Categories
ข่าว ทั้งหมด

ทำสวนเกษตรพอเพียงเลี้ยงชีพ ถูกหัวขโมยลักผลผลิต และเครื่องมือทำมาหากินจนเกลี้ยงหลายครั้ง

ทำสวนเกษตรพอเพียงเลี้ยงชีพ ถูกหัวขโมยลักผลผลิต และเครื่องมือทำมาหากินจนเกลี้ยงหลายครั้ง

วันที่ 29 กรกฎาคม 2566 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่สวนแปลงเกษตรพอเพียง ไร่แม่จิ๋ว หมู่ 1 บ้านหนองกก ต.เกาะหลัก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพบกับนางจิ๋ว โล่เหล็ก อายุ 65 ปี เจ้าของสวน เพื่อสอบถามความเดือดร้อนและความเสียหายของพืชผลทางการเกษตร และวัสดุอุปกรณ์สำหรับทำการเกษตร หลังถูกหัวขโมยเข้ามาลักขโมยผลผลิตภายในสวน และวัสดุอุปกรณ์การเกษตรสำหรับประกอบอาชีพทำสวนสูญหายไปจำนวนมาก และถูกขโมยหลายครั้งแล้วจนท้อใจ และได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองประจวบคีรีขันธ์ เมื่อช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นางจิ๋ว โล่เหล็ก เจ้าของสวน และ น.ส.มะลิ ปานนก อายุ 53 ปี น้องสาว ซึ่งเป็นผู้ดูแลสวน พร้อมด้วยนายภคินท์ บำรุงวัตร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.เกาะหลัก พร้อมกับญาติและลูกหลาน ได้พาผู้สื่อข่าวเดินสำรวจความเสียหายภายในสวนที่เกิดขึ้นตามจุดที่ถูกขโมยทรัพย์สิน พบมีสายยางขนาดนิ้วครึ่ง หายไปกว่า 10 เมตร สายไฟ 220 โวลท์ สำหรับมอเตอร์ปั๊มน้ำหายไป เบรกเกอร์สวิตช์ไฟ และผลมะพร้าวที่ถูกปอกเปลือกกองทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้ากว่า 30 ลูก บริเวณโคนต้น รวมไปถึง กล้วย มะม่วง และพืชผลการเกษตรอื่นๆ ถูกลักขโมยอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังหาตัวผู้ก่อเหตุไม่ได้ ขนาดมีการเขียนป้ายเตือนติดไว้ ก็ยังถูกขโมย จนต้องให้ลูกๆ มาช่วยถอดปั๊มน้ำออกจากสวน เอาไปเก็บที่บ้าน ป้องกันการถูกขโมยซ้ำ

นางจิ๋ว โล่เหล็ก กล่าวด้วยความอัดอั้นใจ ว่าตนพักอาศัยอยู่คนเดียว ลูกๆ หลานๆ ไปทำงานอยู่ต่างพื้นที่ ตนจึงปลูกพืช ทำสวนเศรษฐกิจพอเพียง เช่น ข่า ตะไคร้ มะม่วง มะพร้าว กล้วย และอื่นๆ เพื่อนำไปขายเองตามตลาดนัดในหมู่บ้าน และหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อเป็นรายได้เลี้ยงชีพ จะได้ไม่ต้องไปพึ่งพาหรือรบกวนลูกหลาน แต่ที่ผ่านมาถูกหัวขโมยเข้ามาลักขโมยผลผลิตและทรัพย์สินอื่นๆ สูญหายจำนวนหลายครั้ง เช่น แคร่ไม้ กล้วย มะพร้าวและอื่นๆ โดยจะมักแอบเข้ามาขโมยทรัพย์สินหลังจากที่ตนออกจากสวน กลับเข้าบ้านแล้ว ส่วนตัวคิดว่าเป็นคนในละแวกหมู่บ้าน เพราะจะรู้ดีว่าตนเข้าออกสวน และกลับบ้านเวลาใด แต่ไม่เคยไปแจ้งความ ครั้งนี้ได้แจ้งความเป็นครั้งแรก หวังว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับหัวขโมยได้

ด้านนายภคินท์ บำรุงวัตร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.เกาะหลัก เปิดเผยว่า หลังจากได้รับแจ้งจากลูกบ้าน ว่าถูกขโมยทรัพย์สินภายในสวน ตนจึงเดินทางมาตรวจสอบดูความเสียหาย พร้อมกับโทรแจ้ง 191 ให้ส่งตำรวจมาตรวจดู หลังจากนั้นจึงประสานขอความอนุเคราะห์จากผู้ประกอบการล้งรับซื้อมะพร้าว ขอให้งดรับซื้อมะพร้าวปอกเปลือกจากผู้ขายขาจร ขอให้รับซื้อมะพร้าวจากเจ้าของสวนตัวจริงเท่านั้น เนื่องจากพบว่าที่ผ่านมา มีแม่ค้าพ่อค้าที่นำมะพร้าวและผลผลิตการเกษตรเอาไปขายให้กับล้ง หรือที่ร้านรับซื้อ โดยที่บุคคลคนนั้นไม่ได้ทำสวน หรือมีไร่แปลงเกษตรเป็นของตนเองแต่อย่างใด แต่กลับมีผลผลิตเอาไปขาย ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ถูกขโมยเอาไปขาย และได้รับความร่วมมือจากล้งที่รับซื้อเป็นอย่างดี โดยรับปากว่าจะงดรับซื้อผลผลิตจากผู้ขายขาจร จะรับซื้อจากเจ้าของสวนตัวจริงเท่านั้น ซึ่งน่าจะช่วยแก้ปัญหาการถูกขโมยผลผลิตทางการเกษตรไปขายได้ในระดับหนึ่ง.

ภาพ/ข่าว : เอกภพ วงษ์ประเสริฐ

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

วันหยุดยาว 6 วัน นักท่องเที่ยว เดินทางมาไหว้พระ เที่ยวทะเลอย่างคึกคัก

วันหยุดยาว 6 วัน นักท่องเที่ยว เดินทางมาไหว้พระ ทะเลอย่างคึกคัก

จากการที่รัฐบาลเพิ่มวันหยุดราชการอีก 1 วัน ในวันที่ 31 กรกฎาคม ทำให้มีวันหยุดติดต่อกันถึง 6 วัน ส่งผลให้แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบฯ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเดินทางเยือนกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่วัดสุมนาวาส (วัดเขากะโหลก) เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีความสวยงามทางสถาปัตยกรรม มีพระวิหารสีทองอร่ามตาและลวดลายของพระวิหารและกำแพงที่รายล้อมสวยงาม บรรยากาศร่มรื่นสงบ เป็นธรรมชาติ สามารถมองเห็นภูเขาของสามร้อยยอดอยู่รอบๆ ด้านหน้าทางเข้ามียักษ์ 2 ตน เฝ้าหน้าประตูวัด ด้านหลังมีรูปปั้นของพระพิฆเนศอยู่บริเวณกำแพง ภายในพระวิหาร จะประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรมหลวงชุมพร พ่อหลวง ร.5 รวมทั้งหลวงพ่อหว่าง อุตุตโม เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดเขากะโหลกแห่งนี้ ในเวลากลางคืน มีการเปิดไฟส่องไปยังตัวอุโบสถ ส่องประกายสีทองสวยงามมาก จนทำให้วัดนี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

ห่างออกไปเพียง 200 เมตร นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล อยู่ในเขตวนอุทยานท้าวโกษา หรือชื่อเดิมชายทะเลเขากะโหลก พบว่ามีประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางเข้ามากันเป็นครอบครัวหรือหมู่คณะ และสิ่งที่นิยมของนักท่องเที่ยว คือชายหาดที่สวยงาม มีทรายที่ขาวเนื้อละเอียด สามารถลงเล่นน้ำได้ มีร้านอาหารสั่งมารับประทานได้ มีเตียงผ้าไว้ให้บริการ นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นชายทะเลที่ทอดยาวกว่า 10 กิโลเมตร โดยมีเจ้าหน้าที่วนอุทยานคอยดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวตลอดช่วงวันหยุดยาว.

สมบัติ ลิมปจีระวงษ์….รายงาน

Categories
กีฬา ข่าว ทั้งหมด

ททท.จัดแข่งกระดานยืนพายระดับนานาชาติ ระยะทางไกลที่สุดในเอเชีย

ททท.จัดแข่งกระดานยืนพายระดับนานาชาติ ระยะทางไกลที่สุดในเอเชีย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมมือกับบริษัท 306 สตูดิโอ ดีไซน์ จำกัด สมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย หน่วยงานพันธมิตร ทั้งภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาการแข่งขันกระดานยืนพาย รายการ “THE ROUTE 97” เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ จุดปล่อยตัว ลาเลอเว่รีสอร์ท อ.ไทรโยค สิ้นสุดที่เดอะเลกาซี รีสอร์ท อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ระยะทาง 97 กิโลเมตร ยาวไกลที่สุดในเอเชีย ดึงดูดและกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) ซึ่งสามารถสร้างความตระหนักรู้ให้แก่นักท่องเที่ยวในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

น.ส.สรียา บุญมาก ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานกาญจนบุรี กล่าวว่า ททท. เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบ Low Carbon เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นจังหวัดต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) และช่วยประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยว หรือนักกีฬาได้รู้จักแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรี สร้างกระแสการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น ตลอดจนเป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างการรับรู้ความพร้อมของจังหวัดกาญจนบุรี ในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 48 “กาญจนบุรีเกมส์” ระหว่างวันที่ 14 – 29 สิงหาคม 2566 ซึ่งได้บรรจุกีฬากระดานยืนพายไว้ในรายการแข่งขันเป็นครั้งแรกของการแข่งขันกีฬาแห่งชาติด้วย

ด้านนายวัลลภ พิชญ์พงศา ผู้จัดการทั่วไป เดอะเลกาซีรีสอร์ท หนึ่งในคณะผู้จัดงาน กล่าวว่าประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต SUP Board อันดับ 1 ของโลก โดยแบรนด์ชั้นนำของโลก อาทิ Starboard, NSP, Sunova และอีกหลายแบรนด์ มีการจ้างผลิตในประเทศไทยทั้งสิ้น ถือเป็นข้อได้เปรียบในเรื่องความพร้อมของอุปกรณ์ และจากการที่ทีมงาน The ROUTE 97 มีโอกาสร่วมการแข่งขัน SUP Board ในหลายๆ ประเทศ ทำให้เล็งเห็นโอกาสของประเทศไทยที่จะเป็น ULTIMATE SUP Destination ของโลก ซึ่งการจัดการแข่งขัน THE ROUTE 97 ครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจ เนื่องจากเป็นการแข่งขันพาย SUP Board ระดับนานาชาติครั้งแรกของประเทศไทย มีนักกีฬาทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมถึง 11 ประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ จีน อเมริกา สาธารณรัฐเช็ก ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ รัสเซีย อังกฤษ และมีระยะการพายที่ยาวที่สุดในเอเชีย.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ประจวบฯ วางพานพุ่มน้อมรำลึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ

ประจวบฯ วางพานพุ่มน้อมรำลึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ

วันที่ 29 กรกฎาคม 2566 พลตรีสมพร ด่อนสิงหะ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายสิบทหารบก ค่ายโยธินศึกษามหามงกุฎ / ประธานกรรมการบริหารอุทยานราชภักดิ์ เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะและถวายพานพุ่มดอกไม้สด พร้อมกล่าวถวายราชสดุดี เบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระราชบิดาแห่งอักษรไทย เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ที่อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านที่ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น โดยมีว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เทศบาลเมืองหัวหิน สภ.หัวหิน และชมรมแม่บ้านศูนย์การทหารราบ ร่วมประกอบพิธี

วันภาษาไทยแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เพื่อระลึกถึงความสำคัญของภาษาไทย ที่ประมาณปี พ.ศ.1826 พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ดัดแปลงมาจากอักษรมอญและเขมร มีพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ เพื่อใช้แทนความหมายและเสียงต่างๆ ในภาษาไทย ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นอักษรไทยที่เราใช้กันในปัจจุบันนั่นเอง

ต่อมาในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2542 เป็นวันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติลงความเห็นให้ วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติและใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ชาวประจวบฯ พร้อมใจกันจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล “ในหลวง ร.10”

ชาวประจวบฯ พร้อมใจกันจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล “ในหลวง ร.10”

ช่วงค่ำวันที่ 28 กรกฎาคม 2566 ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม ที่ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงถึงความจงรักภักดี ตลอดที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระราชวิริยะอุตสาหะ เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่อาณาราษฎร ให้มีความสุขสวัสดิ์ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างพอเพียงและยั่งยืน โดยมีนางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ศาล ทหาร ตำรวจและประชาชนชาวประจวบฯ เข้าร่วมในพิธี จากนั้น ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ได้ประกอบพิธีวางพานพุ่มเงิน พานพุ่มทอง เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และประกอบพิธีจุดเทียนนำกล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ และถวายพระพรชัยมงคล พร้อมกันนี้ผู้เข้าร่วมพิธีได้ร่วมร้องเพลงสดุดีจอมราชา เสร็จแล้วเปล่งเสียงคำว่า “ทรงพระเจริญ” จำนวน 3 ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี

และที่บริเวณสวนหลวงราชินี 19 ไร่ เขตเทศบาลเมืองหัวหิน นายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน เป็นประธานถวายเครื่องราชสักการะ วางพานพุ่มเงิน พานพุ่มทอง เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมครบรอบ 71 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม โดยมีนายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน คณะผู้บริหารเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตำรวจ ทหาร องค์กรส่วนท้องถิ่น สมาคม สโมสร และประชาชนจำนวนมากร่วมในพิธี จากนั้นประธานพร้อมผู้เข้าร่วมในพิธีได้พร้อมใจกันจุดเทียน กล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ ถวายพระพรชัยมงคล และเปล่งเสียงคำว่า “ทรงพระเจริญ” จำนวน 3 ครั้ง โดยพร้อมเพรียงกัน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เทศบาลปากน้ำปราณจัดแห่เทียนพรรษา สืบสานประเพณีไทย

เทศบาลปากน้ำปราณจัดแห่เทียนพรรษา สืบสานประเพณีไทย

วันที่ 27 กรกฎาคม 2566 นายพีรศักดิ์ จิวรรจนะโรดม นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำปราณ พร้อมคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ภาคเอกชน สถานศึกษา ครู นักเรียน และชาวบ้านตำบลปากน้ำปราณ ร่วมกันจัดกิจกรรมแห่เทียนพรรษาถวายเป็นพุทธบูชา สืบสานประเพณีไทย ที่เทศบาลร่วมกับผู้นำชุมชน และประชาชนในเขตเทศบาลตำบลปากน้ำปราณจัดขึ้น เพื่อสืบสานงานประเพณีเข้าพรรษา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบัญญัติให้พระภิกษุสงฆ์จำพรรษาเป็นระยะเวลา 3 เดือนในช่วงฤดูฝน ระหว่างวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 โดยพระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งตลอดพรรษา เพื่อไม่ให้ออกไปเหยียบต้นกล้า ข้าวของชาวนาเสียหาย และในโอกาสอันดีนี้พุทธศาสนิกชนจึงได้ร่วมกันเข้าวัด ทำบุญตักบาตร ถือศีล ปฏิบัติธรรม ถวายผ้าอาบน้ำฝนและถวายเทียนพรรษาเพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้ใช้จุดเพิ่มแสงสว่างในการศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติกิจวัตรต่างๆ ตลอดระยะที่จำพรรษา

ดังนั้น พุทธศาสนิกชนจึงได้หล่อเทียนขนาดใหญ่ขึ้นมาถวายเป็นพระพุทธบูชา โดยเชื่อว่าอานิสงค์ผลบุญจากการถวายเทียนจะช่วยให้ชีวิตสว่างไสว รุ่งเรือง พบเจอแต่สิ่งดีๆ หากชีวิตมีปัญหา ก็จะพบแสงสว่าง สามารถเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้ เป็นเครื่องหมายของการส่องสว่างในชีวิตคู่ ส่วนใครที่ไร้คู่ ก็จะช่วยส่องทางให้พบคู่ในเร็ววัน การถวายเทียนเข้าพรรษามีเป็นพิธีสวยงามมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และในสมัยรัตนโกสินทร์การถวายเทียนเข้าพรรษาถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญ

นายพีรศักดิ์ นายกเทศบาลตำบลปากน้ำปราณ กล่าวว่ากิจกรรมวันเข้าพรรษาที่เทศบาลปากน้ำปราณร่วมกับโรงเรียนบ้านปากน้ำปราณ, โรงเรียนพิเศษศึกษา, โรงเรียนปากน้ำวิทยา ปีนี้เริ่มนำกลับมารื้อฟื้นใหม่ เพราะผ่านสถานการณ์โควิดระบาด ทำให้ไม่ได้จัดงานมาหลายปี ปีนี้จึงตั้งใจอยากมีกิจกรรมให้เด็กๆ ในชุมชนมีพื้นที่แสดงออก สำหรับเทียนพรรษาจะนำไปถวายให้กับวัดปากคลองปราณ วัดเก่าเขาน้อย และขอเชิญชวนประชาชนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง มาร่วมงานซึ่งเทศบาลจะจัดขึ้นทุกปี เพื่อให้เป็นประเพณีที่อยู่คู่กับชาวตำบลปากน้ำปราณตลอดไป.

สมบัติ ลิมปจีระวงษ์….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

พสกนิกรลงนามถวายพระพรชัยมงคล “ในหลวง ร.10” ที่ศาลาราชประชาสมาคม

พสกนิกรลงนามถวายพระพรชัยมงคล “ในหลวง ร.10” ที่ศาลาราชประชาสมาคม

วันที่ 28 กรกฎาคม 2566 ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยนางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ นำข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารพระสงฆ์จำนวน 72 รูป ที่บริเวณหน้าศาลหลักเมืองจังหวัดประจวบฯ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ วันที่ 28 กรกฎาคม 2566 เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงถึงความจงรักภักดี จากนั้นได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ กุ้งทะเล จำนวน 3 แสนตัว ลงสู่ท้องทะเลอ่าวประจวบฯ ที่บริเวณหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ส่วนที่โดมเอนกประสงค์โรงเรียนหัวหิน นายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ตำรวจ ทหาร และประชาชนชาวหัวหินร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อถวายเป็นประราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยมีพระครูวิจิตรธรรมวิภัช เจ้าคณะอำเภอหัวหิน เจ้าอาวาสวัดบุษยะบรรพต นำพระสงฆ์จากวัดต่างๆ ในอำเภอหัวหินออกรับบิณฑบาต จากนั้นได้ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ศาลาราชประชาสมาคม วังไกลกังวล อ.หัวหิน ทั้งนี้ตลอดทั้งวันได้มีประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรอย่างต่อเนื่อง.

โดยบริเวณที่ออกใบเหยียบย่ำ ไม่เป็นป่าหวงห้ามในขณะนั้น ต่อมาได้มีกฎกระทรวงฉบับที่ 222 (พ.ศ.2510) กำหนดป่าคลองเก่า – คลองคอย เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ที่ดินตามใบเหยียบย่ำดังกล่าวได้ถูกผนวกเข้าเป็นป่าสงวนแห่งชาติด้วย แต่ใบเหยียบย่ำได้ออกมาก่อนกฎกระทรวงฉบับที่ 222 (พ.ศ.2510) กำหนดป่าคลองเก่า – คลองคอย เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ใบเหยียบย่ำจึงออกมาโดยชอบด้วยกฎหมาย

กรมที่ดิน จึงได้มีหนังสือด่วนมาก ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่ต้องดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้ง 11 แปลง เมื่อปี พ.ศ.2533 นาย “ว” ได้ซื้อที่ดินทั้ง 11 แปลง และเมื่อปี พ.ศ.2547 “ว” ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน (ที่งอกชายทะเล) ทั้ง 11 แปลง

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าเรื่องนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีคำสั่งให้ออกโฉนด เพียง 2 วันก่อนเกษียณอายุราชการนอกจากนี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่าผู้ที่ซื้อเอกสารสิทธิ์และขอออกโฉนดมีหนึ่งรายที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดย ป.ป.ช.จะตรวจสอบรายละเอียดเรื่องนี้อย่างละเอียดต่อไป.

ภาพ/ข่าว : เอกภพ วงษ์ประเสริฐ

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เลขาธิการ ป.ป.ช. ตรวจสอบการขอออกโฉนดทับซ้อนในเขตวนอุทยานปราณบุรี

เลขาธิการ ป.ป.ช. ตรวจสอบการขอออกโฉนดทับซ้อนในเขตวนอุทยานปราณบุรี

วันที่ 26 กรกฎาคม 2566 นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมด้วย นายหิรัณย์เศรษฐ เหยี่ยวประยูร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 7 น.ส.จุฑารัตน์ เหลืองเพิ่มสกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดประจวบฯ นายสมศักดิ์ กรีธาธร หัวหน้าวนอุทยานปราณบุรี นายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี บรรณาธิการบริหารสำนักข่าวเนชั่น พร้อมคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลาง และสื่อมวลชนพื้นที่จังหวัดประจวบฯ ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบการยื่นขอออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนในเขตที่ดินของวนอุทยานปราณบุรี ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยตรวจพบว่ามีชื่อ สว.โผล่ขอยื่นออกเอกสารด้วย จำนวน 2 แปลง

โดยเรื่องดังกล่าว ได้มีการออกโฉนดที่ดินจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) รวมทั้งสิ้น 11 แปลง ผู้ถือกรรมสิทธิ์ได้จดทะเบียนขายแก่ “ว” และต่อมา “ว” ได้ขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6179 6180 6181 แก่ “พ” วันที่ 23 ธันวาคม 2554 ส่วนอีก 8 แปลง “ว” จดทะเบียนโอนชำระค่าหุ้นรวมแปดโฉนดแก่บริษัท “ด” ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในปัจจุบัน

จากหลักฐานเดิม หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 45 เล่มที่ 18 (1) หน้า 19 หมู่ 1 ต.ปากน้ำ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2520 เนื้อที่ 19-3-79ไร่ ได้แบ่งแยกเป็น น.ส.3 เลขที่ 108/95 (ไม่ปรากฏว่ามีการนำไปออกโฉนดหรือไม่) และได้แบ่งแยกแล้วนำไปออกโฉนดที่ดิน อีกจำนวน 11 แปลง (รวม 12 แปลง ได้เนื้อที่รวม 23-0-46.5 ไร่ มากกว่าหลักฐาน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 95 จำนวน 3-0-67.5 ไร่

การออกโฉนดที่ดินดังกล่าว มีการร้องเรียนว่าการออกโฉนดที่ดินจำนวน 11 แปลง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองเก่า – ป่าคลองคอย สำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงได้เรียกคืนโฉนดที่ดินทั้งจำนวน 11 แปลง เพื่อพิจารณาดำเนินการเพิกถอน จึงมีการร้องทุกข์ไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาขอความเป็นธรรม คณะกรรมการกฤษฎีกา จึงให้กรมป่าไม้ตรวจสอบและพิจารณาแล้ว ได้มีหนังสือกรมป่าไม้ แจ้งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าการออกโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อเนื่องจากใบเหยียบย่ำดังกล่าว อยู่นอกเขตป่าคุ้มครอง ซึ่งได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าคลองเก่า ในท้องที่ตำบลปากคลอง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พุทธศักราช 2484

โดยบริเวณที่ออกใบเหยียบย่ำ ไม่เป็นป่าหวงห้ามในขณะนั้น ต่อมาได้มีกฎกระทรวงฉบับที่ 222 (พ.ศ.2510) กำหนดป่าคลองเก่า – คลองคอย เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ที่ดินตามใบเหยียบย่ำดังกล่าวได้ถูกผนวกเข้าเป็นป่าสงวนแห่งชาติด้วย แต่ใบเหยียบย่ำได้ออกมาก่อนกฎกระทรวงฉบับที่ 222 (พ.ศ.2510) กำหนดป่าคลองเก่า – คลองคอย เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ใบเหยียบย่ำจึงออกมาโดยชอบด้วยกฎหมาย

กรมที่ดิน จึงได้มีหนังสือด่วนมาก ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่ต้องดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้ง 11 แปลง เมื่อปี พ.ศ.2533 นาย “ว” ได้ซื้อที่ดินทั้ง 11 แปลง และเมื่อปี พ.ศ.2547 “ว” ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน (ที่งอกชายทะเล) ทั้ง 11 แปลง

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าเรื่องนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีคำสั่งให้ออกโฉนด เพียง 2 วันก่อนเกษียณอายุราชการนอกจากนี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่าผู้ที่ซื้อเอกสารสิทธิ์และขอออกโฉนดมีหนึ่งรายที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดย ป.ป.ช.จะตรวจสอบรายละเอียดเรื่องนี้อย่างละเอียดต่อไป.

ภาพ/ข่าว : เอกภพ วงษ์ประเสริฐ

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เปิดเส้นทางเลี่ยงในช่วงวันหยุดยาว 6 วัน

เปิดเส้นทางเลี่ยงในช่วงวันหยุดยาว 6 วัน

วันที่ 27 กรกฎาคม 2566 นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่าจากการที่ได้รัฐบาลประกาศวันหยุดพิเศษเพิ่มอีก 1 วันทำให้มีวันหยุดราชการ 6 วัน (28 ก.ค. – 2 ส.ค.) ดังนั้นจะมีการสัญจรขึ้นล่องผ่านจังหวัดประจวบคีรีจันธ์เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันบริเวณถนนบายพาสชะอำ – ปราณบุรี (ถนนทางหลวงหมายเลข 37) ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 45+700 ถึงหลักกิโลเมตรที่ 46+600 และสามแยกวังยาว อำเภอปราณบุรี ในช่วงนี้มีการก่อสร้างสะพาน อาจจะทำให้การจราจรติดขัดได้ จึงได้ประสานไปยังแขวงการทางประจวบคีรีขันธ์ให้หยุดการก่อสร้างชั่วคราว พร้อมเปิดเส้นทางการจราจร และตำรวจ สภ.ปราณบุรี ได้แนะนำทางเลี่ยงเพื่อให้ผู้คนสัญจรเดินทางช่วงเทศกาลได้อย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น

โดยเส้นทางที่เปิดให้มีทางเลี่ยงสำหรับรถเล็ก ดังนี้
– จาก อ.ชะอำ มุ่งหน้าลงใต้ เมื่อมาถึงสี่แยกหนองไผ่ หลัก กม.ที่ 39+170 ให้เลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนนเส้น 4030
– ขับตรงไป 1.2 กิโลเมตร เจอทางสามแยก ให้เลี้ยวขวาไปตามถนนเส้น 2004
– ขับตรงไป 7.5 กิโลเมตร จะออกถนนบายพาส ชะอำ – ปราณบุรี ที่ กม. 46+750

ทั้งนี้ขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนในช่วงวันหยุดหลายวันนี้ ขับขี่รถด้วยความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นได้.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ชาวบ้านชุมชนป่าสน แม่รำพึง วอนภาครัฐช่วย หลังถูกฟ้องขับไล่ที่อยู่มากว่า 30 ปี

ชาวบ้านชุมชนป่าสน แม่รำพึง วอนภาครัฐช่วย หลังถูกฟ้องขับไล่ที่อยู่มากว่า 30 ปี

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2566 น.ส.สุกัญญา สุขสวัสดิ์ อาบุ 48 ปี ชาวบ้านชุมชนป่าสน หมู่ 2 ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยตัวแทนชาวบ้านชุมชนป่าสน หลายสิบคน เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อขอเข้าพบนายเลิศยศ แย้มพราย นายอำเภอบางสะพาน เพื่อขอความช่วยเหลือ หลังจากถูกกรมเจ้าท่าฯ ยื่นดำเนินคดีฟ้องขับไล่กรณีสร้างบ้านเรือนบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ของกรมเจ้าท่าฯ แต่เจ้าหน้าที่ได้แจ้งกับชาวบ้านว่านายอำเภอติดราชการด่วนอยู่ที่ศาลากลางจังหวัด ชาวบ้านจึงแยกย้ายกันกลับ และนัดกันมาใหม่ในสัปดาห์หน้า

น.ส.สุกัญญา เปิดเผยว่า ชาวบ้านชุมชนป่าสน แม่รำพึง ได้ปลูกสร้างบ้านเรือน อาศัยอยู่ในที่ดิน ที่เป็นข้อพิพาท มานานกว่า 30 ปี บางคนเกิดและโตอยู่ที่นี่ ประกอบอาชีพประมงหาเลี้ยงชีพ ซึ่งชาวบ้านในชุมชนมีทั้งสิ้น 28 ครัวเรือน อาศัยอยู่รวมกันนับร้อยชีวิต ซึ่งเดิมเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ตอนชาวบ้านเข้ามาอาศัยอยู่ ยังไม่มีเจ้าของที่ หรือหน่วยงานใด มาชี้ชัดว่าเป็นผู้ครอบครอง ดูแลเป็นเจ้าของ ชาวบ้านจึงเข้ามาปลูกบ้านเรือนอยู่อาศัยและทำกินกันมาเรื่อย กระทั่งประมาณปี พ.ศ.2555 มีหนังสือจากสำนักงานเจ้าท่าฯ ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายออกไปจากพื้นที่ เราพยายามขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐต่างๆ เพื่อขอความเมตตา กระทั่งล่าสุด ชาวบ้านทั้ง 28 ครอบตรัว ถูกยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในข้อหาปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปบนชายหาดของทะเลอ่าวไทย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า ซึ่งเจ้าท่าฯ มีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ดังกล่าว ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2565 แต่ชาวบ้านไม่ปฎิบัติตาม ทางสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาประจวบคีรีขันธ์ จึงได้ฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งในปัจจุบันคดีดังกล่าวยังไม่มีการพิจารณา และอยู่ในกระบวนการยุติธรรม จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเจรจาให้ชาวบ้านได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่อไป หรือหากต้องรื้อถอนบ้านเรือนทั้งหมดจริงๆ ก็อยากให้หน่วยงานรัฐช่วยจัดสรรพื้นที่ให้สำหรับปลูกสร้างบ้านเรือนต่อไป หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ ชาวบ้านนับร้อยชีวิตจะกลายเป็นคนไร้บ้านที่อยู่อาศัยทันที

นายเลิศยศ แย้มพราย นายอำเภอบางสะพาน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงกรณีดังกล่าวว่าเรื่องดังกล่าว ทางอำเภอและจังหวัดได้รับทราบปัญหาแล้ว ซึ่งต้องเเบ่งออกเป็น 2 กรณี คือเรื่องของการฟ้องร้องขับไล่ เป็นเรื่องระหว่างเจ้าท่าฯ กับชาวบ้าน ทางอำเภอไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายเรื่องดังกล่าวได้ และในส่วนความช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ทางจังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการลงพื้นที่เพื่อประชุมพูดคุยกับชาวบ้าน และประชุมในระดับจังหวัด มีการสอบถามไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ สปก. ที่ดินธนารักษ์ ยังไม่มีพื้นที่ ที่จะนำมาจัดสรรให้ชาวบ้านได้และได้มีการชี้แจงให้ชาวบ้านรับทราบ และจะมีการประชุมในระดับจังหวัดอีกครั้ง เพื่อหาทางออกโดยได้ข้อสรุปว่าจะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวโดยใช้กลไกของกองทุน คล้ายๆ กับที่อำเภอหัวหินและนำมาเสนอกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบว่าเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวหรือไม่ต่อไป ซึ่งทางจังหวัดกำลังดำเนินการอยู่.

พิสิษฐ์ รื่นเกษม….รายงาน