Categories
ข่าว ทั้งหมด

ศาลาหอสวดมนต์อายุกว่า 100 ปี วัดคลองวาฬถล่ม

ศาลาหอสวดมนต์อายุกว่า 100 ปี วัดคลองวาฬถล่ม

วันที่ 23 มิถุนายน 2566 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปดูสภาพศาลาสวดมนต์วัดคลองวาฬ พระอารามหลวง ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ถล่มลงมาเมื่อคืนก่อนหน้า เป็นหลังคาขนาดใหญ่ โครงสร้างไม้ มุงด้วยกระเบื้องดินเผา ถล่มลงมา มีกองเศษไม้และอิฐจำนวนมาก มีทหารอาหารกองบิน 5 และทหารหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ มาช่วยเก็บเศษซากวัสดุที่ตกลงพื้น เคราะห์ดีขณะเกิดเหตุไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ซึ่งศาลานี้เป็นที่นอนของเด็กวัดจำนวน 3 คน

ขณะที่ ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ, นายองค์รักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนางกฤษณา แผ่แสงจันทร์ วัฒนธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปเยี่ยมให้กำลังใจพระเทพสิทธิวิมล เจ้าคณะภาค 15 พร้อมทั้งตรวจสอบสภาพความเสียหายของโครงหลังคาที่ถล่มลงมา

พระเทพสิทธิวิมล เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดคลองวาฬ พระอารามหลวง กล่าวว่าก่อนเกิดเหตุ อาตมาไปร่วมพิธีเปิดการอบรมพระอุปัชฌาย์ที่วัดสามพระยา จากนั้นสรงน้ำและพักผ่อนเล็กน้อย ได้ยินเสียงดังโครมใหญ่ จึงออกมาดู พบว่าหลังคาถล่ม รู้สึกเสียดายเพราะศาลาหอสวดมนต์หลังนี้ อายุกว่า 100 ปี อยู่มาแล้ว 4 เจ้าอาวาส คงต้องรีบซ่อมแซม ก่อนที่ฝนจะมา ซึ่งศาลาหลังนี้ใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศล จัดกิจกรรมต่างๆ เคราะห์ดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ปกติจะมีเด็กวัด 3 คน อายุ 10 – 15 ปี นอนบริเวณนี้ แต่เมื่อช่วงใกล้สองทุ่ม เด็กๆ ลงไปรับประทานอาหารเย็น จึงรอดพ้นอย่างหวุดหวิด โชคดีหลังคาไม่ถล่มช่วงวันพระ ซึ่งมีกิจกรรมและคนมาจำนวนมาก จึงขอเจริญพรญาติโยมที่มีจิตศรัทธา มีกำลังที่จะถวายความอุปถัมภ์บูรณะศาลาหอสวดมนต์ บริจาคได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขบัญชี 699 – 2- 59112 -1 ชื่อบัญชี วัดคลองวาฬ

ด้านนายเสถียร เจริญเหรียญ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังทราบเหตุ ได้ให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประเมินความเสียหายในการซ่อมแซมโครงหลังคาและอุปกรณ์มุงหลังคา เป็นจำนวนเงิน 250,000 บาท.

ภาพ/ข่าว : เอกภพ วงษ์ประเสริฐ

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

ททท.ประจวบฯ ชวนเที่ยวงาน “TRAMS MOVE Hua Hin Station” พบศิลปินดังมากมาย

ททท.ประจวบฯ ชวนเที่ยวงาน “TRAMS MOVE Hua Hin Station” พบศิลปินดังมากมาย

วันที่ 23 มิถุนายน 2566 นายอาชวันต์ กงกะนันทน์ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานเปิดงานดนตรีและอาหาร “TRAMS MOVE Hua Hin Station” ระหว่างวันที่ 23 – 25 มิถุนายน 2566 ที่ลาน 25 ไร่ หลังศูนย์การค้าบลูพอร์ต อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ มีนายอุดมสุข นิ่มเซียน นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดประจวบฯ นางวาสนา ศรีกาญจนา นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน – ชะอำ นายธันย์ จัตุรงค์ ผู้จัดการโครงการ “TRAMS MOVE Hua Hin Station” บริษัท อีเว้นท์ไทย จำกัด นายโชคชัย วงศ์จักรภัชร์ กรรมการผู้จัดการ บลูพอร์ตหัวหิน แขกผู้มีเกียรติและนักท่องเที่ยวจำนวนมากร่วมงาน

นายอาชวันต์ กงกะนันทน์ กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรม “TRAMS MOVE Hua Hin Station” เพื่อกระตุ้นเศษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวสู่ชุมชน โดยกิจกรรมครั้งนี้จะเป็นการสร้างให้เกิดการกระตุ้นการใช้จ่าย และดึงดูดนักท่องเที่ยวสู่ชุมชน รวมทั้งยังเป็นการสร้างความตระหนักในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อีกทั้งในการจัดกิจกรรม “TRAMS MOVE Hua Hin Station” ยังได้รับการร่วมสนับสนุนจากเหล่าผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน ภายในงานพบกับการแสดงดนตรีจากศิลปินดัง MEAN, MUSKETEERS และ ZEAL กิจกรรม Show Song Along Do จากศิลปินวง แมวเศษเล็บ, Cassette, la’da, Hums folk band และวง SAY การออกบูธร้านอาหารต่างๆ และกิจกรรมอีกมากมาย จึงขอเชิญชวนประชาชนนักท่องเที่ยวเข้าชมงานดังกล่าวได้ฟรีจนถึงวันที่ 25 มิถุนายน ตั้งแต่เวลา 16.00 – 22.00 น. ณ ลาน 25 ไร่ หลังศูนย์การค้าบลูพอร์ต อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์.

Categories
สังคม

พิธีทำบุญอาคารสำนักงานเทศบาลปากน้ำปราณ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล

ข่าวสังคม

พีรศักดิ์ จิวรรจนะโรดม นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำปราณ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการและพนักงานของเทศบาล ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติและประชาชน ร่วมกันนำปิ่นโต อาหารคาวหวานมาร่วมในพิธีทำบุญอาคารสำนักงานเทศบาลปากน้ำปราณ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลและขวัญกำลังใจในการปฎิบัติงานแก่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และบุคคลากรของเทศบาล เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566.

สมบัติ ลิมปจีระวงษ์….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

สอบ.ลงนาม MOU อปท. เสริมความเข้มแข็งงานคุ้มครองผู้บริโภคประจวบฯ

สอบ.ลงนาม MOU อปท. เสริมความเข้มแข็งงานคุ้มครองผู้บริโภคประจวบฯ

วันที่ 23 มิถุนายน 2566 นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กลไกขับเคลื่อนการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสนับสนุนความร่วมมือในการดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภค ระหว่างหน่วยงานประจำจังหวัดประจวบฯ สภาองค์กรของผู้บริโภค กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. – เทศบาล) ในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ ที่ห้องสิงขร ชั้น 2 โรงแรมประจวบแกรนด์ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมี น.ส.ธนพร บางบัวงาม หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดประจวบฯ สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) กล่าวรายงาน และมี น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค คณะทนายความประจำหน่วยงานประจำจังหวัดฯ (สอบ.) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม มีนายนันทปรีชา คำทอง ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค จ.ประจวบฯ นายเกตุ พราหมณี นายกสมาคมคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จ.ประจวบฯ ผู้บริหารและตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล – อบต.) ผู้แทนท้องถิ่นจังหวัด ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 8 ด้านประจำสภาผู้บริโภคจังหวัด ภาคีเครือข่ายองค์กรสมาชิก สอบ.ทั้ง 8 อำเภอ คณะทนายความและสื่อมวลชน เข้าร่วม

น.ส.ธนพร บางบัวงาม หัวหน้าหน่วยฯ สอบ.ประจวบฯ กล่าวว่าตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานจังหวัดประจวบฯ สภาองค์กรของผู้บริโภคเป็นตัวแทนของผู้บริโภค ทำหน้าที่เสนอความคิดเห็น จัดทำนโยบาย มาตรการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค สะท้อนหลักการสำคัญ ที่ว่าผู้บริโภคมีส่วนร่วมจัดทำนโยบายและมาตรการเพื่อคุ้มครองตนเอง รวมทั้งเป็นตัวแทนในการให้ความคิดเห็นที่เป็นอิสระ รักษาผลประโยชน์ของทุกคน เพราะทุกคนคือผู้บริโภค ปัจจุบันพบว่าการที่จะคุ้มครองผู้บริโภคให้ประสบความสำเร็จและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภคนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานจังหวัด จะต้องอาศัยความร่วมมือทั้ง ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 8 ด้าน องค์กรสมาชิกทั้ง 13 องค์กรในพื้นรวมกว่า 140 คน ที่จะร่วมคิด ร่วมทำ เรียนรู้ความท้าทายด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ และจะร่วมดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคไปด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเตรียมการว่าจะทำอย่างไร ที่จะสร้างความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยเฉพาะความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เกิดขึ้น ให้สามารถประสานงานทั้งด้านข้อมูล งานวิชาการ ด้านกฎหมาย และด้านอื่นๆ เพื่อตอบสนองการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยเวลาที่รวดเร็ว ทันท่วงที รอบด้านและมีมาตรฐาน หน่วยงานประจังหวัดประจวบฯ เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ซึ่งจะเป็นกลไกความร่วมมือรูปแบบหนึ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย การจัดทำบันทึกข้อตกลงวันนี้ประกอบด้วย 21 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.หน่วยงานประจำจังหวัดประจวบฯ สภาองค์กรของผู้บริโภค 2.สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด 3.เทศบาลตำบลหนองพลับ 4.อบต.ทับใต้ 5.เทศบาลตำบลปากน้ำปราณ 6.อบต.วังก์พง 7. เทศบาลตำบลไรใหม่ 8.อบต.สามร้อยยอด 9.เทศบาลตำบลกุยบุรี 10.อบต.กุยเหนือ 11. เทศบาลเมืองประจวบฯ 12.อบต.บ่อนอก 13.เทศบาลตำบลคลองวาฬ 14.อบต.คลองวาฬ 15.เทศบาลตำบลทับสะแก 16.อบต.อ่างทอง 17.เทศบาลตำบลร่อนทอง 18.อบต.ร่อนทอง 19.อบต.ทองมงคล 20.เทศบาลตำบลบางสะพานน้อย และ 21.อบต.ช้างแรก

น.ส.ธนพร กล่าวต่อว่า การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1.เพื่อสนับสนุนและดำเนินการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค 2.การพัฒนา เสนอแนะ นโยบาย มาตรการคุ้มครองผู้บริโภค 3.การสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งผู้บริโภค องค์กรผู้บริโภคและการรวมกลุ่มของผู้บริโภคในจังหวัด 4.การสื่อสารเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้บริโภคให้ครอบคลุม 5.พัฒนากลไกสภาองค์กรของผู้บริโภค การรับและแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนแบบฐานข้อมูล อย่างเป็นระบบ 6.สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดประจวบฯ

นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวว่าสภาองค์กรของผู้บริโภค เกิดจากการรวมตัวขององค์กรผู้บริโภค ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 46 และตาม พ.ร.บ. การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ.2562 มีสถานะองค์กรเป็นนิติบุคคล เป็นตัวแทนผู้บริโภคที่มีความเป็นอิสระ และมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในทุกด้าน อีกทั้งวัตถุประสงค์ของการจัดงานในวันนี้ เพื่อสนับสนุนความร่วมมือในการดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคระหว่างหน่วยงานประจำจังหวัดประจวบฯ สภาองค์กรของผู้บริโภค กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพื้นที่จังหวัดประจวบฯ การจัดงานนี้ เป็นสิ่งที่ดีและสำคัญยิ่งกับการพัฒนาการดำเนินงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อร่วมมือสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ในการดำเนินงานเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ดังนี้ 1. ให้ความร่วมมือการให้ข้อมูลข่าวสาร ตามอำนาจหน้าที่และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2. สนับสนุนและร่วมมือในการประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือนภัยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป ทราบและรู้เท่าทันประเด็นปัญหาเกี่ยวกับผู้บริโภค และส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนทราบและเข้าถึงกระบวนการระงับข้อพิพาท 3. สนับสนุนและร่วมมือทางด้านวิชาการ เพื่อพัฒนากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม 4. ความร่วมมือเพื่อสร้างระบบเตือนภัย อาหารไม่ปลอดภัย โดยท้องถิ่นเพื่อท้องถิ่น 5. ดำเนินการอื่นๆ ตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นสมควร

จากนั้น ได้มีเวทีเสวนาหัวข้อความท้าทายการคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ กับความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยผู้เข้าร่วมมี น.ส.ธนพร บางบัวงาม หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัด สภาองค์กรของผู้บริโภค มี น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค นายนันทปรีชา คำทอง ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภคจังหวัดประจวบฯ และนายทวีศักดิ์ เบญจธิวัฒน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาจการ สคบ.ประจวบฯ / ผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าและบริการ สภาผู้บริโภคจังหวัดประจวบฯ.

บุญมา ลิบลับ….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

นกพิราบทำหม้อแปลงระเบิดจนไฟลุกไหม้ห้องพักกลางเมืองหัวหิน วอดครึ่งล้านบาท

นกพิราบทำหม้อแปลงระเบิดจนไฟลุกไหม้ห้องพักกลางเมืองหัวหิน วอดครึ่งล้านบาท

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 22 มิถุนายน 2566 ร.ต.ท.หญิง พิชชา รองเหลือ รอง สว.สอบสวน สภ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ห้องพักซันนี่ เฮ้าส์ เลขที่ 164/5 – 6 ถนนพระปกเกล้า (เลียบทางรถไฟ) เขตเทศบาลเมืองหัวหิน จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นพร้อมด้วย น.ส.บุษบา โชคสุชาติ รองนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน นายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลฯ นำรถน้ำ รถดับเพลิง จำนวน 3 คัน รุดไปยังที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นครึ่ง 2 คูหา โดยชั้นล่างเปิดเป็นออฟฟิศ ส่วนชั้นที่เหลือเป็นห้องพักกว่า 20 ห้อง พบเพลิงกำลังลุกไหม้ภายในออฟฟิศเป็นควันโขมง เจ้าหน้าที่ทำการปิดถนน ตัดกระแสไฟฟ้า และเร่งฉีดน้ำดับไฟอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางเพื่อนบ้านห้องข้างเคียงและผู้เข้าพักวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หลังเพลิงสงบเข้าตรวจสอบพบไฟได้ไหม้แอร์ ทีวี เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้สำนักงานวอดเหลือแต่ซาก แต่ที่น่าอัศจรรย์ ไฟกลับไม่ลามถูกรูปหลวงปู่ทวดและหิ้งพระแต่อย่างใด ส่วนค่าเสียหายในเบื้องต้นประมาณ 5 แสนบาท

จากการสอบถามนางตาล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 54 ปี แม่บ้านผู้แลห้องพัก เล่าว่าขณะเกิดเหตุได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิดบริเวณสายไฟใต้ชายคาตึก จากนั้นมีกลุ่มควันและประกายไฟพุ่งออกจากช่องแอร์ด้านหน้าและลามอย่างรวดเร็ว จึงรีบวิ่งหนีออกมาและโทรแจ้งตำรวจ

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเข้าตรวจสอบ พบซากนกพิราบ 2 ตัว ลักษณะไหม้ตามลำตัว ตายอยู่ใต้เสาหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูงของห้องพักที่อยู่ด้านข้างและรอยไหม้ดำพบพื้นหญ้า เบื้องต้นสันนิษฐานว่าสาเหตุไฟไหม้เกิดจากนกพิราบบินชนหม้อแปลงจนเกิดระเบิดทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรเกิดสะเก็ดไฟลุกไหม้ขึ้น อย่างไรก็ตามต้องรอพิสูจน์หลักฐานจังหวัด เข้าตรวจสอบหาสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้งต่อไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ประจวบฯ ร่วมระลึกพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ครบรอบ 133 ปี

ประจวบฯ ร่วมระลึกพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ครบรอบ 133 ปี

วันที่ 22 มิถุนายน 2566 นายเสถียร เจริญเหรียญ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีเนื่องในวันที่ระลึกพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ครบรอบ 133 ปี ภายในถ้ำพระยานคร อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบฯ โดยมีนายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอสามร้อยยอด นายนิทัศน์ จันทร์ทอง ผู้อำนวยการ ทสจ.ประจวบคีรีขันธ์ นายพงศธร พร้อมขุนทด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยอด พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่กรมอุทยาน ตำรวจ ทหาร และประชาชนจากทุกภาคส่วนร่วมในพิธี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกอบพิธีถวายราชสักการะ กล่าวอาศิรวาทราชสดุดี กล่าวคำปฏิญาณตน และนำผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ วางพวงมาลาหน้าพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งประดิษฐานบนพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

โดยก่อนหน้านี้อุทยานเขาสามร้อยยอดได้ทำหนังสือถึงกรมศิลปากร ขอความอนุเคราะห์ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับถ้ำพระยานคร เพื่อให้ได้มีข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับไว้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยนายประทีป เพ็งตะโก อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้มีหนังสือตอบกลับมาทำให้ทราบว่าจากเดิมที่มีพระมหากษัตริย์ไทยได้เสด็จถ้ำพระนคร 3 พระองค์ คือรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 แต่พบว่ามีพระมหากษัตริย์ไทยเสด็จถ้ำพระนครถึง 5 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์ได้เสด็จประพาสถ้ำพระยานคร เป็นอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินมณฑลปักษ์ใต้ เมื่อปีมะแม พ.ศ.2402 และครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2406, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสถ้ำพระยานคร 4 ครั้ง ได้แก่ ปี พ.ศ.2406, 2429, 2432 และ พ.ศ.2433, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 กล่าวกันว่าพระองค์ท่านเคยเสด็จที่ถ้ำพระยานครครั้งหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่าเมื่อใด, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระองค์ท่านได้เสด็จไปประทับที่พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2469 และได้จารึกพระปรมาภิไธยย่อ ป.ป.ร.ไว้ที่ผนังถ้ำทางทิศตะวันตกของพลับพลา ซึ่งยังปรากฏให้เห็นอยู่จนถึงวันนี้ และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านได้เสด็จที่ถ้ำนี้เป็นการส่วนพระองศ์ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2501 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2524

สำหรับพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ตั้งอยู่ภายในถ้ำพระยานคร เป็นพลับพลาแบบจตุรมุข มีขนาดความกว้าง 2.55 เมตร ยาว 8 เมตร สูง 2.55 เมตร สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นที่ประทับในยามเสด็จประภาสถ้ำพระยานคร สร้างขึ้นจากฝีพระหัตถ์ของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ โดยทรงสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ แล้วส่งมาประกอบทีหลัง โดยให้พระยาชลยุทธโยธินเป็นนายงานก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงยกช่อฟ้าด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2433 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จารึกพระปรมาธิไธย ย่อ จ.ป.ร. ไว้ที่บริเวณผนังด้านเหนือของพลับพลา พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์นอกจากเป็นจุดเด่นของถ้ำพระยานครแล้ว ยังเป็นตราประจำจังหวัดประจวบฯ ในปัจจุบัน โดยจะมีความงดงามยิ่งขึ้นในช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านจากปล่องของถ้ำลงมากระทบกับพระที่นั่ง โดยกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์เป็นโบราณสถานสำคัญ เมื่อปี พ.ศ.2495.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

จรูญศักดิ์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 เขาน้อยปราณบุรีคนใหม่

จรูญศักดิ์เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 เขาน้อยปราณบุรีคนใหม่

หลังจากที่ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน บ้านเขาน้อยฝั่งตะวันออก หมู่ 2 ต.เขาน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ว่างลงเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา อำเภอปราณบุรีจึงกำหนดให้มีการเลือกผู้ใหญ่บ้านในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2566 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 15.00 มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 2,923 คน ปรากฏว่ามาใช้สิทธิ 1,574 คน

โดยที่บริเวณศาลาประชาคม มูลนิธิสว่างแผ่ไพศาลธรรมสถานปราณบุรี มีหน่วยเลือกตั้ง 2 หน่วย พร้อมแต่งตั้งนายจักรชัย เขียวกระจ่าง ปลัดอาวุโส เป็นประธานกรรมการหน่วยเลือกตั้งที่ 1 และนางสุวิมล ทองห่อ ปลัดอำเภอ เป็นประธานกรรมการหน่วยเลือกตั้งที่ 2 หลังเปิดหีบเลือกตั้งในช่วงเช้าจนถึงบ่าย มีประชาชนเดินทางมาลงคะแนนเลือกผู้ใหญ่บ้านกันอย่างคึกคัก โดยมีนายปรีดา สุขใจ นายอำเภอปราณบุรี เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยและเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน

ซึ่งการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านครั้งนี้ มีผู้สมัครสนใจลงสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน จํานวน 5 คน ดังนี้ เบอร์ 1 นางเสาวลักษณ์ พรหมวิจิตร, เบอร์ 2 นายทรงกลด มีวรรณะ, เบอร์ 3 นายจรูญศักดิ์ ปราณประดิษฐ์, เบอร์ 4 นายณัฐกาญจน์ บัวคลี่ และเบอร์ 5 นายพรหมมา อิ่มชู

จนกระทั่งเวลา 15.00 น. คณะกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้ง ได้ทําการปิดหีบ พร้อมตรวจนับจำนวนบัตรว่าตรงกับผู้ที่มาลงคะแนนเลือกตั้งหรือไม่ โดยมีผู้ให้การสนับสนุนและกองเชียร์ของผู้ลงสมัครทั้ง 5 คน มาร่วมให้กําลังใจและคอยสังเกตการณ์ตลอดจนนับคะแนนเสร็จสิ้น มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิ 1,574 คน บัตรดีไม่ประสงค์ลงคะแนน 16 ใบ บัตรเสีย 40 ใบ

ผลปรากฏว่าเบอร์ 3 นายจรูญศักดิ์ ปราณประดิษฐ์ ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ด้วยคะแนน 1,112 คะแนน ลำดับที่ 2 นายทรงกลด มีวรรณะ เบอร์ 2 ได้ 284 คะแนน, ลำดับที่ 3 นางเสาวลักษณ์ พรหมวิจิตร เบอร์ 1 ได้ 79 คะแนน ลำดับที่ 4 นายพรหมมา อิ่มชู เบอร์ 5 ได้ 31 คะแนน และลำดับที่ 5 นายณัฐกาญจน์ บัวคลี่ เบอร์ 4 ได้ 12 คะแนน.

สมบัติ ลิมปจีระวงษ์….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

กิ่งกาชาดหัวหิน มอบทุนการศึกษานักเรียนยากจน ถวายเป็นพระราชกุศล

กิ่งกาชาดหัวหิน มอบทุนการศึกษานักเรียนยากจน ถวายเป็นพระราชกุศล

วันที่ 22 มิถุนายน 2566 นายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน เป็นประธานเปิดโครงการให้การสังคมสงเคราะห์ มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนยากจนในเขตพื้นที่อำเภอหัวหิน ประจำปี 2566 ที่ห้องโสตทัศนศึกษา โรงเรียนหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีนางอุษา พวงวลัยสิน นายกกิ่งกาชาดอำเภอหัวหิน คณะกรรมการและสมาชิกกิ่งกาชาดหัวหิน ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และแขกผู้มีเกียรติให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนักเรียนในเขตพื้นที่อำเภอหัวหิน จำนวน 413 คน เข้ารับทุนการศึกษา สร้างความดีใจให้กับนักเรียนและผู้ปกครองเป็นอย่างมาก

นางอุษา พวงวลัยสิน กล่าวว่าโครงการดังกล่าว ดำเนินการโดยอำเภอหัวหิน ร่วมกับสำนักงานกิ่งกาชาดหัวหิน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ และเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียนที่เดือดร้อนและด้อยโอกาส เป็นการสร้างฝันและกำลังใจให้เด็กนักเรียนที่ยากจนให้ได้รับทุนการศึกษาในเบื้องต้น และเป็นตัวแทนของสภากาชาดไทย ส่งเสริมและเผยแพร่อุดมการณ์ตามพันธกิจของสภากาชาดไทยในการช่วยเหลือผู้ปกครองและเด็กนักเรียน สำหรับทุนการศึกษาในครั้งนี้เป็นเงินทีได้รับจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาและรายได้จากการจัดงานกาชาดและของดีอำเภอหัวหินที่ผ่านมา นำมาจัดทำโครงการมอบทุนการศึกษาเด็กยากจน จำนวนทั้งสิ้น 1,120 ทุนๆ ละ 1,000 บาท โดยวันนี้เป็นครั้งที่ 1 จำนวน 17 โรงเรียน 413 ทุน เป็นเงิน 413,000 บาท ครั้งที่ 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแพรกตะคร้อ จำนวน 3 โรงเรียน 198 ทุน เป็นเงิน 198,000 บาท ครั้งที่ 3 ในวันที่ 5 กรกฎาคม ที่โรงเรียนหนองพลับวิทยาและโรงเรียนตำรวจนเรศวรป่าละอู จำนวน 18 โรงเรียน 509 ทุน เป็นเงิน 509,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,120,000 บาท.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เทศบาลชะอำ จัดงานสมโภชเจ้าพ่อเขาใหญ่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองชะอำ ครั้งที่ 61

เทศบาลชะอำ จัดงานสมโภชเจ้าพ่อเขาใหญ่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองชะอำ ครั้งที่ 61

วันที่ 21 มิถุนายน 2566 นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ จ.เพชรบุรี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองชะอำ คณะกรรมการศิษย์เจ้าพ่อเขาใหญ่ คณะศิษยานุศิษย์ และประชาชนชาวเมืองชะอำ ร่วมกันจัดพิธีอัญเชิญองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่และเทพพระเจ้าแห่รอบเมืองชะอำ ที่จัดมาเป็นประจำทุกปี ในงานเจ้าพ่อเขาใหญ่ ครั้งที่ 61 บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองชะอำ ระหว่างวันที่ 21 – 29 มิถุนายนนี้ เพื่อให้ประชาชนนักท่องเที่ยวที่นับถือได้กราบไหว้ขอพรองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองชะอำเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมกันนี้ในภาคกลางคืน มีมหรสพ งิ้ว ภาพยนตร์สมโภชถวาย และมีสินค้าจำหน่ายอีกมากมาย

สำหรับเจ้าพ่อเขาใหญ่ เป็นชื่อศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ที่ชาวชะอำให้ความเคารพศรัทธา มีความศักดิ์สิทธิ์นับมาจากโบราณกาล เดิมหมู่บ้านหน้าศาล (เจ้าพ่อเขาใหญ่) หมู่บ้านสระ และหมู่บ้านโค้งเขาใหญ่ อยู่ในความดูแลของชุมชนบ้านใหญ่ชะอำมาเป็นเวลา 10 ปี ต่อมาความเจริญได้แผ่ขยายเข้ามา มีคนมาอาศัยอยู่ในชุมชนเป็นจำนวนมาก ทำให้การดูแลของชุมชนบ้านใหญ่ชะอำไม่ทั่วถึง คณะกรรมการชุมชนบ้านใหญ่ชะอำและผู้นำชาวบ้านใน 3 หมู่บ้าน จึงเห็นพ้องต้องกันว่าน่าจะแยกชุมชนออกเป็น 2 ชุมชน โดยแยกหมู่บ้านหน้าศาล หมู่บ้านคันคลองชลประทาน (ชะอำ) หมู่บ้านแยกหุบกะพง และหมู่บ้านโค้งเขาใหญ่ ออกเป็นอีก 1 ชุมชน โดยใช้ชื่อว่าชุมชนเจ้าพ่อเขาใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นมา.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ประจวบฯ บูรณาการภาคีเครือข่ายจัดโครงการบ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง

ประจวบฯ บูรณาการภาคีเครือข่ายจัดโครงการบ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง

วันที่ 20 มิถุนายน 2566 นายวิทยา เขียวรอด นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมโครงการบ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง และทางนี้มีผลผู้คนรักกัน และกิจกรรมขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน มีนางพิสมัย ศักดิ์เกิด พัฒนาการอำเภอเมืองฯ นางอุราวรรณ ภู่เพ็ชร เกษตรอำเภอเมืองฯ นายพลสิทธิ์ เวที สาธารณสุขอำเภอ นายพงศ์นรินทร์ สุขประเสริฐ, น.ส.กัญจน์พร แทนรินทร์, น.ส.สุประวีณ์ ชัยบาล ปลัดอำเภอเมือง ส.ต.ฐนโรจน์ ชัยสิริธนานนท์ จิตอาสา 904 / สมาชิกสภาเทศบาลเมืองฯ นางสุคนธ์ สุขอนุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดประจวบฯ / ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรร่องแก้ว นายมานพ ครุฑเผือก กำนันตำบลเกาะหลัก นายมนัส สุขอนุเคราะห์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านหนองบัว นายมานพ มีจุ้ย อิหม่ามประจำมัสยิดนูรุสซอลิฮีน ผู้อำนวยการ รพ.สต.บ้านหนองบัว ผู้แทนส่วนราชการ คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อส. และประชาชนจิตอาสา เข้าร่วม ณ ชุมชนบ้านหนองบัว หมู่ 4 ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์

นายวิทยา เขียวรอด นายอำเภอเมืองประจวบฯ กล่าวว่า กิจกรรม “โครงการบ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง และทางนี้มีผลผู้คนรักกัน” ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญของกระทรวงมหาดไทย ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” โดยการปลูกผักสวนครัวในทุกครัวเรือน และขยายผลโครงการ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” ซึ่งเมื่อครัวเรือนปลูกผักสวนครัวรับประทานเอง เหลือไปแบ่งปันเพื่อนบ้าน ถ้ามีจำนวนมากก็สามารถนำไปขายสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย การสร้างความมั่นคงทางอาหารสู่การปฏิบัติการปลูกผักสวนครัว สร้างความรักความสามัคคีให้เกิดขึ้นในครัวเรือน ทำให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในหมู่บ้านให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการบูรณาการภาคีเครือข่ายร่วมกันบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทำสิ่งที่ดี เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีความสุข นำไปสู่การเป็นหมู่บ้านยั่งยืน ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

จากนั้น นายอำเภอได้มอบต้นไม้ให้กับผู้นำชุมชนและชาวบ้าน จำพวกพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพร โดยร่วมกันนำไปปลูกบริเวณริมถนนซอยบ้านหนองบัว ซอย 3 – ถนนซอยมัสยิดนูรูสซอลิฮีน ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนของกลุ่มพี่น้องชาวมุสลิมอาศัยอยู่ ทั้งนี้ได้นำหลัก “บรม” (บ้าน – ราชการ – มัสยิด) มาปรับใช้ในการดำเนินกิจกรรมโครงการในพื้นที่ รวมถึงการนำหลักการ กลไก 3 5 7 มาช่วยขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ด้วย 3 หมายถึง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับชุมชน/หมู่บ้าน ระดับจังหวัด และระดับประเทศ 5 หมายถึง 5 กลไก ได้แก่ การประสานงานภาคีเครือข่าย การบูรณาการแผนงานและยุทธศาสตร์ การติดตามหนุนเสริมและประเมินผล การจัดการความรู้และการสื่อสารสังคม 7 หมายถึง 7 ภาคีเครือข่าย ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารมวลชน เพื่อช่วยกันพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ สร้างกลไกการรวมกลุ่มเพื่อให้เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันในพื้นที่ต่อไป

ต่อจากนั้น ได้เยี่ยมชมครัวเรือนต้นแบบ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” ครัวเรือน น.ส.อุษาวดี นิลใบ บ้านเลขที่ 79/2 โดยใช้พื้นที่บริเวณหน้าบ้านในการปลูกผักสวนครัวและสมุนไพร เช่น กะเพรา ตะไคร้ มะเขือ มะละกอ ซึ่งเป็นการลดรายจ่ายภายในครัวเรือน และเป็นการสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน โดยเก็บผลผลิตออกจำหน่ายที่ตลาด และร้านค้าบริเวณชุมชนทุกวัน รายได้เฉลี่ยวันละ 200 – 300 บาท และครัวเรือนนางนิตยา สุขอนุเคราะห์ บ้านเลขที่ 214/7 ปลูกผักสวนครัวไว้ในพื้นที่ข้างบ้าน ประกอบด้วยมะเขือ พริก ถั่วฟักยาว ตะไคร้ ข่า แตงกวา ยอ มะระ มะละกอ เป็นต้น โดยนางนิตยา กล่าวว่าได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ซึ่งผักสวนครัวที่ปลูก นอกจากจะใช้กินใช้ในครัวเรือน ยังมีแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้าน และเก็บผลผลิตที่ได้จำหน่ายให้กับร้านค้าชุมชน แม่ค้าในชุมชน เฉลี่ยได้รายได้เสริมจากการปลูกผักสวนครัว เดือนละประมาณ 9,000 บาท

ด้านนายมนัส สุขอนุเคราะห์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 บ้านหนองบัว กล่าวว่า หมู่บ้านหนองบัว เป็นหมู่บ้านต้นแบบโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน ที่น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เสริมสร้างให้หมู่บ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ แก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง และยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน สำหรับกิจกรรมบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน เป็นกิจกรรมที่ประชาชนในหมู่บ้านได้ร่วมกันคิด ร่วมกันบริหารจัดการ และร่วมแรงร่วมใจในการทำกิจกรรม เพื่อการเป็นหมู่บ้านพัฒนาสู่ความยั่งยืนต่อไป

ด้านนางสุคนธ์ สุขอนุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และคณะกรรมการหมู่บ้านหนองบัว กล่าวเชิญชวนให้ทุกคนได้ริเริ่มปลูกผักสวนครัว รั้วกินได้ สร้างความมั่นคงให้กับตนเอง ลดรายจ่าย ทั้งยังเสริมสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว รวมถึงยังสามารถช่วยรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมต่อไป

นายอำเภอเมืองฯ ได้กล่าวทิ้งท้าย ว่าอาหารที่ดี เริ่มมาจากดินที่ดี ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ ชาวชุมชน ประชาชนจิตอาสาทุกท่าน ได้ร่วมไม้ ร่วมมือ ทำให้แผ่นดินของเรา เป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ สมกับเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนกิจกรรมวันดินโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ร่วมกันทำให้แผ่นดินนี้เป็นแหล่งก่อกำเนิดของอาหารเพื่อมวลมนุษยชาติ อาหารก่อกำเนิดเกิดจากดิน ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิต พลิกฟื้นแผ่นดินไทย ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินเพื่อรักษาคุณภาพทางชีวภาพและเป็นแหล่งกำเนิดอาหารที่สมบูรณ์เพื่อหล่อเลี้ยงคนไทยและคนทั้งโลก “ดินดี อาหารดี สุขภาพดี ชีวีมีสุข” อย่างยั่งยืนสืบไป.

บุญมา ลิบลับ….รายงาน