Categories
ข่าว ทั้งหมด

สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ สอนเด็กว่ายน้ำช่วงปิดเทอม ลดการจมน้ำเด็กในประจวบฯ

สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ สอนเด็กว่ายน้ำช่วงปิดเทอม ลดการจมน้ำเด็กในประจวบฯ

วันที่ 6 เมษายน 2569 นายศุภชัย ครุฑดำ นายอำเภอหัวหิน เป็นประธานเปิดโครงการว่ายน้ำเป็น เล่นน้ำสนุก#7 ที่สวนน้ำแบล็คเมาน์เทน หัวหิน จ.ประจวบฯ มีนายตรีธวัฒน์ สุขศรีปพัฒน์ นายก อบต.หินเหล็กไฟ นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ นางวาสนา ศรีกาญจนา ที่ปรึกษาสมาคมฯ นายสนิท ศรีสันต์ ผู้จัดการทั่วไปสวนน้ำแบล็คเมาน์เทน แขกผู้มีเกียรติ และผู้ปกครองให้การต้อนรับ มีเยาวชนในพื้นที่ จำนวน 100 คน เข้ารับการอบรม

นายศุภชัย กล่าวว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเสียชีวิตในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 904 คนต่อปี ข้อมูลที่น่าตกใจ เด็กไทยจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 2 คน ช่วงสงกรานต์ 3 วัน มีเด็กจมน้ำถึง 105 ราย เฉลี่ยวันละ 3.5 ราย ซึ่งสูงกว่าช่วงเวลาปกติเกือบ 2 เท่า จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าการจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของเด็กทั่วโลก รองจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบและเอดส์ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี โครงการนี้จะสอนทักษะให้เด็กเอาตัวรอดทางน้ำ เช่น การลอยตัว การตะโกนขอความช่วยเหลือ และการช่วยเหลือตนเองในน้ำ “ว่ายน้ำเป็น เล่นน้ำได้” เมื่อว่ายน้ำได้ก็จะทำให้ทุกคนปลอดภัยจากภัยทางน้ำ พร้อมนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสนิท กล่าวว่า สวนน้ำแบล็คเมาน์เทน หัวหิน ร่วมกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ และสโมสรโรตารีหัวหิน เล็งเห็นถึงความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยทางน้ำ ทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำ และทักษะการช่วยผู้ประสบภัยทางน้ำ จึงจัดทำโครงการ “ว่ายน้ำเป็น เล่นน้ำสนุก” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ให้ความสำคัญกับเด็กในการเสริมสร้างทักษะการว่ายน้ำเพื่อความปลอดภัยทางน้ำ ลดอัตราการเสียชีวิต เพิ่มโอกาสให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมให้เกิดประโยชน์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 10 เมษายน 2569 โดยมีวิทยากรจากสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทยและทีมงานแบล็คเมาน์เทน เป็นครูผู้ฝึกสอน โครงการดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาคส่วนต่างๆ ซึ่งต่างเห็นพ้องร่วมกันว่า “ทักษะการว่ายน้ำและการเอาชีวิตรอดในน้ำ” คือเกราะคุ้มกันที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กๆ ในพื้นที่ของเรา เพื่อลดอัตราการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางน้ำอย่างยั่งยืน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

บังคับคดีประจวบฯ จัด “มหกรรมไกล่เกลี่ยเจรจาหนี้หลังศาลมีคำพิพากษา” ที่หัวหิน

บังคับคดีประจวบฯ จัด “มหกรรมไกล่เกลี่ยเจรจาหนี้หลังศาลมีคำพิพากษา” ที่หัวหิน

วันที่ 4 เมษายน 2569 นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี เป็นประธานเปิด “มหกรรมไกล่เกลี่ยเจรจาหนี้หลังศาลมีคำพิพากษา” จัดโดย สำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบฯ ที่โรงแรมหัวหินแกรนด์ แอนด์พลาซ่า อ.หัวหิน โดยมี น.ส.ปิยะพัชร คล้อยเคลื่อน ผู้อำนวยการบังคับคดีจังหวัดประจวบฯ กล่าวรายงาน มีนายวีระศักดิ์ สโมสร ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบฯ สาขาหัวหิน นางวีรา น้ำแก้วเงิน (หัวหน้ากลุ่มจังหวัด sandbox 7) ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐม นายโดม อินทรสาลี ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรสาคร นายพจกรณ์ วงศ์ปักษา ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี น.ส.สิรินาฏ ชีวมงคลการุณ ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดราชบุรี หน่วยงานเครือข่ายสถาบันการเงินต่างๆ รวม 10 แห่ง เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และประชาชน เข้าร่วม

ภายในงานมีการแนะนำโครงการ มหกรรมไกล่เกลี่ยเจรจาหนี้หลังศาลมีคำพิพากษา, การนำเสนอวิดีทัศน์ ภารกิจกรมบังคับคดี และคลิปสั้น เรื่องการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี และกิจกรรมโครงการมหกรรมไกล่เกลี่ยเจรจาหนี้หลังศาลมีคำพิพากษา

นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาล ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาหนี้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มหนี้ กระทรวงยุติธรรมมีนโยบายด้านการอำนวยความยุติธรรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชน จึงได้นำเป้าหมายของรัฐบาลในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงาน เน้นการทำงานเชิงรุกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการงานยุติธรรมได้อย่างทั่วถึง รวดเร็วและเป็นธรรม กรมบังคับคดีเป็นหน่วยงานที่ดูแลหนี้สินของประชาชนหลังศาลมีคำพิพากษา เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ เจ้าหนี้ได้เจรจาผ่อนผันการชำระหนี้กันด้วยความสมัครใจ

น.ส.ปิยะพัชร คล้อยเคลื่อน ผู้อำนวยการบังคับคดีจังหวัดประจวบฯ กล่าวว่าการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยเจรจาหนี้หลังศาลมีคำพิพากษาในครั้งนี้ เป็นการจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้หลังศาลมีคำพิพากษา ได้เจรจาหรือผ่อนผันชำระหนี้กับสถาบันการเงิน ด้วยความสมานฉันท์ ส่งผลให้ลูกหนี้ไม่ถูกฟ้องดำเนินคดีต่อศาล ไม่ถูกบังคับคดี อายัดสิทธิเรียกร้อง ยึดทรัพย์สินและขายทอดตลาดทรัพย์ ซึ่งสถาบันการเงินได้มีหนังสือเชิญลูกหนี้เข้าร่วมงาน จำนวน 1,200 ราย ทุนทรัพย์ 393,461,671.51 บาท โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานเครือข่ายสถาบันการเงินต่างๆ เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยคือ ธนาคารออมสิน, บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท เจเอ็มทีเน็ทเวอร์คเซอร์วิสเซส จำกัด, บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด, บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด, บริษัท โตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด และสยามคูโบต้า ลีสซิ่ง โดยการให้ข้อเสนอต่างๆ เกี่ยวกับหนี้สินที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน เช่น การขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ การงดการยึดทรัพย์ การงดการขายทอดตลาด การให้ส่วนลดในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย หรือให้เงื่อนไขพิเศษ กรณีชำระหนี้ปิดบัญชี.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เทศบาลเมืองประจวบฯ แถลงจัดงานสงกรานต์เที่ยงวันสุขสันต์ถึงเที่ยงคืน ครั้งที่ 3

เทศบาลเมืองประจวบฯ แถลงจัดงานสงกรานต์เที่ยงวันสุขสันต์ถึงเที่ยงคืน ครั้งที่ 3

วันที่ 3 เมษายน 2569 นายกมล แก้วเทศ นายกเทศมนตรีเมืองประจวบฯ จัดแถลงข่าวการจัดงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ.2569 ที่สะพานสราญวิถี อำเภอเมือง จ.ประจวบฯ ภายใต้หัวข้อ“สงกรานต์เที่ยงวันสุขสันต์ถึงเที่ยงคืน ครั้งที่ 3”พร้อมด้วยนายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบฯ น.ส.วรกานต์ ถาวร รองผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานประจวบฯ พ.ต.อ.ไพทูล พรมเขียน ผกก.สภ.เมืองประจวบฯ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติจำนวนมาก เพื่อเตรียมความพร้อมและประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสืบสานประเพณีไทยอย่างคึกคัก ซึ่งจะจัดงานในวันที่ 13 เมษายนนี้ ที่บริเวณหน้าสะพานสราญวิถี ถนนเลียบชายทะเล

นายกมล แก้วเทศ ได้กล่าวถึงภาพรวมการจัดงานสงกรานต์ในปีนี้ มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมที่ผสมผสานความสนุกสนานควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งบนสะพานสราญวิถี ชมขบวนแห่สงกรานต์จากบริเวณถนนเทศบาลบำรุง ไปยังถนนสายต่างๆ ภายในเขตเทศบาล ร่วมพิธีสรงน้ำพระพุทธ รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ที่บริเวณหน้ากองท่องเที่ยวและกีฬา และพิธีเปิดเล่นน้ำสงกรานต์ “อุโมงค์น้ำพุ” ทั้งกลางวันถึงเวลากลางคืน พร้อมรับชมการแสดงของนักเรียนและการแสดงดนตรีสุดมันส์ จึงขอเชิญชวนประชาชนนักท่องเที่ยวร่วมงานสงกรานต์ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ ได้ตามวันดังกล่าว.

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

กองบิน 5 ชวนพิชิตเขาล้อมหมวก สูง 902 ฟุต ชมวิว 3 อ่าว รับเทศกาลสงกรานต์

กองบิน 5 ชวนพิชิตเขาล้อมหมวก สูง 902 ฟุต ชมวิว 3 อ่าว รับเทศกาลสงกรานต์

วันที่ 3 เมษายน 2569 นาวาอากาศเอก รัตนศักดิ์ โพธิ์แก้ว ผู้บังคับการกองบิน 5 จ.ประจวบฯ เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่ชอบพิสูจน์ความท้าทายและความสามารถของตนเองในการปีนเขา เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวพิชิตเขาล้อมหมวก สูง 902 ฟุต (275 เมตร) ภายในกองบิน 5 อ.เมืองประจวบฯ กันเป็นจำนวนมาก ต่างพากันปีนป่ายโขดหินสูงชัน เพื่อขึ้นไปชมวิวที่สวยงามของท้องทะเลเมืองประจวบฯ แบบ 360 องศา ทั้ง 3 อ่าว ได้แก่ อ่าวมะนาว อ่าวประจวบฯ และอ่าวน้อย ตลอดจนเกาะแก่งน้อยใหญ่ต่างๆ พร้อมเก็บภาพความสวยงามและความประทับใจไว้เป็นที่ระลึก

สำหรับในเดือนเมษายนนี้ มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ติดต่อกันหลายวัน คือวันจักรีและวันสงกรานต์ ทางกองบิน 5 จึงเปิดกิจกรรมพิชิตเขาล้อมหมวก ในช่วงวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 4 – 6 และ 11 – 15 เมษายน 2569 โดยเปิดรับนักท่องเที่ยวทุกเพศ ทุกวัยที่สามารถปีนได้ ขึ้นเขาตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 09.00 น. หากมาหลังจากเวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่ของกองบินจะไม่อนุญาตให้ขึ้นเขา เพราะอากาศค่อนข้างร้อน ไม่มีร่มไม้ใหญ่ เกรงจะเป็นลมแดดได้ และภายในเวลา 12.00 น. นักท่องเที่ยวจะต้องลงจากยอดเขา เนื่องจากคำนึงถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก ห้ามบินโดรนและถ่ายรูปติดสนามบิน มีค่าบำรุงกิจกรรมพิชิตยอดเขาคนละ 40 บาท และค่าบริการทำเกียรติบัตรคนละ 40 บาท โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร กองบิน 5 ดูแลความปลอดภัยตลอดเวลา

“ข้อแนะนำในการพิชิตยอดเขาล้อมหมวก พักผ่อนร่างกายให้เพียงพอก่อนเดินขึ้นเขา กายพร้อม ใจพร้อม เตรียมใส่ถุงมือและสวมรองเท้าผ้าใบเท่านั้น เนื่องจากกิจกรรมผจญภัยนี้เป็นการเดินขึ้นบันได 496 ขั้น ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างทางจะพบกับฝูงค่างแว่นถิ่นใต้เป็นระยะๆ จากนั้นไต่เชือกช่วงกลางเขา ขึ้นไปถึงยอดเขา ด้วยระดับความลาดชัน 45 – 90 องศา ใช้เวลาไปกลับประมาณ 3 ชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวให้เที่ยวอีกหลายแห่ง อาทิ มาดูความน่ารักของน้องค้างแว่นถิ่นใต้ ซึ่งเป็นมาสคอตของจังหวัดประจวบฯ สักการะขอพรเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก ศักดิ์สิทธิ์มาก มานั่งทานอาหารทะเลสด อร่อย ชมทิวทัศน์ทะเลริมอ่าวมะนาว” จึงขอชวนนักท่องเที่ยวมาร่วมพิชิตเขาล้อมหมวกในช่วงวันหยุดได้ตามวันดังกล่าว.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เทศบาลนครหัวหิน ตรวจสอบโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมระบบระบายน้ำ ซอยหัวหิน 102

เทศบาลนครหัวหิน ตรวจสอบโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมระบบระบายน้ำ ซอยหัวหิน 102

วันที่ 3 เมษายน 2569 นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน พร้อมด้วยนายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาล นายธัชชนันท์ จันทกูล วิศวกรโยธาชำนาญการ นายณัฐกฤตย์ โชคสิริคุณปกรณ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ นายรัฐกิจ รัฐกิจวิจารณ์ ณ นคร ผู้ช่วย นายช่างเขียนแบบ เลขานุการนายกฯ สมาชิกสภาเทศบาล ผู้อำนวยการสำนักช่าง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมระบบระบายน้ำ ที่ซอยหัวหิน 102 (บริเวณตรงข้ามร้านหมอเอกซีฟู้ด) อ.หัวหิน เพื่อติดตามความคืบหน้าและตรวจสอบมาตรฐานการก่อสร้าง เพื่อให้โครงการเป็นไปตามแบบแปลน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่ ช่วยเพิ่มความสะดวก ปลอดภัยในการสัญจร และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน

นายนพพร กล่าวว่า จากตรวจสอบเป็นที่น่าพอใจ ความเรียบร้อยของงานดี วันนี้มาเจาะพื้นคอนกรีตดูความหนาของคอนกรีต บางจุดได้ 20.5 เซนติเมตร บางจุดได้ 16 เซนติเมตร ทั้งหมดต้องผ่านเกณฑ์ 15 เซนติเมตรทุกจุด ถ้าต่ำกว่า 15 เซนติเมตร ก็ต้องทุบทิ้ง ตามนโยบายที่ให้ไปแล้ว ถือว่าทำถนนได้สวยงาม งบประมาณโครงการนี้ประมาณ 4 ล้าน 5 แสนเศษครับ

“ในส่วนโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น สภาวะปัญหาน้ำมันแพงแค่ไหน ก็หยุดไม่ได้ เรื่องน้ำมันแพงต้องคิดราคาตามข้อเท็จจริง ณ ราคาปัจจุบัน ซึ่งต้องทำตามกฎตามระเบียบหมด ตอนนี้ปรับราคาขึ้นมาตามสภาพของน้ำมันแพง คาดว่าจากนี้ไปน่าจะไม่เกิน 3 – 4 เดือน ต้องทำซอยหัวหิน 102 เส้นเมน ตั้งแต่ทางรถไฟฝั่งตะวันตก ถึงแยกเศรษฐวิทย์ ให้เสร็จทั้งหมดครับ” นายนพพร กล่าว.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ปราณบุรีเตรียมจัดงานมหาสงกรานต์ล่องนที แห่พระวารีเข้าเมือง เสริมมงคลชีวิตรับปีใหม่ไทย

ปราณบุรีเตรียมจัดงานมหาสงกรานต์ล่องนที แห่พระวารีเข้าเมือง เสริมมงคลชีวิตรับปีใหม่ไทย

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายราม สิงหโศภิษฐ์ นายอำเภอปราณบุรี, นางอุบลวรรณ คงสว่าง ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคตะวันตก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), นายสถาพร ก้อนเมฆ นายก อบต.ปราณบุรี, นายธเนศพล วงศ์สวาท ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านนาห้วย, นายบุญมี สำมณี ประธานสภาวัฒธรรมอำเภอปราณบุรี, พ.ต.อ.หงส์พรหม วิศิษฐ์ชนะชัย ผกก.สภ.ปราณบุรี และพระครูปลัดวชิรานันท์ วชิราวุโธ เจ้าคณะตำบลปราณบุรี เจ้าอาวาสวัดนาห้วย ร่วมแถลงข่าวการจัดงานประเพณี “มหาสงกรานต์ล่องนที แห่พระวารีเข้าเมือง” สงกรานต์วิถีไทย สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากสวมเสื้อลายดอกสีสันสดใสร่วมรับฟังที่บริเวณท่าน้ำวัดนาห้วย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบฯ

นายราม กล่าวว่า อำเภอปราณบุรี ร่วมกับวัดนาห้วย และหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดงานประเพณี “มหาสงกรานต์ล่องนที แห่พระวารีเข้าเมือง” ขึ้นในวันที่ 14 เมษายนนี้ เพื่อเป็นการจรรโลงและรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชุมชนท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจอำเภอปราณบุรี สนับสนุนการสร้าง Soft Power ของประเทศ โดยการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปะ วัฒนธรรม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับท้องถิ่นและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และเป็นปีแรกที่จัดให้มีขบวนแห่พระวารีเข้าเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคลในวันปีใหม่ไทย เป็นการนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จาก 9 วัดในพื้นที่ พร้อมพระพุธรูป ล่องเรือในแม่น้ำปราณบุรี ตั้งขบวนจากท่าน้ำเฉลิมพระเกียรติ ร.9 (สะพานดำ) มายังท่าน้ำวัดนาห้วย ระยะทาง 3.7 กิโลเมตร จากนั้นร่วมกันแห่ไปยังวัดนาห้วย เวียนรอบอุโบสถ 1 รอบ และเคลื่อนขบวนไปยังศาลาหมู่บ้าน ทำพิธีแห่นางสงกรานต์เข้าเมือง เสร็จแล้วกลับมาทำกิจกรรมร่วมกันอีกครั้งที่บริเวณท่าน้ำวัดนาห้วย อาทิ การละเล่นไทยๆ การสรงน้ำพระ พิธีรดน้ำขอพรผู้สูงอายุ การเล่นน้ำสงกรานต์แบบวิถีไทย ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ และปิดท้ายด้วยรำวง ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง จึงขอเชิญชวนประชาชนนักท่องเที่ยวร่วมงานมหาสงกรานต์ล่องนที แห่พระวารีเข้าเมือง ได้ตามวันดังกล่าว.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

หัวหินลุยโปรเจกต์“หนอนแมลงวันทหารดำ”เปลี่ยนขยะอาหารเป็นประโยชน์

หัวหินลุยโปรเจกต์“หนอนแมลงวันทหารดำ”เปลี่ยนขยะอาหารเป็นประโยชน์

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน เป็นประธานเปิดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเลี้ยงหนอนแมลงวันทหารดำ (Black Soldier Fly : BSF) เพื่อยกระดับการจัดการขยะอินทรีย์และขับเคลื่อนหัวหินสู่เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน โดยมีนายพิทยา คณะมะ ปศุสัตว์อำเภอหัวหิน นายขุนพล งามคง เกษตรอำเภอหัวหิน น.ส.ณัฐธวรรณ มิตรดี เลขานุการนายกเทศมนตรี จ่าเอกลิขิต หนูนิน รองปลัดเทศบาล ตัวแทนจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิกากาศและสิ่งแวดล้อม, สถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (GGGI) และบริษัท PXP Sustainability ตัวแทนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบฯ โรงเรียนในสังกัดเทศบาล ผู้ประกอบการร้านอาหาร ภาคธุรกิจโรงแรม ห้างสรรพสินค้าและหน่วยงานเอกชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร เข้าร่วม

นายนพพร วุฒิกุล กล่าวว่า งานส่งเสริมคัดแยกและลดปริมาณมูลฝอย กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม จัดการประชุมครั้งนี้ เพื่อนำเสนอผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเลี้ยงหนอนแมลงวันทหารดำ (BSF) ในเขตเทศบาลนครหัวหิน และรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เขตเทศบาลนครหัวหิน โดยได้รับความร่วมมือทางด้านวิชาการจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมบริษัทที่ปรึกษา และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมาให้คำปรึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และคัดเลือกเทคโนโลยีและระบบการเลี้ยงหนอนแมลงวันทหารดำ (BSF) ซึ่งจะมาช่วยย่อยเศษอาหาร เพื่อลดปริมาณขยะอินทรีย์ในชุมชน และสถานประกอบการต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของเทศบาลนครหัวหินให้ได้ร้อยละ 5 ภายในปี 2573 ตามแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เทศบาลนครหัวหินของเราเป็นเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

โครงการนี้เน้นการใช้เทคโนโลยีหนอนแมลงวันทหารดำ (BSF) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายเศษอาหารและขยะอินทรีย์ โดยผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์และปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดี ช่วยลดปริมาณขยะที่จะเข้าสู่ระบบฝังกลบได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ผลสรุปจากการรับฟังความคิดเห็นจะถูกนำไปพัฒนาเป็นแผนแม่บท เพื่อเริ่มดำเนินการโครงการเลี้ยงหนอนแมลงวันทหารดำในเขตเทศบาลนครหัวหินอย่างเต็มรูปแบบต่อไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เทศบาลนครหัวหิน จัดกิจกรรมกีฬาสัมพันธ์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

เทศบาลนครหัวหิน จัดกิจกรรมกีฬาสัมพันธ์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

วันที่ 2 เมษายน 2569 น.ส.ไพลิน กองพันธ์ รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและผู้เตรียมเข้าสู่วัยสูงอายุครั้งที่ 7 กิจกรรมกีฬาสัมพันธ์ ที่โรงแรมหัวหินแกรนด์ โฮเทลแอนด์พลาซ่า จ.ประจวบฯ พร้อมด้วย น.ส.บุษบา โชคสุชาติ รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน คณะผู้บริหาร ประธานสภาเทศบาล สมาชิกสภาเทศบาล ปลัดเทศบาล รองปลัดเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคม เข้าร่วมกิจกรรม

น.ส.ไพลิน กล่าวว่า โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและผู้เตรียมเข้าสู่วัยสูงอายุ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จัดขึ้นโดยกองสวัสดิการสังคม เทศบาลนครหัวหิน ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมทั้งหมด 7 ครั้ง และกิจกรรมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การขับเคลื่อนกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ 1 ครั้ง เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุและผู้เตรียมเข้าสู่วัยสูงอายุได้มีการพัฒนาศักยภาพตนเอง ทั้งด้านการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ รวมถึงได้รับการเสริมสร้างทักษะทางสังคมที่จำเป็น นำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต และสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมไประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ตลอดจนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกัน ทั้งในกลุ่มผู้สูงอายุภายในเขตเทศบาลนครหัวหิน และกับผู้สูงอายุจังหวัดอื่น มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุและผู้เตรียมเข้าสู่วัยสูงอายุในเขตเทศบาลนครหัวหิน รวมทั้งสิ้น 150 คน

กิจกรรมครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของโครงการแล้ว โดยมีกิจกรรมกีฬาสัมพันธ์ อาทิ การละเล่นผีพุ่งไต้ โดยนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ (วิ’ลัย วัยหวาน รุ่นที่ 8) และกิจกรรมเดินขบวนพาเหรด ซึ่งรูปขบวนเป็นการสร้างสรรค์จากผู้สูงอายุเอง จากนั้นมีการแข่งขันกีฬาเพื่อสร้างความสามัคคีระหว่างกลุ่มผู้สูงอายุด้วยกัน และระหว่างผู้สูงอายุกับเจ้าหน้าที่จากกองสวัสดิการสังคม ซึ่งหลังจากนี้จะมีพิธีมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้สำเร็จหลักสูตรต่อไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

สทนช. ระดมความคิดเห็นจัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเพชรบุรี – ประจวบฯ

สทนช. ระดมความคิดเห็นจัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเพชรบุรี – ประจวบฯ

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายประทีป บริบูรณ์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานเปิดประชุมโครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บท การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ ปรับปรุงช่วงที่ 1 (พ.ศ.2566 – 2580) จัดโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) มีนายธันยา จรูญสมาธิศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานลุ่มน้ำเพชรบุรี – ประจวบฯ สทนช.2, คณะกรรมการลุ่มน้ำเพชรบุรี – ประจวบฯ, ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำส่วนราชการและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมประชุม

นายธันยา จรูญสมาธิศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานลุ่มน้ำเพชรบุรี – ประจวบฯ สทนช.2 กล่าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นการปฐมนิเทศโครงการ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการและรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียจากทุกภาคส่วน ต่อขอบเขตและแนวทางการศึกษาของโครงการ ซึ่งดำเนินการตามกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Environmental Assessment หรือ SEA ที่มีการคำนึงถึงมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรน้ำ มากำหนดทิศทางการพัฒนาและการบริหารทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย นำไปสู่การกำหนดค่าเป้าหมาย ตัวชี้วัด กลยุทธ์ และแผนงานที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการและทิศทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ของลุ่มน้ำ เพื่อให้หน่วยงานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการลุ่มน้ำในเขตลุ่มน้ำต่อไป

อย่างไรก็ตาม แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำฉบับนี้ยังมีข้อจำกัดที่ต้องดำเนินการปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์ เช่น บางแผนงานยังไม่มีค่าเป้าหมาย รวมถึงบางลุ่มน้ำยังไม่ได้นำกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Environmental Assessment: หรือ SEA มาใช้ในการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ เป็นต้น ดังนั้นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติจึงเห็นควรให้คณะกรรมการลุ่มน้ำดำเนินการปรับปรุงแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในเขตลุ่มน้ำให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จึงได้ดำเนินโครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเพชรบุรี – ประจวบฯ ปรับปรุงช่วงที่ 1 (พ.ศ.2566 – 2580) และได้ว่าจ้างให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งประกอบด้วยบริษัท คอนซัลแทนท์ ออฟเทคโนโลยี จำกัด และบริษัท เซ้าท์อีสท์เอเชียเทคโนโลยี จำกัด ให้เป็นผู้ศึกษาจัดทำแผนแม่บทในครั้งนี้.

มานพ ฟูเฟื่อง…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ประจวบฯ นำร่องจังหวัดต้นแบบนำเทคโนโลยี AI Transformer Low Carbon Platform มาใช้ในศูนย์ราชการ

ประจวบฯ นำร่องจังหวัดต้นแบบนำเทคโนโลยี AI Transformer Low Carbon Platform มาใช้ในศูนย์ราชการ

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เปิดเผยภายหลังร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) และรับมอบหม้อแปลงไฟฟ้าจากบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด โดยมีนายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหารบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ที่ห้องพิธีการ ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดประจวบฯ พร้อมเปิดตัวโครงการต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน “อาคาร AI อนุรักษ์พลังงาน และพลังงานสุทธิด้วย AI Transformer Low Carbon” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำเทคโนโลยี AI Transformer Low Carbon Platform มาใช้ในศูนย์ราชการจังหวัด เพื่อยกระดับการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการ ขับเคลื่อนจังหวัดประจวบฯ สู่การเป็นจังหวัดต้นแบบด้านการอนุรักษ์พลังงานและการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า ลดความสูญเสีย และสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดการพลังงาน สนับสนุนนโยบาย Carbon Neutrality ของประเทศ โดยตั้งเป้าหมายร่วมกันในการลดการปล่อยคาร์บอน 10 ล้านตัน เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างศักยภาพภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว ผ่านการสัมมนา “ร่วมแรงร่วมใจ ประจวบฯ ต้องไปต่อ” เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ท ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรม มีความพร้อมในการปรับตัวสู่การอนุรักษ์พลังงานและเข้าถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ

นายสิทธิชัย กล่าวอีกว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อเราทุกคน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในฐานะเมืองท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่สำคัญ จึงมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับสู่การเป็น Smart City ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้เป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมด้านการอนุรักษ์พลังงานระดับประเทศ การนำเทคโนโลยี AI Transformer Low Carbon Platform มาใช้ในศูนย์ราชการ ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานสุทธิ (Era Net Zero) ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมกันผลักดันให้โครงการนี้เกิดขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าโครงการต้นแบบดังกล่าวจะเป็นแรงบันดาลใจให้จังหวัดอื่นๆ และทั่วประเทศร่วมกันเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดคาร์บอน และสร้างความยั่งยืนให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมต่อไป.