Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

ปราณบุรี เตรียมจัด ‘Songkran Pran Beach Festival 2026 & Bikini Run’ ปาร์ตี้ริมหาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

ปราณบุรี เตรียมจัด ‘Songkran Pran Beach Festival 2026 & Bikini Run’ ปาร์ตี้ริมหาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นายราม สิงหโศภิษฐ์ นายอำเภอปราณบุรี เป็นประธานประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน ‘Songkran Pran Beach Festival 2026 & Bikini Run’ ที่ห้องประชุมสภาเทศบาลตำบลปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบฯ มี น.ส.นลิน มาคเชนทร์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดประจวบฯ นางปัณรสี สู่ศิริรัตน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด นายพีรศักดิ์ จิวรรจนะโรดม นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำปราณ บุคลากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะผู้จัดงาน เข้าร่วมการประชุม เพื่อรับฟังความคืบหน้าในการจัดงาน การจัดการจราจรและรักษาความปลอดภัย ซึ่งในที่ประชุมได้เน้นเรื่องการควบคุมเหตุทะเลาะวิวาทและการตรวจสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด รวมถึงการจัดบุคลากรให้เพียงพอต่อการอำนวยความสะดวกเรื่องการจราจร ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมวิ่ง Fun run 5 กิโลเมตร สนุกกับ Beach Party + EDM + HipHop จากศิลปินและดีเจชื่อดัง อาทิ LAZYLOXY & SAMBLACK, โดม ปกรณ์ ลัม (DJ Set), เด็บบี้ บาซู (90s Queen), DJ Roxy June / พีท ทองเจือ (Lazy Prince) 3 สาว Seven Star และทัพดีเจอีกเพียบ ! ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลที่สวยงาม ในวันที่ 11 เมษายนนี้ ที่ลาน 24 ไร่ ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี

‘Fantastic Roadway’ ร่วมกับเทศบาลตำบลปากน้ำปราณ จัดงาน ‘Songkran Pran Beach Festival 2026 & Bikini Run’ ขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้แก่ชุมชน โดยจัดกิจกรรมด้านความบันเทิงมอบประสบการณ์แก่ผู้ชื่นชอบดนตรีและการออกกำลังกาย ผสมผสานกับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยว ควบคู่กับการใส่ใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และเพื่อเป็นแรงบันดาลใจผลักดันให้อำเภอปราณบุรี เป็นพื้นที่หมุดหมายของการท่องเทียวในครั้งต่อไป โดยรายได้ส่วนหนึ่งนำไปสมทบทุนมอบให้แก่อำเภอปราณบุรี เพื่อจัดหาอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์มอบให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติในครั้งนี้กว่า 5,000 คน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ยุติธรรมประจวบฯ ติวเข้มศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน ระงับข้อพิพาททั้งทางแพ่งและอาญา

ยุติธรรมประจวบฯ ติวเข้มศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน ระงับข้อพิพาททั้งทางแพ่งและอาญา

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายปิยชาติ ไฮ้คง หัวหน้ากลุ่มอำนวยความยุติธรรมและนิติการ สำนักงานยุติธรรมจังหวัดประจวบฯ ได้รับมอบหมายจากนางพรโพยม นาคน้อย รักษาการยุติธรรมจังหวัด เป็นประธานเปิดโครงการจัดฝึกอบรมการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของคณะทำงาน ตามภารกิจของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ปี 2569 ที่ห้องประชุมเกาะหลัก ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัด โดยมี น.ส.ศิริวรรณ รัตนสิทธิ์ชัชวาล เจ้าหน้าที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สำนักงานยุติธรรมจังหวัด กล่าวรายงาน และมีประธานและคณะทำงานบริหารประจำศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนสถานีตำรวจภูธร ทั้ง 15 สภ.ในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ ประกอบด้วย สภ.หัวหิน, สภ.หนองพลับ, สภ.ปราณบุรี, สภ.อ่าวน้อย, สภ.คลองวาฬ, สภ.สามร้อยยอด, สภ.สามกระทาย, สภ.บ้านยางชุม, สภ.ปากน้ำปราณ, สภ.เมืองฯ, สภ.ทับสะแก, สภ.ห้วยยาง, สภ.บางสะพาน, สภ.บางสะพานน้อย และ สภ.ธงชัย ประธานและคณะทำงานบริหารประจำศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน อบต. จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ อบต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี, อบต.ธงชัย อ.บางสะพาน, อบต.ชัยเกษม อ.บางสะพาน, อบต.ช้างแรก อ.บางสะพานน้อย, อบต.สามกระทาย อ.กุยบุรี และ อบต.เขาล้าน อ.ทับสะแก เข้าร่วม

นายปิยชาติ ไฮ้คง กล่าวว่า สำนักงานยุติธรรมจังหวัดประจวบฯ คาดหวังว่าทุกท่านที่ผ่านการฝึกอบรมในครั้งนี้ จะได้ช่วยสนับสนุน ส่งเสริม พัฒนาและขับเคลื่อนการดำเนินงานของศูนย์โกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนในแต่ละพื้นที่ ในบทบาทภารกิจการระงับข้อพิพาททางแพ่งที่มีทุนทรัพย์ไม่มากนัก และข้อพิพาททางอาญาบางประเภทได้ ด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อันเกิดจากความสมัครใจของคู่กรณี และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยสะดวกรวดเร็วและไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร เกิดความเท่าเทียมกันและเสมอภาคทุกชนชั้นในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญูและนโยบายรัฐบาล โดยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามกฎหมายนี้

ด้าน น.ส.ศิริวรรณ รัตนสิทธิ์ชัชวาล กล่าวว่า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกันไม่น้อยกว่า 5 คน จัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ตามระเบียบกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน พ.ศ.2562 โดยกำหนดให้คณะทำงานศูนย์ฯ มีบทบาทหน้าที่ดังนี้คือ 1.ประสานจัดกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 2.จัดทำแผนการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณ 3.ส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 4. ประสานการดำเนินงานไกล่เกลี่ยระหว่างพื้นที่ 5.รายงานผลการดำเนินงานต่อ สำนักงานยุติธรรมจังหวัดประจวบฯ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริม พัฒนาและสนับสนุนให้มีการขับเคลื่อนการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยการไกล่เกลี่ยของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน สำนักงานยุติธรรรมจังหวัดจึงได้จัดฝึกอบรมการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของคณะทำงานตามภารกิจของศูนย์โกล่เกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนขึ้น กลุ่มเป้าหมายคือประธานและคณะทำงานบริหารศูนย์ฯ หรือคณะทำงานที่ได้รับมอบหมาย ที่ผ่านการตรวจประเมินตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อตั้งศูนย์ใกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ให้เข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานด้วย ซึ่งหลักสูตรในการฝึกอบรมประกอบไปด้วย 1. การรับคำร้องขอไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 2. การออกหนังสือบันทึกข้อตกลงการระงับข้อพิพาท 3.การเบิกจ่ายค่าตอบแทนผู้ไกล่เกลี่ย ตามระเบียบกระทรวงยุติธรรม 4.การยืนคำขอเบิกค่าจัดกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 5.การเตรียมความพร้อมเพื่อประเมินประจำปีของของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน.

บุญมา ลิบลับ…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เริ่มตำบลต้นแบบรักษ์สุขภาพ ส่งเสริมสุขภาวะชุมชนด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิต

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เริ่มตำบลต้นแบบรักษ์สุขภาพ ส่งเสริมสุขภาวะชุมชนด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิต

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kickoff Wellness Sandbox ตำบลต้นแบบ 8 ตำบล 8 อำเภอ จังหวัดประจวบรักษ์สุขภาพ ตามโครงการพื้นที่ต้นแบบรักษ์สุขภาพเวชศาสตร์วิถีชีวิต ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบล กม.5 ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบฯ มีนายประทีป บริบูรณ์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายเนรมิต เหลืองอร่ามฟ้า นายอําเภอเมืองประจวบฯ นางจารุรัตน์ พัฒน์ทอง รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน จำนวน 140 คนเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีการเชื่อมโยงสัญญาณผ่านระบบออนไลน์ไปยัง 8 อำเภอ เพื่อมอบนโยบายเป้าหมาย “Prachuap Model 2026 : การขับเคลื่อน Wellness Economy & Lifestyle Medicine สู่การเป็น ประจวบคีรีขันธ์ เมืองอายุยืน”

จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบธรรมนูญสุขภาพให้แก่เทศบาลตำบล กม.5 และ อบต.อ่าวน้อย เพื่อส่งเสริมการนำแนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิต มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในหมู่บ้านและชุมชน ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ผ่านเสาหลัก 6 ประการ ได้แก่ การบริโภคอาหารที่เหมาะสม การมีกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอ การนอนหลับเพียงพอ การหลีกเลี่ยงสารเสพติด การจัดการความเครียด และการมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี ช่วยป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มพบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน กล่าวว่า ปัจจุบัน จังหวัดประจวบฯ กำลังเผชิญกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ควบคู่กับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงถึงร้อยละ 24.24 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งภายใต้นโยบาย “ประจวบต้องไปต่อ Next Move Prachuap” มีกลไกการทำงานบูรณาการความร่วมมือผ่านกลไก “8 เซียน” และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ใน 11 ประเด็นสำคัญของจังหวัด มุ่งเน้นประเด็น “จังหวัดรักษ์สุขภาพ” เพื่อส่งเสริมสุขภาพประชาชนควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตในระดับบุคคล ครอบครัวและชุมชน โครงการนี้จึงได้นำแนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสุขภาพของประชาชน ผ่านบริบทของบ้าน วัด โรงเรียน และชุมชน เพื่อให้การดูแลสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน การขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบในครั้งนี้ มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ เช่น การพัฒนาครู นักเรียน และแกนนำชุมชนให้เป็น Lifestyle Coach การบูรณาการแนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิตผ่านผู้นำศาสนา ตลอดจนการขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) และการจัดทำธรรมนูญสุขภาพตำบล ในประเด็น NCDs เพื่อให้เกิดการดูแลสุขภาพในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ร่วมกันออกแบบชุมชน ตำบล และอำเภอ ให้เป็นเมืองแห่งสุขภาวะ หากทุกภาคส่วนในพื้นที่ร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะสามารถพัฒนาชุมชนให้เป็นเมืองแห่งสุขภาวะ หรือ Wellness City ที่ประชาชนมีสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนา เศรษฐกิจสุขภาพของจังหวัดได้ในอนาคต

โอกาสนี้ ดร.ผาสุข แก้วเจริญตา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลลับแล จ.อุตรดิตถ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต มาเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “การออกแบบเมืองสุขภาวะ Wellness City ตามแนวคิด Lifestyle Medicine เพื่อสุขภาวะชุมชน” พร้อมมีการแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อออกแบบเมืองแห่งสุขภาวะชุมชน ได้แก่ กลุ่มที่ 1: เวชศาสตร์วิถีชีวิตในชุมชน / บ้าน / ลานกิจกรรม กลุ่มที่ 2: เวชศาสตร์วิถีชีวิตในโรงเรียน / ศาสนสถาน กลุ่มที่ 3: แหล่งท่องเที่ยวชุมชน, สร้างงาน สร้างอาชีพ, tourism package ซึ่งผู้ร่วมกิจกรรมได้ร่วมกันนำเสนอแนวคิดรายกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนพัฒนาตำบลต้นแบบรักษ์สุขภาพต่อไป.

Categories
กีฬา ข่าว ทั้งหมด

เริ่มแล้ว ‘Run Khan Do III’ รองผู้ว่าฯ มอบธงวิ่งสนามแรกที่ปราณบุรี 25 มีนาคมนี้

เริ่มแล้ว ‘Run Khan Do III’ รองผู้ว่าฯ มอบธงวิ่งสนามแรกที่ปราณบุรี 25 มีนาคมนี้

วันที่ 8 มีนาคม 2569 นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานมอบธง จังหวัดรักษ์สุขภาพ และธงกิจกรรม Run Khan Do III “วิ่งกันดุ๊ 3” เพื่อเตรียมพร้อมในการเป็นเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเป็นสนามแรกที่อำเภอปราณบุรี ที่ลานกิจกรรมที่ว่าการอำเภอปราณบุรี จ.ประจวบฯ มีร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด นายราม สิงหโศภิษฐ์ นายอำเภอปราณบุรี ดร.สิริกร หน่อทิม ประธานองค์กรภาคีเครือข่ายชมรมผู้ประกอบการค้าอาหารและตลาด กลุ่ม 8 จังหวัด ภาคกลางตะวันตก /นายกสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารและแผงลอยแห่งประเทศไทย จ.ประจวบฯ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ภาคเอกชน ประชาชนและกลุ่มเครือข่ายคนรักษ์สุขภาพ ทั้งในและนอกพื้นที่เข้าร่วมในพิธี

นายปรีดา สุขใจ กล่าวว่า กิจกรรมรวมพลคนรักษ์สุขภาพ ได้จัดมาอย่างต่อเนื่องมา ไม่ต่ำกว่า 5 ปี แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายคนรักษ์สุขภาพในอำเภอปราณบุรี ซึ่งในครั้งนี้มีกิจกรรมที่จังหวัดเข้ามาร่วมด้วย คือกิจกรรม “วิ่งกันดุ๊ 3” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 25 มีนาคมนี้ ที่อำเภอปราณบุรีเป็นสนามแรกเช่นเดียวกับสองครั้งที่เคยจัดมา และจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปจนครบทุกอำเภอ เป็นระยะเวลาถึง 4 เดือนเต็ม และปีนี้จะพิเศษกว่าปีที่ผ่านมา คือจะมีการใช้จะแอปพลิเคชัน CCC (Calories Credit Challenge) มาเป็นเครื่องมือเพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เห็นพัฒนาการและเก็บเป็นประวัติด้านสุขภาพ นอกจากนี้ ยังเพิ่มกิจกรรมการวิ่งเทรล (Trail Running) อีก 2 อำเภอ คือ อ.ปราณบุรี ที่จะจัดขึ้นวันที่ 30 พฤษภาคม และ อ.ทับสะแก

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมวิ่งแต่ละสนามจะได้รับของที่ระลึก เป็นหมวก ซึ่งแต่ละสนามลายจะไม่ซ้ำกันด้วย ในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากพิธีมอบธงสัญลักษณ์แก่อำเภอปราณบุรีแล้ว ยังมีการร่วมกันออกกำลังกายหมู่ การแสดงจากกลุ่มรวมพลคนรักษ์สุขภาพทั้ง 12 ทีม ซึ่งประกอบด้วยนักแสดงกว่า 200 คน ได้ร่วมแสดงอย่างสนุกสนาน อาทิเช่น ลีลาศ แอโรบิค นาฏศิลป์ และไลน์แดนซ์ เป็นต้น เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพกายและใจ ของคนในชุมชนให้แข็งแรง พัฒนาทักษะส่วนบุคคล และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค

กิจกรรมวิ่ง Run Khan Do “วิ่งกันดุ๊” จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนโยบายจังหวัดประจวบฯ รักษ์สุขภาพ ให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี มีร่างกายแข็งแรง และเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพในระดับอำเภอ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด “Next Move Prachuap ประจวบต้องไปต่อ” ของนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ รวมทั้งจังหวัดรักษ์สุขภาพที่จะนำไปสู่การสร้าง ”สุขภาพที่ดี วิถีคนประจวบ” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสุขภาพโดยการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง สร้างเครือข่ายสุขภาพในระดับชุมชน อำเภอ และจังหวัด และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ ในระดับอำเภอ ที่ผ่านมามีประชาชนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมนี้นับหมื่นคน

สำหรับ “วิ่งกันดุ๊#3” ในปีนี้ มีกิจกรรมหลากหลายมากขึ้น ทั้งการเดิน – วิ่งเพื่อสุขภาพ, วิ่งเทรล และปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติ รวม 12 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ทุกอำเภอในจังหวัด จัดต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2569 เริ่มสนามแรกวันที่ 25 มีนาคม ที่ปราณบุรี สนาม 2 วันที่ 8 เมษายน ที่ทับสะแก สนาม 3 วันที่ 22 เมษายน ที่หัวหิน สนาม 4 วันที่ 6 พฤษภาคม ที่เมืองประจวบฯ สนาม 5 วันที่ 20 พฤษภาคม ที่สามร้อยยอด สนาม 5.1 วันที่ 30 พฤษภาคม ที่ปราณบุรี สนาม 6 วันที่ 10 มิถุนายน ที่บางสะพาน สนาม 6.1 วันที่ 17 มิถุนายน ที่ทับสะแก สนาม 7 วันที่ 24 มิถุนายน ที่กุยบุรี สนาม 8 วันที่ 8 กรกฎาคม ที่บางสะพานน้อย สนาม 9 วันที่ 22 กรกฎาคม ที่เมืองประจวบฯ และ Special Track วันที่ 26 กรกฎาคม ปั่นจักรยานเทิดพระเกียรติ ที่เมืองประจวบฯ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการสมัคร วันเวลาและสถานที่จัดกิจกรรมอย่างเป็นทางการได้ที่เพจเฟซบุ๊ก: Run Khan Do – วิ่งกันดุ๊.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

สปสช. เขต 5 ราชบุรี ประชุมหน่วยงานภาคี ช่วยกลุ่มเปราะบางในสถานคุ้มครองบ้านประจวบโชค

สปสช. เขต 5 ราชบุรี ประชุมหน่วยงานภาคี ช่วยกลุ่มเปราะบางในสถานคุ้มครองบ้านประจวบโชค

วันที่ 6 มีนาคม 2569 คณะเจ้าหน้าที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 5 ราชบุรี นำโดยนางจินตนา แววสวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วย น.ส.ใจทิพย์ สอนดี ผู้เชี่ยวชาญ สปสช.เขต 5 และเจ้าหน้าที่ สปสช.เขต 5 จัดประชุมสร้างความรู้ความเข้าใจ บูรณาการกับภาคีร่วมดำเนินการกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงบริการในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งประจวบคีรีขันธ์ ที่ห้องประชุมสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งประจวบคีรีขันธ์ (บ้านประจวบโชค) ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีนางวีระนุช ยิ้มหนองโพธิ์ ผู้ปกครองสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งประจวบฯ พร้อมนักพัฒนาสังคม นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาพยาบาลประจำสถานคุ้มครอง และเจ้าหน้าที่สถานปกครองคนไร้ที่พึ่ง ให้การต้อนรับ โดยมีภาคีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน เข้าร่วม ประกอบด้วย น.ส.รัตนาวดี วิเชียรฉาย รักษาการผู้อำนวยการสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ (รพ.สต.) บ้านนิคม กม.5 นางดารุณี ศราภัยวานิช พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ และ น.ส.ดรุณี นพคุณวิจัย พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ สสจ.ประจวบฯ น.ส.พนิดา ชูแข นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด นางสุธาทิพย์ รัฐนันทมงคล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ รพ.ประจวบฯ น.ส.ภาวิณี นะพะวาน เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน อบต.อ่าวน้อย นายวิบูลย์ กลัดสมบูรณ์ ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภค อ.เมือง นายอัมรินทร์ วัจนรัตนากูล เจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพภาคประชาชน จ.ประจวบฯ คณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน (อคม.)เขต 5 ราชบุรี นายประเสริฐ ลิ้นจี่ ข้าราชการบำนาญ อบต.อ่าวน้อย

น.ส.ใจทิพย์ สอนดี ผู้เชี่ยวชาญ สปสช.เขต 5 กล่าวว่า ภารกิจของ สปสช.เขต 5 จะสนับสนุนการบูรณาการในพื้นที่ภาคตะวันตกทั้ง 8 จังหวัด ได้แก่จังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อปี 2563 ได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ในการพัฒนาการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพของคนไทย ที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อบูรณาการความร่วมมือดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการในระบบหลักประกันสุขภาพ และประสานการทำงานอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงบทบาทหน้าที่ แก้ปัญหาการเข้าถึงสิทธิกลุ่มคนไทย ที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน และปัญหาอื่นๆ

ที่ผ่านมา แต่ละหน่วยงานมีการประชุมหารือกันมาตลอด โดยเมื่อปี 2566 กระทรวง พม. และ สปสช. ได้ประชุมหารือตั้งต้นกันว่า ในกลุ่มคนที่คิดว่าน่าจะมีกลุ่มเปาะบาง มีคนที่มีปัญหาเรื่องสิทธิ เรื่องการเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล เข้าไม่ถึงการรักษาสุขภาพ น่าจะมีจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มหนึ่งที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มคนไร้ที่พึ่ง กลุ่มคนที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ต่างๆ

นอกจากนี้ ยังเป็นการประชุมหารือของหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาร่วมกันสนับสนุน วางแผนช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้บริการ(กลุ่มเปราะบาง) ที่มีปัญหาให้เข้าถึงบริการสุขภาพ ได้รับบริการสุขภาพกาย จิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิในการรักษา ได้มีการตกลงให้ช่วยกันย้ายสิทธิการรักษาพยาบาล มาอยู่ในความดูแลของสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ กม.5 และ รพ.ประจวบฯ กลุ่มคนที่มีปัญหาสถานะสิทธิ หาช่องทางการคืนสิทธิสถานะความเป็นไทย ให้ตามหาเอกสาร หาญาติเพื่อมาตรวจ DNA หรือประสานงานกับงานทะเบียนท้องถิ่น บูรณาการในการส่งต่อข้อมูลของแต่ละหน่วยงานในการร่วมแก้ไขปัญหา บูรณาการกันร่วมให้ความช่วยเหลือในการให้บริการส่งเสริมสุขภาพร่วมกัน เช่น การคัดกรองโรคเบาหวาน ความดัน วัณโรค การดูแลผู้ป่วยจิตเวช การฟื้นฟูทำกายภาพ อุปกรณ์ทำแผล แพมเพิร์ส ฯลฯ ในการแบ่งปันทรัพยากร การจัดสรรงบประมาณ การร่วมกันตรวจรักษาของแต่ละหน่วยงานที่จะสามารถช่วยเหลือกันได้

นางจินตนา แววสวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สปสช.เขต 5 กล่าวว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 5 ราชบุรี มีประเด็นหารือแผนการเพิ่มการเข้าถึงบริการตามชุดสิทธิประโยชน์และการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งประจวบฯ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสถานการณ์ปัญหา และรูปแบบการให้บริการด้าน กำหนดบทบาททิศทางในการสนับสนุนการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่วมดำเนินงานเพื่อค้นหาประชาชนกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 5 ราชบุรี ได้รับการประสานจากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดประจวบฯ ในการร่วมแก้ไขเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง

นางวีระนุช ยิ้มหนองโพธิ์ ผู้ปกครองสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งประจวบฯ กล่าวว่าที่บ้านประจวบโชค มีเจ้าหน้าที่ 47 คน เป็นเจ้าหน้าที่จ้างเหมา 25 คน ซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญมาก ในการดูแลรับผิดชอบผู้ใช้บริการ ในส่วนผู้ใช้บริการ ณ เวลานี้จะไม่รวมผู้ใช้บริการที่ออกไปทำงานข้างนอก ซึ่งในการทำงานข้างนอกจะมีโครงการจ้างรายวัน ตาม มาตรา 35 ที่ไปทดลองอยู่กับสถานประกอบการ และที่ไปอยู่กับนิคมสร้างตนเองฯ ทำให้ตอนนี้บ้านประจวบโชค มีผู้ใช้บริการทั้งหมด 427 คน แบ่งเป็นชาย 300 คน หญิง 127 คน ในจำนวนนี้มีผู้สูงอายุในสถานคุ้มครองฯ 121 คน ซึ่งผู้ใช้บริการในบ้านประจวบโชคทั้งหมด จะเป็นผู้ป่วยจิตเวชเกือบ 99% ในจำนวนคนทั้ง 400 กว่าคนนี้ จะมีแค่ 1 คน ที่ไม่ต้องกินยารักษาโรคจิตเวช

ทั้งนี้จะมีนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ ร่วมกันประเมินศักยภาพผู้ใช้บริการโดยการแบ่งเป็นเกรด A มี 40 ราย เกรด B มี 252 ราย และเกรด C มี 135 ราย และสำหรับผู้ใช้บริการที่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ มีบัตรประชาชนทั้งหมด 343 ราย ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ 23 ราย และมีสถานะบัตรเลข 0 – 89 มีอยู่ 61 ราย มีคนพิการในสถานคุ้มครองฯ 219 ราย ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่สุดที่บ้านประจวบโชค คำนึงถึงเสมอว่าจะไม่ให้ผู้ใช้บริการมาอยู่ที่นี่จนพวกเค้าเสียชีวิตในสถานคุ้มครองฯ แห่งนี้ โดยเป้าหมายสูงสุดของบ้านประจวบโชค คือต้องการส่งพวกเขากลับคืนสู่ชุมชน กลับคืนสู่ครอบครัว กลับสู่สังคม เพราะมีความต้องการอย่างมากที่พวกเขาไปใช้ชีวิตตามปกติเหมือนกับพวกเราทุกคน จึงเป็นการทำงานที่ภูมิใจอย่างมากที่ส่งพวกเขากลับคืนสู่บ้านได้ จะมีการประเมินผลทุกระยะในทุกด้าน ทั้งด้านเรื่องสุขภาพ ว่าพวกเขาสามารถที่จะบังคับตัวเอง หรือมีคนดูแลพาไปหาหมอ ให้ได้รับยาตามหมอสั่งและใช้ชีวิตได้ จนทำงานหารายได้ของตัวเองได้.

บุญมา ลิบลับ…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จับแก๊งล่าเลียงผา ชำแหละเตรียมส่งขาย

อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จับแก๊งล่าเลียงผา ชำแหละเตรียมส่งขาย

วันที่ 7 มีนาคม 2569 นายนิทัศน์ นุ่นสง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สบอ.3) สาขาเพชรบุรี เปิดเผยรายงานการจับกุมผู้กระทำผิดลักลอบล่าสัตว์ป่าสงวนในเขตป่ากุยบุรี โดยเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจร่วมกับหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติกุยบุรี สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย พร้อมซากเลียงผาชำแหละแล้วเตรียมขยายผลจับกุมเพื่อนร่วมขบวนการที่ยังหลบหนี โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ชุดเฉพาะกิจป้องกันปราบปราม ชุดที่ 2 และหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ กร.3 (ด่านสิงขร) ออกลาดตระเวนเชิงรุก บริเวณหุบหลังรีสอร์ต ท้องที่หมู่ 7 บ้านหนองไม้แก่น ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบฯ ซึ่งเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี พบชายต้องสงสัยทราบชื่อภายหลัง คือนายวรพจน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี เดินออกจากชายป่า สภาพเสื้อกางเกงเปื้อนเลือด พร้อมสะพายเป้ที่ดัดแปลงจากถุงปุ๋ย ท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจค้น พบซากสัตว์ป่าที่ผ่านการชำแหละมีเลือดติดอยู่แยกชิ้นส่วนแล้ว บรรจุอยู่ในถุงปุ๋ย 2 ใบ และถุงดำ 1 ถุง พร้อมของกลางมีดทำครัวและอุปกรณ์อื่นๆ จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ยืนยันว่า ซากสัตว์ดังกล่าวคือ เลียงผา (Capricornis sumatraensis) จำนวน 1 ตัว ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับต้นๆ ของไทยที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และได้รับความคุ้มครองสูงสุดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562

จากการสอบสวน นายวรพจน์ให้การอ้างว่าตนเพียงช่วยขนย้ายซากสัตว์เท่านั้น โดยซัดทอดว่ามีผู้ร่วมแก๊งอีก 2 ราย คือ นายนุ ซึ่งเป็นคนดักบ่วงล่าสัตว์ป่าและหลบหนีไปได้ และนายโน๊ต ที่โทรศัพท์เรียกให้ตนมาช่วยขนซากเลียงผาดังกล่าว เพื่อเตรียมส่งขายจนกระทั่งถูกจับกุม เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาหนักตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ในฐานความผิด ล่าสัตว์ป่าสงวน โดยไม่ได้รับอนุญาต, ครอบครองซากสัตว์ป่าสงวน โดยไม่ได้รับอนุญาต, เก็บหาของป่า อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองประจวบฯ ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด และติดตามตัวผู้กระทำผิดที่ถูกซัดทอดมาดำเนินคดีอย่างเร่งด่วน

ขณะที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี สั่งการให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้อย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องพื้นที่ป่า สัตว์ป่าและระบบนิเวศในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เปิดสโมสรอำเภอชะอำ แห่งแรกของประเทศ ปลดล็อกพื้นที่ราชการ สู่ศูนย์รวมกิจกรรมเพื่อประชาชน

เปิดสโมสรอำเภอชะอำ แห่งแรกของประเทศ ปลดล็อกพื้นที่ราชการ สู่ศูนย์รวมกิจกรรมเพื่อประชาชน

วันที่ 6 มีนาคม 2569 ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานเปิดอาคารสโมสรอำเภอชะอำ ณ อำเภอชะอำ จ.เพชรบุรี พร้อมด้วยนายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ นายฤกษ์ อยู่ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี เขต 2 นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ นายธานี ยี่สาร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี

ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ กล่าวว่า การเปิดสโมสรอำเภอชะอำในวันนี้ ขอชื่นชมอำเภอชะอำที่สามารถดำเนินการก่อสร้างอาคารหอประชุมที่ทันสมัย พร้อมครุภัณฑ์ประกอบได้อย่างเรียบร้อยและสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามสัญญา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจากการที่ทุกภาคส่วนมีมติเห็นชอบให้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘สโมสรอำเภอชะอำ’ นั้น จะทำให้สถานที่แห่งนี้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในการจัดงานรัฐพิธี งานประชุมสัมมนา รวมถึงเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมของหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนชาวอำเภอชะอำทุกคน

อาคารดังกล่าว อำเภอชะอำได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2568 จากกรมการปกครอง จำนวน 8,709,984 บาท เพื่อก่อสร้างอาคารหอประชุมอำเภอหลังใหม่ ซึ่งดำเนินการเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากคณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.ชะอำ) และที่ประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้เล็งเห็นถึงข้อจำกัดทางกฎหมายในการใช้งานหอประชุม ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ จึงมีมติเอกฉันท์ให้เปลี่ยนชื่ออาคารแห่งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้สถานที่จัดกิจกรรมสันทนาการ งานสังคม รวมถึงงานประเพณีต่างๆ เช่น งานแต่งงาน หรืองานอุปสมบท ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเช่าสถานที่จัดงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งนายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ ที่สนับสนุนทีมช่างออกแบบ ตลอดจนภาคเอกชนในพื้นที่ และที่สำคัญยิ่ง ได้รับความเมตตาจากพระมหา ดร.วิชัย เตชธมฺโม ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี และเจ้าอาวาสวัดถ้ำแจง ที่ได้มอบจอ LED ขนาดใหญ่ สำหรับติดตั้งภายในสโมสร มูลค่า 260,000 บาท ระบบกล้องวงจรปิด 6 ตัว มูลค่า 17,000 บาท รวมถึงมอบถุงยังชีพ ข้าวสาร และผ้าอ้อมสำเร็จรูป ให้กับผู้ป่วยติดเตียง กำนันทั้ง 8 ตำบล และประธานชุมชน 27 แห่ง เพื่อเป็นการช่วยเหลือสังคมควบคู่กันไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

“เค.เอส บางสะพานเอ็นจิเนียริ่ง” มอบโล่กำบังกระสุนให้ สภ.บางสะพาน เสริมความปลอดภัยเจ้าหน้าที่

“เค.เอส บางสะพานเอ็นจิเนียริ่ง” มอบโล่กำบังกระสุนให้ สภ.บางสะพาน เสริมความปลอดภัยเจ้าหน้าที่

วันที่ 5 มีนาคม 2569 นายเกษม ฉันท์แต่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค.เอส บางสะพานเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ได้มอบโล่กำบังกระสุน ซึ่งผลิตจากแผ่นเหล็กเกรด SS400 ความหนา 4.5 มิลลิเมตร ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางสะพาน ที่สถานีตำรวจภูธรบางสะพาน อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ เพื่อใช้ในการป้องกันตัวและเพิ่มความปลอดภัยระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานการณ์ต่างๆ โดยมี พ.ต.อ.ตะวัน ตระการฤกษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางสะพาน เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วย พ.ต.ท. ประหยัด อินทนาศักดิ์ รองผู้กำกับการป้องกันและปราบปราม สภ.บางสะพาน และ พ.ต.ท. ณัฐพล ทับทิม รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สภ.บางสะพาน เข้าร่วมรับมอบ และมีนายเอกนิรันดร์ จันทร์งาม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) สภ.บางสะพาน และในฐานะนายกเทศมนตรีตำบลร่อนทอง ร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมมอบโล่กำบังกระสุนในครั้งนี้ด้วย

นายเกษม จันทร์แต่ง กล่าวว่า การมอบอุปกรณ์ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการตอบแทนสังคมและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยบริษัทมีความตั้งใจที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความปลอดภัยให้กับชุมชนในพื้นที่อำเภอบางสะพาน

ทั้งนี้ โล่กำบังกระสุนที่มอบให้ในครั้งนี้ ถูกออกแบบและผลิตจากแผ่นเหล็กคุณภาพสูงเกรด SS400 ซึ่งมีความแข็งแรงและทนทาน ด้วยความหนา 4.5 มิลลิเมตร สามารถช่วยป้องกันอันตรายจากสถานการณ์เสี่ยงต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจต้องเผชิญในระหว่างการปฏิบัติภารกิจ ทั้งการเข้าระงับเหตุ การตรวจค้น หรือการเผชิญเหตุฉุกเฉิน

ด้าน พ.ต.อ. ตะวัน ตระการฤกษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางสะพาน กล่าวว่า อุปกรณ์โล่กำบังกระสุนที่ได้รับมอบในครั้งนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะในภารกิจที่มีความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติงาน พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนและให้ความสำคัญกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งการสนับสนุนจากภาคเอกชน เป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม ที่ร่วมกันดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป.

พิสิษฐ์ รื่นเกษม…..รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

รองผู้ว่าฯ ประจวบฯ เปิดโครงการ SMEs Access Plus 2569 สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม

รองผู้ว่าฯ ประจวบฯ เปิดโครงการ SMEs Access Plus 2569 สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม

วันที่ 5 มีนาคม 2569 นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานเปิดโครงการเปิดประตูเพิ่มทุนเพื่อผู้ประกอบการ SMEs ที่โรงแรมประจวบแกรนด์ อ.เมืองประจวบฯ โดยคณะผู้บริหารการคลังประจำจังหวัดประจวบฯ (คบจ.ปข.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 (โครงการ SMEs Access Plus 2569) มี น.ส.กนกกร เอี่ยมเพชร์ คลังจังหวัด คณะผู้บริหารการคลังประจำจังหวัดประจวบฯ (คบจ.ปข.) หัวหน้าส่วนราชการและผู้บริหารสถาบันการเงินรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงการคลังในจังหวัดประจวบฯ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ เข้าร่วมจำนวน 90 ราย

รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้เล็งเห็นความสำคัญของการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถฟื้นตัวและดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและครบถ้วนในทุกมิติ คณะผู้บริหารการคลังประจำจังหวัดประจวบฯ จึงได้จัดโครงการนี้ขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการเงินและสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมทั้งเสริมสร้างองค์ความรู้ทางการเงินที่ตรงจุด เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความเข้มแข็ง สามารถขยายกิจการ เพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ๆ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อันจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นการลงทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศ

การดำเนินโครงการ SMEs Access Plus 2569 ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การบรรยายหัวข้อ “การเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบจากสถาบันการเงินสังกัดกระทรวงการคลัง และการเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ” จากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเงินฝากค่าใช้จ่ายเก็บภาษีท้องถิ่นร้อยละ 10 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดประจวบฯ และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดประจวบฯ พร้อมทั้งการออกบูธให้คำปรึกษาด้านการเงิน การเข้าถึงสินเชื่อแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน ให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดประจวบฯ เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SMEs และเศรษฐกิจของจังหวัดประจวบฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สร้างงาน สร้างรายได้และกระตุ้นการลงทุนในพื้นที่.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ ตรวจปั๊มน้ำมัน ยืนยันมีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอไม่ต้องซื้อกักตุน สั่งคุมเข้มห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ ตรวจปั๊มน้ำมัน ยืนยันมีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอไม่ต้องซื้อกักตุน สั่งคุมเข้มห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา

วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ พร้อมด้วยนายสรศักดิ์ ท่าใหญ่ พลังงานจังหวัด และเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน ปตท.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบฯ ในช่วงที่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง จากการลงพื้นที่ในวันนี้ พบว่าสถานีบริการน้ำมันยังคงเปิดให้บริการตามปกติ มีประชาชนมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการแจ้งว่าเมื่อวันก่อนมีลูกค้าพากันนำรถมาเติมน้ำมันจำนวนมาก เพราะกังวลว่าน้ำมันเชื้อเพลิงจะปรับราคาสูงขึ้น จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้น้ำมันทุกชนิดหมด จำเป็นต้องปิดให้บริการ จากปกติที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้มีประชาชนบางส่วนเข้าใจผิดว่ามีการกักตุน แต่ในวันนี้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติแล้ว

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในวันนี้ ได้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนผู้ประกอบการให้ทราบ เกี่ยวกับการห้ามกักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่าย หรือการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมยืนยันว่าขณะนี้ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศมีเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องซื้อกักตุน แต่ขอให้ช่วยกันใช้อย่างประหยัด แม้จะไม่ขาดแคลน เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าการสู้รบในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อหรือไม่ พร้อมฝากเตือนประชาชนที่ซื้อน้ำมันใส่แกลลอน อาจสุ่มเสี่ยงทำให้เกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่สภาพอากาศร้อน พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคุมดูแลป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงนี้ หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิด ขอให้แจ้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด หรือสายด่วน 1569

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ ยังกล่าวถึงประเด็นเรื่องการเฝ้าระวังการก่อเหตุด้านความมั่นคงในพื้นที่ ว่าขณะนี้ทางจังหวัดมีข้อมูลชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว และได้กำชับทุกอำเภอ ฝ่ายปกครอง ตำรวจท้องที่ ช่วยกันสอดส่อง เฝ้าระวัง และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรา โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว.