ์ วงศ์อรุณ กล่าวว่า คณะอุตสาหกรรมการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ จัดโครงการการแข่งขันทักษะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ ระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 2 ชิงถ้วยพระราชทานฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาองค์ความรู้ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ สร้างความสามัคคีในหมู่คณะแก่นิสิต/นักศึกษา และเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างสถาบันการศึกษาต่างๆ ภายใต้แนวคิด “Beyond Green : The Sustainable Hospitality & Tourism Challenge ก้าวข้ามสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน” ประกอบด้วยการแข่งขัน 5 รายการ คือ 1. การนำเสนอจัดรายการนำเที่ยว 2. การประกอบอาหารไทย 3. การปูเตียงประกอบลีลา 4. การออกแบบอีเวนต์เทศกาลและงานมหกรรม 5. การการผสมเครื่องดื่มประกอบลีลา

ผลการแข่งขันคะแนนรวม ชนะเลิศได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวล ได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ส่วนผลการแข่งขันประเภทต่างๆ มีดังนี้

1. การนำเสนอจัดรายการนำเที่ยว ชนะเลิศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ บพิตรพิมุขจักรวรรดิ รองอับดับ 2 มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตร่มเกล้า รางวัลชมเชย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตอุดมศักดิ์

2. การประกอบอาหารไทย ชนะเลิศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวล รองอันดับ 1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการปราณบุรี รองอับดับ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี รางวัลชมเชย วิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล 2

3. การปูเตียงประกอบลีลา ชนะเลิศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวล รองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รองอับดับ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร รางวัลชมเชย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี

4. การออกแบบอีเวนต์เทศกาลและงานมหกรรม ชนะเลิศ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต รองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น รองอับดับ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวล รางวัลชมเชย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

5. การผสมเครื่องดื่มประกอบลีลา ชนะเลิศ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี รองอันดับ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบฯ รองอับดับ 2 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และรางวัลชมเชย วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

อาดิดาส ปักหมุดแฟคตอรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกในไทยที่บลูพอร์ต หัวหิน

อาดิดาส ปักหมุดแฟคตอรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกในไทยที่บลูพอร์ต หัวหิน

อาดิดาส ประเทศไทย ยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งสำหรับผู้หลงใหลในแฟชั่นและวัฒนธรรมสตรีทแวร์ ด้วยการเปิด adidas Originals Factory Outlet แห่งแรกของประเทศไทย ที่ชั้น 1 บลูพอร์ตหัวหิน จ.ประจวบฯ รวบรวมสินค้า adidas Originals ไว้โดยเฉพาะ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงแฟชั่นและสนีกเกอร์ระดับไอคอนิกในราคาพิเศษตลอดทั้งปี ความพิเศษของสาขาแห่งนี้ไม่ได้อยู่เพียงการเป็นเอาท์เล็ต แต่เป็นพื้นที่ ที่ถ่ายทอดตัวตนของ adidas Originals ได้อย่างครบถ้วน ภายใต้แนวคิดที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นตัวของตัวเองและวัฒนธรรมสตรีท ผ่านสัญลักษณ์ Trefoil หรือโลโก้ใบไม้สามแฉกอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์คนรักสตรีทแฟชั่นโดยเฉพาะ

หนึ่งในไฮไลต์ที่หลายคนจับตามอง คือการรวบรวมรองเท้ารุ่นไอคอนิกของ adidas Originals ไม่ว่าจะเป็น Samba, Gazelle, Superstar, Stan Smith และ Campus ซึ่งได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในหมู่คนรักแฟชั่นและนักสะสมสนีกเกอร์ทั่วโลก พร้อมวางจำหน่ายในราคาพิเศษแบบเอาท์เล็ต เปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยเล็งรุ่นโปรดไว้ ได้เป็นเจ้าของง่ายขึ้น นอกจากรองเท้าแล้ว ภายในร้านยังคัดสรรเสื้อผ้าและแอ็กเซสซอรีจาก adidas Originals อย่างครบครัน ทั้งเสื้อยืด เสื้อแจ็กเก็ต เสื้อฮู้ดดี้ กางเกงสไตล์สตรีท กระเป๋า และไอเท็มสำหรับการมิกซ์แอนด์แมตช์ลุคในแบบของตัวเอง ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ชื่นชอบความคลาสสิกและผู้ที่หลงใหลในแฟชั่นสตรีทร่วมสมัย

การเปิด adidas Originals Factory Outlet ในครั้งนี้ ยังช่วยเติมเต็มประสบการณ์การช้อปของบลูพอร์ต หัวหิน ในฐานะ Lifestyle Destination ที่รวบรวมแบรนด์ระดับโลกและเติมเต็มประสบการณ์ด้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายไว้ในที่เดียว พร้อมตอบโจทย์ทั้งชาวหัวหิน นักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสาย Sneakerhead คนรักสตรีทแฟชั่น หรือผู้ที่กำลังมองหาไอเท็ม Originals คู่ใหม่ adidas Originals Factory Outlet พร้อมเปิดประสบการณ์การช้อปในราคาสุดคุ้มแล้ววันนี้ ที่ชั้น 1 บลูพอร์ต หัวหิน จุดหมายใหม่ของคนรักสตรีทแฟชั่นที่ไม่ควรพลาด.

Categories
กีฬา ข่าว ทั้งหมด

โรงเรียนสามร้อยยอดวิทยาคม เปิดการแข่งขันกีฬาสีภายใน “ดอกคูนเกมส์ ครั้งที่ 50”

โรงเรียนสามร้อยยอดวิทยาคม เปิดการแข่งขันกีฬาสีภายใน “ดอกคูนเกมส์ ครั้งที่ 50”

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 นายเสกสรรค์ เขียวไกร ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาสีภายในโรงเรียนสามร้อยยอดวิทยาคม ประจำปีการศึกษา 2569 “ดอกคูนเกมส์ ครั้งที่ 50”ที่สนามกีฬาโรงเรียนสามร้อยยอดวิทยาคม ต.ไร่เก่า อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบฯ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้แสดงออกถึงทักษะทางการกีฬา การทำงานร่วมกันเป็นทีม การรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย และเหนือสิ่งอื่นใดคือการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ศิษย์เก่าและชุมชนท้องถิ่น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป โดยมีนางชลิกา หูทิพย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสามร้อยยอดวิทยาคม คณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน ศิษย์เก่า คณะกรรมการสถานศึกษาฯ ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งผู้ปกครอง และประชาชนในชุมชนเข้าร่วมชมการแข่งขันกันเป็นจำนวนมาก

การแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. – 10 ส.ค.69 โดยมีการแข่งขันกีฬาและกรีฑารวมทั้งหมด 9 ประเภท กิจกรรมเริ่มต้นด้วยขบวนพาเหรดและการตกแต่งซุ้มสแตนเชียร์สุดอลังการภายใต้แนวคิด “ภาพยนตร์” ซึ่งนักเรียนจากทั้ง 6 คณะสี ประกอบด้วย คณะสีแดง คณะสีชมพู คณะสีแสด คณะสีเขียว คณะสีฟ้า และคณะสีม่วง ได้ร่วมกันเนรมิตฉากและเรื่องราวจากภาพยนตร์ชื่อดังในอดีตมาถ่ายทอดผ่านความคิดสร้างสรรค์อย่างมีมิติ นอกจากนี้ ในพิธีเปิดยังมีการแสดงชุดพิเศษที่เป็นการรวมพลังโชว์ศักยภาพพร้อมกันของทั้ง 6 คณะสีทั่วทั้งสนาม สร้างความตื่นตาตื่นใจและแสดงถึงความสมานฉันท์อันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของเยาวชน ก่อนจะเข้าสู่ช่วงการแข่งขันกีฬา กรีฑา และการประกวดกองเชียร์.ดอกคูนเกมส์ ครั้งที่ 50

การแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. – 10 ส.ค.69 โดยมีการแข่งขันกีฬาและกรีฑารวมทั้งหมด 9 ประเภท กิจกรรมเริ่มต้นด้วยขบวนพาเหรดและการตกแต่งซุ้มสแตนเชียร์สุดอลังการภายใต้แนวคิด “ภาพยนตร์” ซึ่งนักเรียนจากทั้ง 6 คณะสี ประกอบด้วย คณะสีแดง คณะสีชมพู คณะสีแสด คณะสีเขียว คณะสีฟ้า และคณะสีม่วง ได้ร่วมกันเนรมิตฉากและเรื่องราวจากภาพยนตร์ชื่อดังในอดีตมาถ่ายทอดผ่านความคิดสร้างสรรค์อย่างมีมิติ นอกจากนี้ ในพิธีเปิดยังมีการแสดงชุดพิเศษที่เป็นการรวมพลังโชว์ศักยภาพพร้อมกันของทั้ง 6 คณะสีทั่วทั้งสนาม สร้างความตื่นตาตื่นใจและแสดงถึงความสมานฉันท์อันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของเยาวชน ก่อนจะเข้าสู่ช่วงการแข่งขันกีฬา กรีฑา และการประกวดกองเชียร์.

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เปิดงานใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์ ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ช่วงกรีนซีซั่น

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เปิดงานใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์ ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ช่วงกรีนซีซั่น

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานเปิดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์จังหวัดประจวบฯ ภายใต้ชื่องาน “ใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์”ที่บริเวณสถานีรถไฟหัวหิน (อาคารเก่า) จ.ประจวบฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 18 สิงหาคม มี พญ.บุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบฯ นางอภิญญา เอี่ยมอำภา, นายประทีป บริบูรณ์รัตน์, นายปรีดา สุขใจ, พันจ่าเอกพัณณ์ภัสส์ สิทธิ์ศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ, นายศุภชัย ครุฑดำ นายอำเภอหัวหิน, นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน พร้อมคณะผู้บริหาร ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบฯ, นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ, ดร.จิตสิริกร หน่อทิม นายกสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารและแผงลอยแห่งประเทศไทย จ.ประจวบฯ, ตัวแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย แขกผู้มีเกียรติ และนักท่องเที่ยวจำนวนมากร่วมงาน พร้อมชมการแสดงดนตรีจากมิสเตอร์โก้ แซกแมน และเก่ง ธชย มาร่วมโชว์ JAZZ ผสมขลุ่ยแบบไทยในบรรยากาศย้อนยุคของสถานีรถไฟหัวหินที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี

การจัดงาน“ใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์” เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัดประจวบฯ แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมการท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนจากการเดินทางเข้ามาจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น รวมถึงชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมย้อนรอยประวัติศาสตร์ สัมผัสเสน่ห์เมืองประจวบฯ

กิจกรรมไฮไลท์ในงาน ชมการแสดงแสง สี เสียงตระการตากับนิทรรศการ Next Move เล่าเรื่องราวศรีคีรีขันธ์ 8 อำเภอ การแสดงคีตศิลป์แห่งความภักดี ตระการตากับแฟชั่นโชว์ผ้าถิ่นไทยสุดอลังการ ไฟประดับตกแต่งแบบจัดเต็ม วันที่ 11 ส.ค. พบกับศิลปินมีนตรา อินทิรา วันที่ 12 ส.ค. กิจกรรมจุดเทียนน้อมรำลึกฯ การแสดงสุดอลังการ กิจกรรมรวมพลังจิตอาสาพระราชทาน และศิลปิน Moccagarden วันที่ 15 ส.ค. กิจกรรมเชิดชูเกียรติ คนภัคดี ศรีคีรีขันธ์ ณ Hua Hin Convention center และศิลปิน แพร ชนา วันที่ 16 ส.ค. เดินแฟชั่นผ้าไทยใส่ให้สนุก เส้นด้ายเดินทางครั้งที่ 9 วันที่ 17 ส.ค. มันส์ให้สุดกับวงกางเกง วันที่ 18 ส.ค.เตรียมคู่มาให้พร้อมกับจังหวะดนตรีลีลาศ จองเที่ยวฟรี! กับเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน เพียง 4 วัน 4 เส้นทาง (วันที่ 13 – 14,17 – 18 ส.ค.) อร่อยกับร้านค้าในงานกว่า 100 ร้าน จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมชมฟรีตลอดงาน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

บิ๊กราญ ลุยหัวหิน เปิดยุทธการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 6 รวม 489 บริษัท มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท

บิ๊กราญ ลุยหัวหิน เปิดยุทธการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 6 รวม 489 บริษัท มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท

จากนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ในการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรและกระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน เพื่อเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใส ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน โดยในห้วงที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีกับคดีคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานแบ่งเป็น 5 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ จำนวน 6 จังหวัดได้แก่ สุราษฎร์ธานี, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ชลบุรี และล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ปฏิบัติการในพื้นที่สำคัญ คือเชียงใหม่ พบว่าคนต่างด้าว จัดตั้งนิติบุคลเพื่อครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมเป้าหมายที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้ง 5 เฟส จำนวน 233 แปลง พื้นที่รวม 160 ไร่ 3 งาน 43.3 ตร.วา รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประมาณ 2,539 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 133 หมายจับ ผู้ต้องหาตามหมายจับทั้งหมด 122 คน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 74 คน แบ่งเป็นคนไทย 24 คน เป็นคนต่างด้าว 50 คน ศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 20 คดี โดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท และให้จัดการจำหน่ายที่ดินซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ซึ่งไม่น้อยกว่า 180 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี หากไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นๆ ได้

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7, พล.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช. ภ.7, พล.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผบก.สส.ก.7, พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จ.ประจวบฯ, นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ, หม่อมหลวง ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, นายอนันต์ ฉวีกุลมหันต์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบฯ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 6” ในพื้นที่อำเภอหัวหิน จ.ประจวบฯ เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศจากลุ่มทุมทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้การดำเนินงานสืบสวนเชิงลึกตามแนวทางเกาะพะงันโมเดล โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บูรณาการสืบสวนขยายผลร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดประจวบฯ, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมที่ดิน และกรมสรรพากร ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในจังหวดประจวบฯ ซึ่งมีทั้งสิ้น 3,808 บริษัท ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนคนต่างด้าว จำนวน 1,568 บริษัท และจากการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจกิจการค้า พบนิติบุคคลที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าว หรือที่เรียกว่า “นอมินี” จำนวน 489 บริษัท และในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่ไม่มีการประกอบธุรกิจ เพียงแต่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำนิติกรรมอำพรางการครอบครองที่ดิน จำนวน 33 บริษัท ครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 39 แปลง เนื้อที่ 24 ไร่ 3 งาน 42.80 ตร.วา มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมประมาณ 300 ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 33 คดี ผู้ต้องหา 77 คน เป็นคนไทย 32 คน และบุคคลต่างด้าว 45 คน พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหัวหิน ขอออกหมายค้น จำนวน 45 หมาย และหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 45 หมาย ซึ่งครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลายสัญชาติประกอบด้วยสัญชาติจีน 17 คน, ฝรั่งเศส 6 คน, เนเธอร์แลนด์ 4 คน, อังกฤษ ไอริช ออสเตรเลีย สัญชาติละ 3 คน, อิตาลี เยอรมัน สวิตเซอร์แลนด์ สัญชาติละ 2 คน, ออสเตรีย ฟิลิปปินส์ อเมริกา สัญชาติละ 1 คน โดยผลการปฏิบัติในวันนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 14 คน

สำหรับปฏิบัติการสำคัญในครั้งนี้ คือการตรวจค้นจับกุม โครงการ “เอ หัวหิน” ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวและพูลล่า สไตล์โมเดิร์น ตั้งอยู่ที่ ต.ทับใต้ อ.หัวหิน ราคาหลังละประมาณ 10 – 20 ล้านบาท ตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีนิติบุคคลใช้นอมินีคนไทยถือหุ้นแทน เพื่อครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในหมู่บ้านดังกล่าว จำนวน 6 บริษัท ดังนี้ 1.โครงการ เอ หัวหิน เฟส 1 พบจำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท อินเตอร์ฯ, บริษัท บลูฯ, บริษัท โครฯ และบริษัท ฮัมมิ่งฯ และ 2.โครงการ เอ หัวหิน เฟส 2 พบจำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท แอลฯ, บริษัท คริสฯ จากการสอบสวนบุคคลต่างด้าว ให้การว่าต้องการครอบครองอสังหาริมทรัพย์และได้รับคำแนะนำจากบริษัททนายความและบริษัทบัญชี ให้เปิดบริษัทเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์ในไทย จึงเชื่อว่าครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยถูกกฎหมาย ซึ่งบริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบกิจการแต่อย่างใด สอดคล้องกับคนไทยที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ให้การว่าเป็นการถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าว ไม่เคยชำระค่าหุ้น ไม่เคยบริหารจัดการบริษัทใดๆ มาก่อน อีกทั้งไม่เคยเห็นเอกสารทางการเงินหรือหลักฐานการถือหุ้นของบริษัท การดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถอำพรางการถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นสถานที่เป้าหมายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน โดยตรวจยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชีคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่าว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิเช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ชลบุรี และ ประจวบฯ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากลุ่มทุนทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำจุดยืนดำเนินการเด็ดขาดกับผู้กระทำความผิด และพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส่ในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.