Categories
ข่าว ทั้งหมด

กลุ่มบริษัทพราวและพันธมิตร ส่งมอบอาคารเรียนชาญวีรกูล 74 ให้โรงเรียน ตชด.บ้านเขาจ้าว ยกระดับโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน

กลุ่มบริษัทพราวและพันธมิตร ส่งมอบอาคารเรียนชาญวีรกูล 74 ให้โรงเรียน ตชด.บ้านเขาจ้าว ยกระดับโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทพราว และพราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD พร้อมด้วยนายเศรณี ชาญวีรกูล ที่ปรึกษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท สเตคอนกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นประธานพิธีส่งมอบและเปิดอาคารเรียนชาญวีรกูลหลังที่ 74 พร้อมสนามกีฬาเอนกประสงค์ และแปลงปลูกผักเพื่อการเรียนรู้ ให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาจ้าว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบฯ โดยมี พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. พ.ต.ท.สมพงศ์ พันธ์ดี ครูใหญ่โรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดนบ้านเขาจ้าว ร่วมในพิธีรับมอบ พร้อมด้วยคณะครู นักเรียน ให้การต้อนรับ จากนั้นได้เยี่ยมชมอาคารเรียนและพื้นที่กิจกรรมที่ได้รับการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์

กลุ่มบริษัทพราว ร่วมกับบริษัท สเตคอนกรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และพันธมิตร เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ผ่านการส่งมอบอาคารเรียนชาญวีรกูลหลังที่ 74 พร้อมพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้และการออกกำลังกาย ได้แก่ สนามเด็กเล่น สนามฟุตบอลเอนกประสงค์ สนามกีฬาเอนกประสงค์ และโรงปลูกผักปลอดสารพิษและปุ๋ยอินทรีย์ช่วยชุมชน ให้แก่โรงเรียน ตชด.บ้านเขาจ้าว การพัฒนาในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “PAPPLE Series Hua Hin 25” ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและกลุ่มนักกีฬากอล์ฟอาชีพ โดยกลุ่มบริษัทพราวได้ร่วมกับผู้สนับสนุนจัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล “PAPPLE Series Hua Hin 25” ที่รวบรวมสุดยอดโปรกอล์ฟทั้งในและต่างประเทศกว่า 20 คน รวมถึงโปร LPGA และโปรกอล์ฟชั้นนำของไทย อาทิ โปรโม โปรเม โปรอาร์ม โปรแหวน โปรข้าวกล้อง พร้อมนักธุรกิจชั้นนำจากหลากหลายวงการ มาร่วมดวลวงสวิงและประมูลของที่ระลึกจากโปรกอล์ฟ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายได้นำไปใช้ในการสร้างและพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้กลางแจ้งภายในโรงเรียน เพื่อเสริมทักษะชีวิต สุขภาพ และการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของนักเรียน

นายพสุ ลิปตพัลลภ กล่าวว่า กลุ่มบริษัทพราวเชื่อว่า พื้นที่ที่ดี สามารถสร้างโอกาสที่ดีให้กับเยาวชน การมีสนามกีฬาและแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนจะช่วยปลูกฝังทักษะชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าคิดกล้าทดลอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต เรารู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสนี้ให้กับเด็กๆ ในพื้นที่ และหวังว่าพื้นที่ PAPPLE Project จะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง

ด้านนายเศรณี ชาญวีรกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า อาคารเรียนชาญวีรกูล เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา และทำให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลได้รับโอกาสไม่ต่างจากเด็กในเมืองใหญ่ เราเชื่อว่าการลงทุนด้านการศึกษา คือการลงทุนที่สร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนที่สุดให้กับประเทศ หวังว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความฝันและอนาคตที่ดีของเยาวชนทุกคน กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนที่มีเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงสร้างอาคารเรียนหรือสนามกีฬาเท่านั้น แต่ยังสร้างพื้นที่แห่งโอกาส ให้เยาวชนได้เติบโตบนพื้นฐานของสุขภาพที่ดี ความรู้และทักษะชีวิตที่จำเป็น การส่งมอบในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงโครงการ CSR แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ในการยกระดับชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

นายกหัวหิน ปล่อยคาราวานรถบรรทุกสิ่งของส่งต่อจังหวัด ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

นายกหัวหิน ปล่อยคาราวานรถบรรทุกสิ่งของส่งต่อจังหวัด ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน พร้อมด้วย น.ส.บุษบา โชคสุชาติ นายสรรภพ อึ้งรัศมี รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน นายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลนครหัวหิน พร้อมทีมผู้บริหารเทศบาล และเจ้าหน้าที่เทศกิจ ร่วมกันขนย้ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคจำนวนมากที่ประชาชนร่วมบริจาคมาที่หน้าสำนักงานเทศบาลนครหัวหิน จ.ประจวบฯ อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และชุดยังชีพ ขึ้นรถบรรทุก 6 ล้อ จำนวน 2 คัน เพื่อส่งต่อให้จังหวัดประจวบฯ นำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบปัญหาอุทกภัย

นายนพพร วุฒิกุล กล่าวว่า คาราวานสิ่งของในครั้งนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ร้านค้า และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในอำเภอหัวหิน ที่พร้อมใจร่วมบริจาคสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม เสื้อผ้า ยารักษาโรค รวมถึงอุปกรณ์ยังชีพต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัย การระดมความช่วยเหลือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และน้ำใจของคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งพี่น้องคนไทยด้วยกัน ขอชื่นชมทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม และเป็นกำลังใจสำคัญให้ผู้ประสบภัยปลอดภัย สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ยากลำบากได้ในเร็ววัน เทศบาลนครหัวหิน ขอขอบคุณประชาชนทุกภาคส่วนที่ร่วมบริจาคสิ่งของและแสดงน้ำใจในการช่วยเหลือพี่น้องชาวหาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ โดยสิ่งของที่ได้รับบริจาคจะเดินทางลงพื้นที่ทันทีเพื่อส่งมอบให้ถึงมือผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

องคมนตรี ติดตามภารกิจฝนหลวงฯ แก้ฝุ่น PM2.5 ที่ เพชรบุรี ผลปฏิบัติการลดฝุ่นได้กว่าร้อยละ 80

องคมนตรี ติดตามภารกิจฝนหลวงฯ แก้ฝุ่น PM2.5 ที่ เพชรบุรี ผลปฏิบัติการลดฝุ่นได้กว่าร้อยละ 80

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เดินทางไปยังอาคารศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เพื่อประชุมติดตามความก้าวหน้าภารกิจการดำเนินงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยเฉพาะภารกิจเร่งด่วน ในการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) โดยมี ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้จัดทำแผนการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 – เดือนมีนาคม 2569 โดยเริ่มจัดตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 จำนวน 3 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ, หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ระยอง และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.นครสวรรค์

การปฏิบัติการครั้งนี้ใช้วิธีการ 3 เทคนิคหลัก ได้แก่ 1. เทคนิคการลดอุณหภูมิชั้นบรรยากาศ ผกผันด้วยการโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง 2. เทคนิคการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละออง และ 3. เทคนิคการเลี้ยงเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละออง ซึ่งผลการปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 9 ธันวาคม 2568 ได้ขึ้นบินปฏิบัติการไปแล้ว 6 วัน รวม 35 เที่ยวบิน ส่งผลให้ค่าความเข้มข้นของฝุ่นละอองลดต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) มีค่าเฉลี่ยลดลง และสามารถลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้ถึงร้อยละ 80 ทำให้คุณภาพอากาศในพื้นที่เป้าหมายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากภารกิจด้านฝุ่นละออง กรมฝนหลวงฯ ยังได้วางแผนปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้สำหรับปี 2569 โดยเตรียมจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน ที่ท่าอากาศยานหัวหิน จ.ประจวบฯ และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงสุราษฎร์ธานี ที่สนามบินกองบิน 7 อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบ 20 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบฯ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา

 

ภายหลังการประชุม องคมนตรีได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทย และเป็น 1 ใน 8 โรงผลิตฯ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินการก่อสร้างและทรงรับไว้เป็นโครงการตามพระราชดำริ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยโรงงานแห่งนี้มีศักยภาพในการผลิตน้ำแข็งแห้งเพื่อใช้ระบายฝุ่นละอองใต้ชั้นอุณหภูมิผกผัน สู่ชั้นบรรยากาศด้านบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการปฏิบัติการ สนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษาและต่อยอด แนวพระราชดำริฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขและพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร

 

ในโอกาสนี้ องคมนตรียังได้ติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง ซึ่งจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และจัดแสดงนิทรรศการถาวรเฉลิมพระเกียรติ เผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านฝนหลวง ที่สร้างคุณูปการแก่ประเทศชาติ โดยปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 95.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เทศบาลหัวหิน จับมือ พมจ.ประจวบฯ รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและคนในครอบครัว ให้เด็กนักเรียน

เทศบาลหัวหิน จับมือ พมจ.ประจวบฯ รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและคนในครอบครัว ให้เด็กนักเรียน

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดประจวบฯ จัดโครงการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ประจำปี พ.ศ. 2568 ภายใต้แนวคิด “ยุติความรุนแรงทางดิจิทัล เพื่อสตรีและเด็กผู้หญิง” ที่โรงเรียนเทศบาลบ้านบ่อฝ้าย อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ มีนางสมพิศ ศรีคำแหง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดประจวบฯ เป็นประธาน น.ส.ไพลิน กองพันธ์ รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน กล่าวต้อนรับ มี น.ส.วิลาวัลย์ จีบเจือ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ คณะครู และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 โรงเรียนเทศบาลบ้านบ่อฝ้าย เข้าร่วมโครงการ โดยมีวิทยากรจากสถานีตำรวจภูธรหัวหิน เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคม เทศบาลนครหัวหิน สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดประจวบฯ และบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดประจวบฯ มาบรรยายให้ความรู้ด้านการให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว และแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงในทุกรูปแบบ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ จัดกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “ยุติความรุนแรงทางดิจิทัล เพื่อสตรีและเด็กผู้หญิง” เป็นแนวคิดสำคัญขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกคนในสังคมตระหนักรู้ถึงสาเหตุ ปัจจัย และแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความรุนแรงทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นกับเด็ก สตรีและบุคคลในครอบครัว นับเป็นความรุนแรงรูปแบบใหม่ที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ และเป็นความท้าทายในการควบคุมเพื่อการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระทรวง พม. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาความรุนแรงทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นกับเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว เพราะปัจจุบันคนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางดิจิทัลได้อย่างอิสระ โดยการเสพข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางสังคม ลักษณะนิสัยส่วนบุคคล การศึกษา รวมถึงวุฒิภาวะของบุคคลด้วย ดังนั้น ความล้ำสมัยทางเทคโนโลยีดิจิทัล อาจทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ไม่ให้เกียรติและไม่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน โดยความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกรูปแบบ ไม่เพียงแต่สร้างความกดดันหรือความเครียดแก่ผู้ถูกกระทำเท่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อการสร้างรายได้และการเพิ่มขึ้นของหนี้สินของครอบครัว รวมถึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสังคมอย่างมีนัยสำคัญ.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ วิสัยทัศน์เด่น คว้ารางวัลผู้ว่าฯ สำเภาทอง จากหอการค้าไทย

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ วิสัยทัศน์เด่น คว้ารางวัลผู้ว่าฯ สำเภาทอง จากหอการค้าไทย

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เข้าร่วมงาน TCC & BoT Annual Get Together 2025 and New Year Party ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เขตดินแดง กรุงเทพฯ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมตรี มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีเปิด มี ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คณะกรรมการและสมาชิกหอการค้าไทย และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน โอกาสนี้ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ ได้เข้ารับรางวัลผู้ว่าราชการจังหวัด “สำเภาทอง” ประจำปี 2568 จากรองนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการยกย่องผู้ว่าราชการจังหวัดที่ส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หอการค้าไทยจัดพิธีมอบรางวัล “ผู้ว่าราชการจังหวัดสำเภาทอง”เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ พ.ศ.2534 จนถึงปัจจุบัน ภายในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ เพื่อเป็นการยกย่องและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (กรอ.) และการบริหารจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) ทั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดถือเป็นผู้นำสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดให้เจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ หากสามารถประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ย่อมช่วยผลักดันให้เกิดพลังร่วมในการพัฒนาจังหวัดอย่างก้าวกระโดด ซึ่งแนวทางการทำงานของนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบริหารงานแบบบูรณาการภาครัฐและเอกชน โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีวิสัยทัศน์ เน้นการพัฒนาจังหวัดประจวบฯ อย่างครอบคลุมครบทุกด้านด้วยแผนขับเคลื่อนพัฒนาจังหวัด “Next Move Prachuap : ประจวบต้องไปต่อ” สร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเอกชนในจังหวัด จนสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างภาครัฐกับเอกชนได้เป็นอย่างดี.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เทศบาลนครหัวหินคว้ารางวัล Friendly Design Awards 2025 เมืองต้นแบบอารยสถาปัตย์ ขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม

เทศบาลนครหัวหินคว้ารางวัล Friendly Design Awards 2025 เมืองต้นแบบอารยสถาปัตย์ ขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 น.ส.ไพลิน กองพันธ์ รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน จ.ประจวบฯ เป็นผู้แทนเทศบาลนครหัวหิน เข้ารับรางวัล Friendly Design Awards 2025 ในฐานะเมืองต้นแบบอารยสถาปัตย์ ขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม รองรับสังคมสูงวัย ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล จาก น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในงานมหกรรมอารยสถาปัตย์ นวัตกรรมสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ธุรกิจไมซ์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด “การเข้าถึงอย่างเท่าเทียม” ที่ ฮอลล์ EH 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ มีนายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ในฐานะประธานจัดงานร่วมแสดงความยินดี สำหรับรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลงานโดดเด่นในการขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคมพัฒนาสิ่งแวดล้อมเมือง ให้ทุกคนเข้าถึงได้ รองรับสังคมผู้สูงอายุ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล สะท้อนถึงการที่เทศบาลนครหัวหินให้ความสำคัญกับอารยสถาปัตย์ และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งในด้านสุขภาพ ความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก และการท่องเที่ยวที่เข้าถึงได้เท่าเทียมกันในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

นายกฤษนะ ละไล กล่าวว่า มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และพันธมิตรอารยสถาปัตย์ไทย – นานาชาติ จัดงาน “Thailand Friendly Design Expo 2025” ก้าวสู่ปีที่ 9 ภายใต้แนวคิด การเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ระหว่างวันที่ 11 – 14 ธันวาคมนี้ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ เพื่อร่วมชับเคลื่อนสังคมสูงวัยและการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ มีความสุข ร่วมกันสร้างสังคมสุขภาพดี ส่งเสริมธุรกิจไมซ์ และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Active Aging, Wellness, Longevity, MICE & Tourism for All) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Tourism), เมืองไมซ์เพื่อทุกคน (MICE for All) และเมืองท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) ตามแนวทางสากลขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยังยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Sustainable Development)

“งาน Thailand Friendly Design Expo 2025 ถือเป็นเวทีระดับนานาชาติที่จะแสดงศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก ในการเป็นผู้นำด้านการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ธุรกิจไมซ์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ตลอดจนการส่งเสริมสิทธิความเสมอภาคเท่าในสังคม ภายในงานพบกับบูธแสดงสินค้านวัตกรรม เทคโนโลยี และบริการด้านสุขภาพ กีฬา และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลกว่า 450 บูธ จากหน่วยงานชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,500 ล้านบาท” นายกฤษนะ กล่าว.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

หัวหินเตรียมขุดขยายสระน้ำในสนามกอล์ฟหลวงหัวหิน เพื่อป้องกันน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน

หัวหินเตรียมขุดขยายสระน้ำในสนามกอล์ฟหลวงหัวหิน เพื่อป้องกันน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายสรรภพ อึ้งรัศมี รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน นายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลนครหัวหิน นายธัชชนนท์ จันทกูล วิศวกรโยธาชำนาญการ สำนักช่าง พร้อมด้วยนายสุวัฒน์ สตะมะ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดประจวบฯ ร.ท.นรา วิวิทวรณ์ สังกัดกองพันทหารช่างที่ 52 กรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ จ.ราชบุรี คณะทำงานจากสถาบันสารสนเทศจัดการทรัพยากรน้ำ (องค์กรมหาชน) (สสน.) เจ้าหน้าที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมหาแนวทางและลงพื้นที่สำรวจพื้นที่สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน เพื่อร่วมออกแบบพื้นที่รับน้ำฝน ตามโครงก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนเขตเทศบาลนครหัวหิน ที่สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน จ.ประจวบฯ

ทั้งนี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ พร้อมด้วยนายวีริศ อัมระปาล อดีตผู้ว่าการรถไฟฯ ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะทำงานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ ลงพื้นที่สำรวจสระน้ำเก่ารวม 5 สระ ในเนื้อที่ 70 ไร่ ของสนามกอล์ฟหลวงหัวหิน โดยวางแนวทางให้มีการขุดขยายสระดังกล่าว เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนกักเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงน้ำแล้ง รวมถึงให้การรถไฟฯ ปรับแก้ไขพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟใหม่ที่สร้างปิดกั้นเส้นทางน้ำไหลช่วงหน้าฝน จากสนามกอล์หลวงหัวหินให้ไหลลงสู่ท่อระบายน้ำลงทะเลได้อย่างรวดเร็ว เป็นการป้องกันน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครหัวหินในอนาคต

นายจีรวัฒน์ พราหมณี กล่าวว่าวันนี้ได้ประชุมหารือโครงการดังกล่าว เบื้องต้นได้ให้ทหารช่างที่ 52 สำรวจพื้นที่สระน้ำเก่าในพื้นที่สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน ว่าจะสามารถดำเนินการขุดขยายสระได้กว้างลึกจากเดิมได้แค่ไหน จะสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้มากน้อยแค่ไหน โดยจะเข้าดำเนินการในไม่ช้านี้ และคาดว่าเมื่อแล้วเสร็จ หัวหินจะไม่ขาดแคลนน้ำอีกต่อไป และทางรถไฟก็จะไม่มีน้ำท่วมขัง และที่สำคัญกรณีถ้ามีน้ำแล้งเกิดขึ้น ก็สามารถดึงน้ำมาใช้ในพื้นที่ได้อีก จะเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

รถบรรทุก 6 ล้อ อัดท้าย 12 ล้อ หน้าแบงค์ออมสินกุยบุรี ! คนขับติดคาซาก สาหัส 3 ชีวิตรอด !

รถบรรทุก 6 ล้อ อัดท้าย 12 ล้อ หน้าแบงค์ออมสินกุยบุรี ! คนขับติดคาซาก สาหัส 3 ชีวิตรอด !

เมื่อเวลา 06.20 น. ของวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ศูนย์วิทยุกู้ภัยมูลนิธิหลวงพ่อในกุฏิวัดกุยบุรี รับแจ้งเหตุรถบรรทุกชนท้ายกัน มีผู้บาดเจ็บ บนถนนเพชรเกษมฝั่งล่องใต้ บริเวณหน้าธนาคารออมสินสาขากุยบุรี อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ จึงให้เจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงที่จุดเกิดเหตุ พบรถบรรทุกขนาด 12 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ ทะเบียนจังหวัดสระแก้ว จอดอยู่ในเลนที่สอง ด้านท้ายถูกรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียนกรุงเทพมหานคร พุ่งชนอัดติด สภาพด้านหน้ารถบรรทุก 6 ล้อ ฝั่งคนขับพังยับเยิน ทำให้นายธานี จันทร์วิเศษ อายุ 39 ปี ชาวกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นคนขับถูกอัดติดคาซากรถ ไม่สามารถออกมาได้ มีผู้หญิงและเด็กอีกสองคน ซึ่งโดยสารมาด้วย ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และสามารถเปิดประตูออกมาจากตัวรถได้อย่างปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานให้รถบรรทุก 12 ล้อ คันหน้า ค่อยๆ ขับเคลื่อนเดินหน้าออก เพื่อเปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้เครื่องตัดถ่าง งัดซากรถบรรทุก 6 ล้อที่ประสบเหตุ ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก และต้องใช้เวลานานกว่า 30 นาที จึงสามารถช่วยเหลือนายธานี ที่ติดคาซากรถออกมาได้สำเร็จ

ในปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ ได้มีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กุยบุรี และหน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลกุยบุรี เข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน มีสมาชิกชมรมคนรักกุยบุรี เข้ามาในพื้นที่อย่างรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ และช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรโดยรอบจุดเกิดเหตุ เพื่อลดผลกระทบแก่ผู้ใช้เส้นทาง

จากการสอบสวนเบื้องต้น รถบรรทุก 12 ล้อ จอดติดไฟแดงอยู่ และถูกรถบรรทุก 6 ล้อพุ่งชนท้ายอย่างแรง โดยไม่มีร่องรอยการเบรก เจ้าหน้าที่จึงสันนิษฐานว่าสาเหตุหลักอาจเกิดจากการหลับใน และจะดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.

พันธุ์พงษ์ โพธิ์จินดา…..รายงาน

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

นายอำเภอนำหลายหน่วยงาน เยี่ยมชมวัดเขาถ้ำม้าร้อง – บ่อน้ำทิพย์ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสุดขลัง

นายอำเภอนำหลายหน่วยงาน เยี่ยมชมวัดเขาถ้ำม้าร้อง – บ่อน้ำทิพย์ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสุดขลัง

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพาน จ.ประจวบฯ นำคณะผู้บริหารและภาคีเครือข่ายลงพื้นที่ เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เขาถ้ำม้าร้อง – บ่อน้ำทิพย์ ที่วัดเขาถ้ำม้าร้อง บ้านฝ่ายท่า ต.พงษ์ประศาสตร์ อ.บางสะพาน โดยมีพระมหานันทพล นิติสาโร เจ้าอาวาสวัด ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมสถานที่สำคัญต่างๆ สำรวจถ้ำ – บ่อน้ำทิพย์ จุดชมธรรมชาติบนยอดเขา

“เขาถ้ำม้าร้อง – บ่อน้ำทิพย์” ตั้งอยู่บนภูเขาสูงจากวัดประมาณ 1 กิโลเมตร มีถนนคอนกรีต สามารถขับรถขึ้นไปจอดหน้าถ้ำได้สะดวก ภายในถ้ำเป็นโถงกว้าง 3 จุด ประดับด้วยหินปูนงอกขนาดเล็กสวยงามตามธรรมชาติ ด้านบนสุด มีหินรูปร่างคล้ายหัวม้าสีหมอก – ขาว และมีบ่อน้ำทิพย์อยู่บริเวณฝั่งซ้ายของถ้ำ

บริเวณด้านล่าง มีลานประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา รวมถึงพิธีสวดที่เกี่ยวข้องกับการนำน้ำทิพย์ไปใช้ในราชพิธีของสำนักพระราชวัง ทางวัดได้ติดตั้งไฟ เพื่อให้ผู้มาเยือนชมความงดงามของถ้ำได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย

วัดเขาถ้ำม้าร้อง ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และมีประวัติยาวนาน ในอดีตเคยเป็นที่พักของพระสงฆ์จากศรีลังกาและอินเดีย ที่เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2385 – 2387 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าให้เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ยกทัพออกปราบโจรในหัวเมืองคีรีขันธ์ คืนหนึ่งระหว่างการพักค้างที่บ้านหนองหัดไทย ม้าของเจ้าพระยาบดินทร์เดชาหลุดหายไป ทหารระดมค้นหาแต่ไม่พบ ทว่ากลับได้ยินเสียงม้าร้องมาจากบนถ้ำ เมื่อตรวจสอบก็ไม่พบร่องรอย จึงต้องสละม้าไว้ ก่อนคณะเดินทางกลับ

ต่อมา ชาวบ้านพบว่าบริเวณดังกล่าวมีถ้ำและบ่อน้ำทิพย์ จึงแจ้งเจ้าเมือง กระทั่งมีการตั้งรกรากของชุมชน และพัฒนาจนกลายเป็นวัด และประกาศเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบัน.

พิสิษฐ์ รื่นเกษม…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

หัวหินวิทยาลัย เปิดแข่งขันทักษะวิชาการเครือซาเลเซียน ครั้งที่ 3

หัวหินวิทยาลัย เปิดแข่งขันทักษะวิชาการเครือซาเลเซียน ครั้งที่ 3

วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2568 บาทหลวงบุญเลิศ ปณีตัธยาศัย เจ้าคณะแขวงซาเลเซียนแห่งประเทศไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว เป็นประธานเปิดการแข่งขันทักษะวิชาการโรงเรียนในเครือซาเลเซียน ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่องาน “Collaborating for Tomorrow : Salesian Academic Excellence 2025” ระหว่างวันที่ 11 – 12 ธันวาคม 2568 ที่โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีนายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน พ.ต.อ.เสมอ อยู่สำราญ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีนครหัวหิน บาทหลวงสมิท แดงอำพันธ์ ประธานคณะกรรมการฝ่ายการศึกษาโรงเรียนในเครือซาเลเซียน บาทหลวงเทพรัตน์ ปิติสันต์ อธิการโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย บาทหลวงณัฐวุฒิ กิจสวัสดิ์ รองอธิการโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย น.ส.ชุติกาญจน์ จันทร์สุริยา รองศึกษาธิการจังหวัดประจวบฯ คณะครู และนักเรียนในเครือซาเลเซียนทั้ง 7 แห่ง จำนวน 456 คน เข้าร่วม

บาทหลวงณัฐวุฒิ กิจสวัสดิ์ รองอธิการโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย กล่าวว่า การแข่งขันทักษะวิชาการเครือซาเลเซียน ภายใต้ชื่องาน “Collaborating for Tomorrow : Salesian Academic Excellence 2025” และสโลแกน “ร้อยปีซาเลเซียน ร้อยหัวใจ ร้อยปัญญา ร่วมสานฝันการศึกษา เพื่ออนาคตเยาวชนไทย” ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1. เพื่อส่งเสริมความเป็นหนึ่งเดียวกัน ในการทำกิจกรรมวิชาการร่วมกัน ระหว่างโรงเรียนในเครือซาเลเซียน ประกอบด้วยโรงเรียนทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย จ.ราชบุรี, โรงเรียนเซนต์ดอมินิก กรุงเทพฯ, วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ, โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย, โรงเรียนแสงทองวิทยา จ.สงขลา, โรงเรียนดอนบอสโกวิทยา จ.อุดรธานี, และวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก บ้านโป่ง จ.ราชบุรี 2. เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการของผู้เรียน ให้สอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ 21 ให้นักเรียนมีความกล้าแสดงออก และสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยใช้ความรู้ ความสามารถด้านทักษะวิชาการ ทักษะดนตรี ทักษะเทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกัน ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่ดีงามตามอุดมการณ์ของนักบุญยอห์น บอสโก อันเป็นหัวใจของการศึกษาซาเลเซียนเสมอมา

สำหรับกิจกรรมในงานครั้งนี้ ได้จัดรูปแบบกิจกรรมเป็น 5 รูปแบบหลัก ได้แก่ Discovery Zone พื้นที่สำหรับการสำรวจและการเรียนรู้เชิงทดลอง, Collaborative Workshop กิจกรรมความร่วมมือและการแข่งขันระหว่างโรงเรียน, Innovation Valley พื้นที่แสดงผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีของแต่ละโรงเรียน, Grand Salesian Challenge การแข่งขันแบบทีม ที่ต้องผ่านการท้าทาย 4 ด้าน และ Skill Passport Challenges เป็นการแข่งขันทักษะเฉพาะด้านตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ กิจกรรมทั้งหมดนี้เพื่อพัฒนาศักยภาพ ทั้งด้านวิชาการและด้านชีวิตควบคู่กันอย่างสมดุล.