Categories
ข่าว ทั้งหมด

ชาวบ้านไร่เครา เดือดร้อนขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค น้ำประปาไม่พอใช้

ชาวบ้านไร่เครา เดือดร้อนขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค น้ำประปาไม่พอใช้

วันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ผู้สื่อข่าวเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่หมู่บ้านไร่เครา หมู่ 6 ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และมีความเดือดร้อนอย่างหนัก ขาดแคลนน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค เนื่องจากปริมาณน้ำมีน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการกับประชากรที่อาศัยในพื้นซึ่งมีจำนวนมาก และเพิ่มขึ้นตามลำดับ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าอ่างเก็บน้ำเขาคันหอก ซึ่งเป็นสถานที่กักเก็บแหล่งน้ำดิบตามธรรมชาติ เป็นโครงการชลประทานขนาดเล็ก สร้างขึ้นโดยกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรัฐบาลได้สร้างขึ้นให้ราษฎรในพื้นที่ เพื่อใช้ประโยชน์และดูแลรักษาร่วมกัน เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ.2543 ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำแห่งนี้มีอายุ 23 ปี ซึ่งขณะนี้น้ำดิบใช้ผลิตน้ำประปาเหลือปริมาณน้อยเพียงติดก้นอ่าง และฝายกักเก็บชะลอน้ำบริเวณด้านล่างของอ่างถล่มพังเสียหาย ทำให้ไม่สามารถกักเก็บชะลอน้ำได้ ปัจจุบันมีสภาพแห้งขอด ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ขาดแคลนน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคไม่เพียงพอ โดยต้องสลับแบ่งน้ำกันใช้เพื่อประทัง 1 – 2 วันต่อครั้ง

น.ส.อภิอรอินท์ หวั่นวะดี ชาวบ้านในหมู่บ้านไร่เครา และเป็นผู้ใช้น้ำประปาจากแหล่งน้ำเขาคันหอก เล่าว่าชาวบ้านในหมู่บ้านมีจำนวนมากกว่า 500 หลังคาเรือน ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคไม่เพียงพอ แหล่งผลิตน้ำประปาที่แจกจ่ายให้กับชาวบ้าน ทั้งที่อาศัยอยู่ส่วนบนและส่วนล่าง ต้องหาภาชนะกักตุนน้ำไว้ใช้ เนื่องจากการประปาหมู่บ้านสลับแบ่งการจ่ายน้ำให้ชาวบ้านใช้เป็นโซน 1 – 2 วัน จึงจะปล่อยน้ำให้ชาวบ้านใช้ 1 ครั้ง ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ต้องอยู่กับสภาวะแบบนี้มานานหลายปีแล้ว เนื่องจากอ่างเก็บน้ำเขาคันหอก เป็นแหล่งเก็บน้ำดิบมีการรั่วไหล ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ในปริมาณมากเหมือนแต่ก่อน และในปัจจุบันแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็กหรือฝายชะลอน้ำด้านล่างก็พังถล่ม ทำให้น้ำไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างจนหมด คนและสัตว์เลี้ยงแทบไม่มีน้ำใช้ แต่โชคยังดีที่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้ประกอบอาชีพทำการเกษตร มิฉะนั้นอาจทำให้ขาดแคลนน้ำหนักมากกว่านี้ จึงอยากขอให้หน่วยงานภาครัฐและส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือการจ่ายน้ำให้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ โดยแก้ไขแหล่งกักเก็บน้ำไม่ให้รั่วไหล และซ่อมแซมจุดที่พังทลายให้ดีเหมือนเดิม เพราะบริเวณจุดนี้เป็นแหล่งน้ำที่สะอาดที่สุด.

ภาพ/ข่าว : เอกภพ วงษ์ประเสริฐ

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ศูนย์หลักประกันสุขภาพประจวบฯ ติวเข้มเครือข่ายสร้างความเข้าใจสิทธิในระบบบัตรทอง

ศูนย์หลักประกันสุขภาพประจวบฯ ติวเข้มเครือข่ายสร้างความเข้าใจสิทธิในระบบบัตรทอง

วันที่ 12 กรกฎาคม 2566 น.ส.ธนพร บางบัวงาม ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน จ.ประจวบฯ จัดอบรมสร้างการรับรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. โดยมีนายเกตุ พราหมณี นายกสมาคมคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดประจวบฯ กล่าวต้อนรับ มี น.ส.ใจทิพย์ สอนดี นักวิชาการหลักประกันสุขภาพ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 5 ราชบุรี เป็นวิทยากร และมีคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น (กปท.) ในพื้นที่เขตเทศบาล และ อบต. ทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดประจวบฯ ตลอดจนแกนนำภาคีเครือข่ายประชาชนทั้ง 9 ด้าน เข้าร่วมที่ห้องประชุม วิชัย-นิดา ธรรมาเจริญราช วัดเกาะหลัก พระอารามหลวง อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์

น.ส.ธนพร บางบัวงาม ผู้ประสานงานจังหวัดประจวบฯ กล่าวว่าตามที่ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัดประจวบฯ/หน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระตามมาตรา 50(5) ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 และขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียน ตามมาตรา 50(5) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตั้งแต่ปี 2554 เพื่อดำเนินกิจกรรม ได้แก่ 1.ด้านการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ 2.ด้านการรับเรื่องร้องเรียน 3.ด้านการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมและเป็นเครือข่ายในการคุ้มครองสิทธิ เพื่อการพัฒนาคุณภาพบริการสาธารณสุขในพื้นที่ 4.ด้านการรับฟังความคิดเห็นทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ และ 5.ด้านการรายงาน วิเคราะห์ข้อมูล

ทั้งนี้ ศูนย์ประสานงานฯ ได้สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนต่อการมีส่วนร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เกิดการทำงานเชิงรุกในพื้นที่ ทำให้ประชาชนเข้าใจ รับรู้การเข้าถึงสิทธิเมื่อเจ็บป่วยและต้องเข้ารับบริการยังหน่วยบริการ รวมไปถึงคุ้มครองกรณีไม่ได้รับความสะดวกที่เป็นปัญหาอุปสรรค จึงนับเป็นเครื่องมือที่มีคุณภาพมาตรฐาน ติดตามและพัฒนาระบบ ที่สำคัญยังก่อให้เกิดความเชื่อมโยงภาคีด้านสุขภาพในพื้นที่ต่อการมีส่วนร่วมพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีศูนย์ประสานงานเป็นกลไกสำคัญ

นอกจากนี้ ศูนย์ประสานงานฯ มีแผนการจัดกิจกรรมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ภายใต้โครงการสร้างการรับรู้สิทธิระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และรับเรื่องร้องเรียนคุ้มครองสิทธิประชาชนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปี 2566 กำหนดจัดกิจกรรมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้แก่ แกนนำชุมชน แกนนำเครือข่ายประชาชนทั้ง 9 ด้าน และคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น โดยในการอบรม จะมีการศึกษาโครงการคณะกรรมการกองทุนฯ มีการทำแบบทดสอบ ก่อนและหลังเข้ารับการอบรม และร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหาที่พบจากการใช้บริการ และข้อเสนอแนะในการพัฒนา อีกทั้งร่วมพิจารณาในการทำโครงการคณะกรรมการกองทุนฯในแต่ละพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ด้าน น.ส.ใจทิพย์ สอนดี นักวิชาการหลักประกันสุขภาพ กล่าวถึงการดำเนินงานและการขับเคลื่อนงานกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) โดยการจัดตั้งกองทุนฯ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการรักษาพยาบาลระดับปฐมภูมิเชิงรุกที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. – เทศบาล) เป็นผู้ดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ โดยให้มีกองทุนหลักประกันสุขภาพ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ สถานบริการ หน่วยงานสาธารณสุข หน่วยงานอื่น องค์กรหรือกลุ่มประชาชน เพื่อให้บุคคลสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมตามความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น

ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพ ต้องมีคุณสมบัติ ได้แก่ มีความประสงค์เข้าร่วมดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ และมีความพร้อมในการอุดหนุนเงินหรืองบประมาณ นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตกลงสมทบเงินเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพ ในอัตราร้อยละของเงินที่ได้รับจัดสรรจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดังนี้ 1. สมทบเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่รวมเงินอุดหนุน ต่ำกว่า 6 ล้านบาท 2. สมทบเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่รวมเงินอุดหนุน ตั้งแต่ 6 ถึง 20 ล้านบาท 3. สมทบเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่รวมเงินอุดหนุน สูงกว่า 20 ล้านบาท.

บุญมา ลิบลับ….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ชมรม CSR เพื่อการท่องเที่ยวสามร้อยยอดส่งมอบหมึกกินขวดตัวที่ 7 ให้โรงเรียนบ้านพุน้อย

ชมรม CSR เพื่อการท่องเที่ยวสามร้อยยอดส่งมอบหมึกกินขวดตัวที่ 7 ให้โรงเรียนบ้านพุน้อย

วันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ชมรม CSR เพื่อการท่องเที่ยวตำบลสามร้อยยอด ร่วมกับผู้นำท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย ต่อยอดโครงการหมึกกินขวด โดยส่งมอบหมึกกินขวดตัวที่ 7 ให้กับโรงเรียนบ้านพุน้อย หมู่ 4 ต.สามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ. ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมปลูกฝังการคัดแยกขยะให้กับน้องๆ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน และปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นจิตอาสาให้กับน้องๆ ตั้งแต่ยังเด็ก และเกิดการซึมซับการมีส่วนร่วมสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนร่วมกัน

โครงการหมึกกินขวด น้องรักษ์ทะเล เกิดจากความร่วมมือกันของคนในชุมชนตำบลสามร้อยยอด โดยชมรม CSR เพื่อการท่องเที่ยวตำบลสามร้อยยอด อบต.สามร้อยยอด ผู้นำท้องถิ่น รวมไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่หาดสามร้อยยอด จัดทำขึ้นเพื่อให้ประชาชน เด็กเยาวชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลสามร้อยยอด ได้มีส่วนร่วมในการดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการคัดแยกขวดพลาสติก แล้วนำไปจำหน่ายให้กับพ่อค้ารับซื้อขวดในพื้นที่ ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายขวดพลาสติกจะถูกนำไปสะสมไว้เพื่อจัดซื้อกล้อง CCTV สำหรับติดตั้งบนถนนเรียบชายหาดตลอดแนว เพื่อความปลอดภัยและการป้องกันการเกิดเหตุอันไม่พึงประสงค์กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยหมึกกินขวดถูกนำไปวางตามสถานที่ต่างๆ ดังนี้ 1. ตลาดลงเล 2. ชายหาดบ้านใหม่ หมู่ 1 ตัวที่ 3. ชายหาดบ้านใหม่ หมู่ 9 ตัวที่ 4. ลานกิจกรรมบ้านพุใหญ่ หมู่ 3 ตัวที่ 5. ชายหาดบ้านหัวตาลแถว 6. ลานกางเต้นท์ หมู่ 5 และล่าสุดตัวที่ 7 ที่โรงเรียนบ้านพุน้อย

สำหรับ หาดสามร้อยยอด เป็นชายหาดที่มีความสวยงามและร่มรื่น มีความยาวประมาณ 7 กิโลเมตร และมีทิวสนขึ้นเรียงรายตามแนวหาด เป็นจุดเล่นน้ำที่ได้รับความนิยม เนื่องจากน้ำทะเลใสตื้นและมีแนวหาดที่กว้างใหญ่ มีบรรยากาศท้องทะเลที่สวย งามและมองเห็นเกาะน้อยใหญ่ต่างๆ ที่อยู่ไม่ไกล เช่น เกาะนมสาว เกาะโครำ เกาะระวิง และเกาะระวาง และยังมีกิจกรรมทางน้ำมากมายไว้รองรับนักท่องเที่ยว รวมถึงมีทางสำหรับปั่นจักรยานไว้รองรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย.

ภาพ/ข่าว : ฐิติชญา แสงสว่าง

Categories
กีฬา ข่าว ทั้งหมด

หัวหินจัดแข่งขันมวยไทยในท้องถิ่น จากรากหญ้าสู่สากล ชู Soft Power ของไทย

หัวหินจัดแข่งขันมวยไทยในท้องถิ่น จากรากหญ้าสู่สากล ชู Soft Power ของไทย

วันที่ 13 กรกฎาคม 2566 นายศิรพันธ์ กมลปราโมทย์ นายกสมาคมพัฒนากีฬาหัวหิน และเป็นที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน จ.ประจวบฯ เปิดเผยว่าจากที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จัดการแข่งขันมวยไทยในท้องถิ่นจากรากหญ้าสู่สากล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เพื่อส่งเสริม สนับสนุน อนุรักษ์ เผยแพร่ และพัฒนากีฬามวยไทยให้เป็นกีฬาประจำชาติ เพื่อส่งเสริมเอกลักษณ์ ทัศนคติที่ดีให้ประชาชนคนไทยทุกคน พร้อมทั้งส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศ ยกระดับมวยไทยสู่ Soft Power ให้เติบโตอีกครั้งเป็นปีที่ 2 ทั้งนี้รูปแบบการแข่งขัน จะแบ่งเป็นรอบคัดเลือกระดับภาค ซึ่งดำเนินการร่วมกับผู้จัดรายการแข่งขันมวยไทยในช่วงเดือนมีนาคม – มิถุนายน 2566 พร้อมทั้งคัดเลือกนักกีฬาจำนวน 2 คนต่อรุ่น เข้าสู่การแข่งขันแบบแพ้คัดออก ในรอบชิงชนะเลิศระดับภาค ช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ ประกอบด้วยรอบชิงแชมป์ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Region 2 × 3) วันที่ 16 กรกฎาคม ที่เชียงราย, รอบชิงแชมป์ภาคกลางและภาคใต้ (Region 1 × 4) วันที่ 23 กรกฎาคม ที่ประจวบคีรีขันธ์, รอบรองชนะเลิศประเทศไทย และรอบชิงชนะเลิศประเทศไทย จะจัดในช่วงเดือนกันยายน 2566 เพื่อคว้าเงินรางวัลกว่า 2 แสนบาท พร้อมรถมอเตอร์ไซค์ รอยัลเอ็นฟิลด์

ทั้งนี้ในส่วนของจังหวัดประจวบฯ ได้กำหนดจัดสถานที่การแข่งขันที่ลานเอนกประสงค์ ด้านหน้าศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ อ.หัวหิน ในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ และได้ลงพื้นที่ร่วมกับ น.ส.บุษบา โชคสุชาติ รองนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน, กกท.ประจวบฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจดูความพร้อมในการจัดการแข่งขัน ซึ่งสามารถรับคนดูได้ประมาณ 500 ที่นั่ง แข่งขันทั้งหมด 6 คู่ เริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป พร้อมกันนี้ เทศบาลเมืองหัวหินยังได้จัดนิทรรศการเชิดชูเกียรติโผน กิ่งเพชร ตำนานนักชกผู้ยิ่งใหญ่ อดีตแชมป์โลกของสภามวยโลก (WBC) ชาวหัวหินที่ไม่มีวันลืมเลือน ไว้บริเวณสถานที่จัดการแข่งขันด้วย ซึ่งประชาชนนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ฟรี หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันได้ทางแฟนเพจ “มวยไทยรากหญ้า” และ “มวยไทยรากหญ้า สู่วิถีถิ่นไทย”.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

กลุ่มแม่บ้านประมง อบรมทำสบู่สมุนไพรในท้องถิ่น เป็นรายได้เสริม

กลุ่มแม่บ้านประมง อบรมทำสบู่สมุนไพรในท้องถิ่น เป็นรายได้เสริม

วันที่ 13 กรกฎาคม 2566 นางสุมารี ธรรมชาติ ประธานกลุ่มแม่บ้านบุตรหลานชาวประมง ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดการอบรมการทำสบู่จากสมุนไพร มีสมาชิกเป็นผู้สูงอายุในพื้นที่มาร่วมกิจกรรมที่บริเวณศาลาท่าน้ำ สถานที่ฝึกสร้างอาชีพ โดยมีศูนย์การส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอปราณบุรี กศน.เทศบาลตำบลปากน้ำปราณสนับสนุนงบประมาณ จัดกิจกรรมพัฒนาอาชีพระยะสั้น เป็นหลักสูตรการทำสบู่สมุนไพรจากป่าชายเลน

นางสุมาลี ธรรมชาติ เปิดเผยว่า กลุ่มแม่บ้านบุตรหลานชาวประมง เกิดจากการรวมกลุ่มแม่บ้านชาวประมงปากน้ำปราณในพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิต มีการแปรรูปอาหารทะเลเพื่อไว้ใช้เป็นอาหารในครัวเรือน และจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ แต่จากนโยบายและข้อกฎหมายการประมงในปัจจุบัน ไม่สามามารถออกเรือเพื่อจับสัตว์ทะเลมาแปรรูปได้ตลอดทั้งปี กลุ่มแม่บ้านบุตรหลานชาวประมงปากน้ำปราณจึงได้เล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก ให้มีรายได้เสริมหลังจากว่างเว้นจากการแปรรูปอาหารทะเล ที่เป็นอาชีพหลักของคนในชุมชน เพื่อให้มีความรู้ มีทักษะ สามารถต่อยอดเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ชุมชนและสังคม เพื่อให้กลุ่มแม่บ้านมีแนวทางในการพัฒนาอาชีพ
ของตนเอง โดยใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่หาได้ในพื้นที่ เพื่อให้มีรายได้เสริมเลี้ยงตนเองและครอบครัว

สบู่ที่ผลิต มี 3 ชนิด มีส่วนผสมมาจากสมุนไพรในท้องถิ่น เช่น เบญจมาศน้ำเค็ม, ขลู่, สำมะงา ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในเรื่องของแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย อาการคันและโรคผิวหนัง กลิ่นหอมช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย แถมยังอ่อนโยน จำหน่ายราคาก้อนละ 35 บาท ซื้อ 3 ก้อน 100 บาท สินค้ามีวางจำหน่ายที่ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี หรือทาง Facebook : sirinartcenter, Line ID : Mangrove.PD หรือโทร. 062 – 1359386, 032 – 632255

นางรัศมีแข โพธิ์สว่าง สมาชิกกลุ่ม กล่าวว่า วันนี้มาร่วมกลุ่มชุมชนลูกหลานชาวประมง พร้อมกับโรงเรียน กศน.ด้วย สบู่ที่พวกเราทำนี้มีสรรพคุณรักษาผดผื่นคันและพวกฝี หนอง หรือแผลติดเชื้อก็ใช้ได้ มารวมกลุ่มทำกันเป็นรายได้เสริม เราจะรู้ส่วนผสมทั้งหมด เอาไปแล้วรู้สึกว่าดี จึงรวมกลุ่มกันทำต่อเนื่อง พอถึงเวลาว่างแล้ว พวกเราก็จะนัดกันมาทำกันตรงนี้

นายศุภกิจ เหลืองทอง ครู กศน.ตำบลปากน้ำปราณ กล่าวว่าโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนกิจกรรมพัฒนาอาชีพระยะสั้นของ กศน.เทศบาลปากน้ำปราณ เป็นหลักสูตรการทำสบู่สมุนไพรจากใบเบญจมาศน้ำเค็ม หรือใบเบญจมาศทะเล กิจกรรมนี้เป็นการส่งเสริมด้านอาชีพให้กับกลุ่มที่สนใจของตำบลปากน้ำปราณ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มที่อยากมีอาชีพหลัก กลุ่มที่อยากมีอาชีพเสริม หรือกลุ่มผู้ว่างงาน ก็สามารถที่จะเข้าร่วมกับ กศน.เทศบาลปากน้ำปราณได้

การทำสบู่ใบเบญจมาศทะเล เป็นการนำวัตถุดิบในพื้นที่ ซึ่งอยู่ติดกับป่าชายเลนและทะเล ที่มีทั้งน้ำเค็มและน้ำกร่อย มีพืชนานาชนิดที่ขึ้นอยู่ในพื้นที่ สมัยนี้คนสนใจเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติมากขึ้น จึงมาทำแบบสบู่อย่างง่ายๆ ใช้เบสมาผสมกับสมุนไพรที่เราเลือกมา ซึ่งจะมีฤทธิ์ทางยาที่สำคัญ ที่ช่วยรักษาโรคทางผิวหนัง ผดผื่นคัน อาการผื่นแดง หรือเป็นรอยช้ำที่ผิวหนัง สามารถใช้สบู่สมุนไพรใบเบญจมาศทะเลได้.

สมบัติ ลิมปจีระวงษ์….รายงาน

Categories
สังคม

สนับสนุนซื้อกระถางต้นไม้

ข่าวสังคม

ภัตติ ชุนทรภัทรโภคิน ผู้จัดการ ธกส.สาขาปราณบุรี ซื้อกระถางต้นไม้จากกลุ่มเกษตรกร Go Green ที่ทำจากพลาสติกที่เหลือใช้ นำมารีไซเคิลเพิ่มมูลค่าเป็นรูปสับปะรด สำหรับไว้ประดับหน้าสำนักงานธนาคาร โดยมีหลายแบบให้เลือก เช่น ช้าง ม้า ยีราฟ หมู สนใจมาเลือกซื้อได้ที่ตลาดเกษตรกร Go Green Farmer Market หน้า ธกส.สาขาปราณบุรี ทุกเช้าวันพุธ

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เทศบาลหัวหินนำเยาวชนอบรมค่ายพุทธบุตร ให้เป็นคนดีของสังคม

เทศบาลหัวหินนำเยาวชนอบรมค่ายพุทธบุตร ให้เป็นคนดีของสังคม

วันที่ 12 กรกฎาคม 2566 นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน จ.ประจวบฯ เป็นประธานเปิดโครงการอบรมคุณธรรมและจริยธรรม (ค่ายพุทธบุตร) ประจำปี 2566 โดยมี พระครูวิจิตรธรรมวิภัช เจ้าคณะอำเภอหัวหิน เจ้าอาวาสวัดบุษยะบรรพต ประธานฝ่ายสงฆ์ นางลิษา อึ้งเห่ง ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอหัวหิน น.ส.สุธิกานต์ แย้มนิล ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอหัวหิน (สศกร.) หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลเมืองหัวหิน ทั้ง 7 แห่ง คณะผู้บริหารเทศบาลฯ และหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมในพิธี พร้อมด้วยคณะครูและนักเรียนโรงเรียนในสังกัดเทศบาล ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 รวม 364 คนเข้ารับการอบรม ระหว่างวันที่ 12 – 14 กรกฎาคมนี้ ที่วัดบุษยะบรรพต (เขาต้นงิ้ว) อ.หัวหิน

นายนพพร กล่าวว่าการจัดกิจกรรมนี้เพื่อให้นักเรียนได้ใช้หลักธรรมเป็นพื้นฐานในการให้ความรู้พัฒนาจิตใจให้มีคุณธรรมจริยธรรม มีความรับผิดชอบ รู้จักพึ่งพาตนเอง และให้นักเรียนสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ในสภาวะปัจจุบัน โดยได้รับความอนุเคราะห์สถานที่ พระวิทยากร และสิ่งจำเป็นต่างๆ จากท่านพระครูวิจิตรธรรมวิภัช เจ้าคณะอำเภอหัวหิน เจ้าอาวาสวัดบุษยะบรรพต พร้อมกันนี้ได้มีการลงนามทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานโครงการวัด ประชา รัฐสร้างสุข ระหว่างวัดบุษยะบรรพต เทศบาลเมืองหัวหิน โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านหัวหิน โรงเรียนเทศบาลเขาพิทักษ์ สภาวัฒนธรรมอำเภอหัวหิน และชุมชนสวนลิง โดยมีขอบเขตของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพของวัดให้สะอาด ร่มรื่น สวยงาม พัฒนาวัดให้เป็นพื้นที่ทางสังคมและการเรียนรู้ด้วยวิถีวัฒนธรรมเชิงพุทธร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และชุมชนโดยใช้หลักการ 5 ส ภายใต้โครงการวัด ประชารัฐ สร้างสุข พัฒนา 9 พื้นที่ ภายในวัดสู่การเป็นวัดสร้างสุข และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนในการพัฒนาพื้นที่ และช่วยสงเคราะห์พุทธศาสนิกชนที่ได้รับความเดือดร้อนให้ดำรงชีพในสังคมได้อย่างปกติสุขต่อไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ประจวบฯ จัดงานผลไม้และของดีตะนาวศรีคีรีขันธ์ เสริมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ

ประจวบฯ จัดงานผลไม้และของดีตะนาวศรีคีรีขันธ์ เสริมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ที่ห้องเกาะหลัก ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยนายประยูร พะมะ สหกรณ์จังหวัดฯ นายชาติชาย ศรีษะนอก เกษตรจังหวัดฯ และ น.ส.วิชนันท์ มูลมาก เหรัญญิกคณะทำงานเครือข่าย Young Smart Famer จังหวัดประจวบฯ ร่วมแถลงข่าวการจัดงานผลไม้และของดีตะนาวศรีคีรีขันธ์ ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 19 – 27 กรกฎาคม 2566 ที่บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9 หน้าศาลากลางจังหวัดฯ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างช่องทางตลาดสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้นำผลผลิตมาจำหน่ายสู่ผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรของดีของจังหวัดประจวบฯ ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ จะมีการออกร้านจำหน่ายผลไม้และสินค้าเกษตรจำนวนกว่า 50 ร้านค้า เป็นผลผลิตจากทั้ง 8 อำเภอที่สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันนำมาจำหน่ายตลอดทั้ง 9 วันของการจัดงาน อาทิ สับปะรดสยามโกลด์ มะพร้าว ทุเรียน ขนุน มังคุด กล้วย เงาะ อินทผลัม รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้และพืชผักปลอดสารพิษต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสันทนาการบนเวทีกลางในทุกค่ำคืน เพื่อสร้างสีสันภายในงาน โดยวันเปิดงาน 19 กรกฎาคมนี้ มีไฮไลต์เป็นการแข่งขันกินผลไม้ 5 ชนิด ได้แก่ สับปะรด มังคุด กล้วย ทุเรียน เงาะ รับสมัครผู้แข่งขันจำนวน 10 คน ใครกินผลไม้ทั้ง 5 ชนิดนี้หมดเร็วที่สุด รับเงินรางวัล 1,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 รับเงินรางวัล 800 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 รับเงินรางวัล 500 บาท ส่วนในวันที่ 20 กรกฎาคม มีการสาธิตประกอบอาหารพื้นถิ่น วันที่ 26 กรกฎาคม มีการประกวดธิดาปศุสัตว์จำแลง ชิงเงินรางวัลชนะเลิศ 5,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 รับเงินรางวัล 4,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 รับเงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมการจัดแสดงนิทรรศการด้านการเกษตรเพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเกษตรอัจฉริยะให้แก่เกษตรกร สามารถนำไปปรับใช้ได้กับการเพาะปลูกพืชทุกชนิด ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้เพิ่มขึ้น

นายชาติชาย ศรีษะนอก เกษตรจังหวัดประจวบฯ กล่าวว่า แม้ในปีนี้จังหวัดประจวบฯ จะประสบปัญหาภัยแล้งค่อนข้างหนัก แต่ยืนยันว่าผลผลิตที่นำมาจำหน่ายภายในงานจะมีเพียงพอและราคาไม่แพง อย่างเช่น ทุเรียนป่าละอู กิโลกรัมละ 250 บาท ทุเรียนเขาจ้าว กิโลกรัมละ 220 บาท จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานผลไม้และของดีตะนาวศรีคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 19 – 27 กรกฎาคมนี้ ที่บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9 หน้าศาลากลางจังหวัด.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

พ่อค้ากาแฟ อาสากู้ภัยฯ บางสะพานน้อย เข้ารับรางวัล Hero Award จาก สพฉ.

พ่อค้ากาแฟ อาสากู้ภัยฯ บางสะพานน้อย เข้ารับรางวัล Hero Award จาก สพฉ.

วันที่ 5 กรกฎาคม 2566 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จัดการประชุมวิชาการการแพทย์ฉุกเฉิน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับชาติ ครั้งที่ 7 ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ภายในงานมีการมอบรางวัล HERO Award เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูผู้มีจิตอาสา เสียสละ กล้าหาญ และเป็นแบบอย่างที่ดีในการช่วยฟื้นคืนชีวิตผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ซึ่งปีนี้ได้คัดเลือกผู้ที่มีผลงานยอดเยี่ยมจากทั่วทั้งประเทศ เข้ารับรางวัลดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 5 คน หนึ่งในนั้นคือนายณัฐวุฒิ ถนัดช่างแสง พ่อค้ากาแฟ ซึ่งเป็นอาสาสมัครกู้ภัยบางสะพานน้อยกุศลสงเคราะห์ เข้ารับโล่จาก ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติและสร้างชื่อเสียงของชาวประจวบคีรีขันธ์

ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์และทำให้นายณัฐวุฒิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เวลาประมาน 09.30 น. ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่บริเวณหน่วยเลือกตั้ง ต.ไชยราช อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายถวิล หลักศรี อายุ70 ปี เดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ระหว่างนั้นมีอาการเป็นลมหน้ามืด หมดสติ หยุดหายใจ ระหว่างนั้นนายณัฐวัฒิ ถนัดช่างแสง ซึ่งเป็นพ่อค้ากาแฟที่มาตั้งร้านขายกาแฟอยู่บริเวณนั้น และเป็นอาสาสมัครสมาคมกู้ภัยบางสะพานน้อยกุศลสงเคราะห์ เคยผ่านการอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพจากโรงพยาบาลบางสะพานน้อย ได้เห็นเหตุการณ์ จึงรีบเข้าไปช่วย ปรากฏว่าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ จึงแจ้งให้ประชาชนใกล้เคียงโทร.1669 และลงมือทำ CPR โดยทำไปทั้งหมด 5 รอบ จนผู้ป่วยมีสัญญาณชีพ และได้ถูกนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลบางสะพานน้อย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือนายถวิลได้อย่างทันท่วงทีและปลอดภัย.

ณัฐธภพ พันสาย….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

นายอำเภอหัวหิน ร่วมงานงิ้วประจำปี “ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่” เพื่อความเป็นสิริมงคล

นายอำเภอหัวหิน ร่วมงานงิ้วประจำปี “ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่” เพื่อความเป็นสิริมงคล

วันที่ 11 กรกฎาคม 2566 นายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยนางอุษา พวงวลัยสิน นายกกิ่งกาชาดหัวหิน เดินทางมาร่วมงานทำบุญประจำปีศาลเจ้าพ่อ – เจ้าแม่หัวหิน ที่หอประชุมเตชะไพบูลย์ มูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถาน พร้อมกราบสักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในงาน โดยมี นายปอเว้ง แซ่ก๊วย ประธานมูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถาน พร้อมคณะกรรมการ ให้การต้อนรับ ทั้งนี้คณะกรรมการจัดงานได้อัญเชิญองค์เทพเจ้า เจ้าพ่อ – เจ้าแม่หัวหิน เจ้าพ่อสมบูรณ์ เจ้าแม่ทับทิม เจ้าแม่กวนอิม เจ้าพ่อเสือ เจ้าพ่อกวนอู เจ้าพ่อสายน้ำเขียว และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วหัวหินที่ชาวหัวหินเคารพนับถือ อัญเชิญกระถางธูปมาประดิษฐสถานไว้ที่มูลนิธิสว่างหัวหินฯ ระหว่างวันที่ 10 – 14 กรกฎาคม 2566 รวม 5 วัน 5 คืน

เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้กราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองหัวหิน โดยภายในงานแต่ละคืนจะมีการแสดงอุปรากรจีน (งิ้ว) ชื่อดังของประเทศไทย คณะงิ้ว “ซิงอี่ไล้เฮง” มาแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากและมายากลให้ชมฟรี ในเวลา 19.00 เป็นต้นไป ตลอด 5 วัน 5 คืนของการจัดงาน พร้อมกันนี้ขอเชิญประชาชนร่วมกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในงานตามวันดังกล่าว.