Categories
ข่าว ทั้งหมด

ประจวบฯ ตักบาตรถวายพระราชกุศลและถวายพระพร วันคล้ายวันประสูติ “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”

ประจวบฯ ตักบาตรถวายพระราชกุศลและถวายพระพร วันคล้ายวันประสูติ “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”

วันที่ 8 มกราคม 2567 นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์และสามเณร ที่บริเวณหน้าศาลหลักเมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยได้รับเมตตาจากพระเทพวชิรสุธี เจ้าคณะจังหวัดประจวบฯ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ นำพระภิกษุสงฆ์และสามเณรจำนวน 40 รูป ออกรับบิณฑบาตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 8 มกราคม 2567 พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด เหล่ากาชาดจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ ตลอดจนประชาชนชาวจังหวัดประจวบฯ เข้าร่วมพิธีกันอย่างพร้อมเพรียง

ต่อมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นำผู้เข้าร่วมพิธีถวายพระพรเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัด เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 8 มกราคม 2567 พร้อมทั้งร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณสวนสาธารณะหน้าเทศบาลเมืองประจวบฯ และบริเวณสะพานสราญวิถี

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประสูติเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2530 ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชา 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เมื่อแรกประสูติ ทรงดำรงพระอิสริยยศ ‘หม่อมเจ้า’ มีพระนามว่า ‘หม่อมเจ้าบุษย์น้ำเพชร มหิดล’ ต่อมาได้รับพระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าจักรกฤษณ์ยาภา มหิดล’ จากนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าสิริวัณวรี มหิดล’ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2548

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงเป็นทั้งนักกีฬาขี่ม้าและอดีตนักแบดมินตันทีมชาติไทย ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระยศพันเอกหญิง ในฐานะพระอาจารย์หัวหน้าแผนก โรงเรียนทหารม้า ศูนย์การทหารม้า (อัตราพันเอก) นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบแฟชั่นและเครื่องประดับ โดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยทรงออกแบบเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ ‘SIRIVANNAVARI’ และ S’home.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

น้องลูกเม่น คว้านางสาวหัวหินจำแลง 2567 พร้อมมงกุฎเพชรและเงินรางวัล

น้องลูกเม่น คว้านางสาวหัวหินจำแลง 2567 พร้อมมงกุฎเพชรและเงินรางวัล

ช่วงค่ำวันที่ 7 มกราคม 2567 ที่เวทีกลางงานหัวหินถิ่นมนต์ขลัง 2567 สวนหลวงราชินี 19 ไร่ เขตเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบฯ มีการประกวดนางสาวหัวหินจำแลง 2567 โดยมีสาวงามประเภทสองในชุดวนิดา – ปริศนา เข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 10 คน หลังจากใช้เวลานานเกือบ 3 ชั่วโมง ในการโชว์ตัวพร้อมตอบคำถามแสดงวิสัยทัศน์และไหวพริบจากสาวงามรอบ 5 คนสุดท้าย ท่ามกลางเสียงกองเชียร์ของสาวงามแต่ละคน ผลการตัดสินเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ตำแหน่งชนะเลิศนางสาวหัวหินจำแลง 2567 ได้แก่น้องลูกเม่น นายนริศรา วงศ์เจริญ อายุ 25 ปี พร้อมควบตำแหน่งแต่งกายงาม ได้ครองมงกุฎเพชร สายสะพาย ถ้วยรางวัล พร้อมเงินสดรวม 13,000 บาท โดยมี น.ส.บุษบา โชคสุชาติ รองนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน ขึ้นสวมมงกุฎและมอบเงินรางวัล, รองอันดับ 1 น้องทีน่า นายธีรนาฎ ฐานวิเศษ อายุ 31 ปี ได้สายสะพาย ถ้วยรางวัล และเงินรางวัล 7,000 บาท, รองอันดับ 2 น้องเบน นายศรัณรัชต์ ธนรัตน์วีระกุล อายุ 27 ปี พร้อมควบตำแหน่งสาวงามเมืองหัวหินจำแลง ได้สายสะพาย ถ้วยรางวัล พร้อมเงินสดรวม 8,000 บาท, รองอันดับ 3 น้องตังเม นายกมนลัดดา นัชชาวรมนต์ อายุ 22 ปี ได้สายสะพาย ถ้วยรางวัล และเงินสด 3,000 บาท, รองอันดับ 4 น้องฟลุ๊ค นายนฤดี มณีนพเกล้า อายุ 25 ปี ได้สายสะพาย ถ้วยรางวัล และเงินสด 3,000 บาท ท่ามกลางความดีใจของประชาชนนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มาร่วมส่งเสียงเชียร์.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

องคมนตรี เป็นประธานมอบระบบพลังงานแสงอาทิตย์มูลค่า 2 ล้านบาท ให้โรงเรียนบ้านห้วยไคร้ อ.หัวหิน

องคมนตรี เป็นประธานมอบระบบพลังงานแสงอาทิตย์มูลค่า 2 ล้านบาท ให้โรงเรียนบ้านห้วยไคร้ อ.หัวหิน

วันที่ 6 มกราคม 2567 พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี และคณะผู้บริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มอบระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงเรียนบ้านห้วยไคร้ ต.บึงนคร อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ โดยมีนายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน นางอรเยาว์ อาจหาญ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไคร้ พร้อมคณะครูนักเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้การต้อนรับ จากที่โรงเรียนบ้านห้วยไคร้ได้ขอรับการสนับสนุนระบบผสิตไฟฟ้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในอุปกรณ์การเรียนการสอน และระบบไฟฟ้าอื่นๆ ที่จำเป็นภายในโรงเรียน ซึ่งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่เดิม จ่ายพลังงานไฟฟ้าได้อย่างจำกัดไม่ครอบคลุมทั่วถึง และไม่สามารถรองรับกับการขยายตัวต่อการให้บริการของโรงเรียน เนื่องจากปัจจุบันมีนักเรียนเข้ารับบริการจำนวนทั้งหมด 348 คน และมีคณะครู จำนวน 23 คน ประกอบกับในปีการศึกษา 2566 ได้รับอนุญาตเป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล 2 จนถึงระดับมัธยมปลาย และโรงเรียนอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและปัจจุบันพื้นที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยโรงเรียนจำเป็นต้องมีบ้านพักสำหรับนักเรียนและคณะครูพักอาศัย รวมทั้งสิ้น 75 คน ทำให้ประสบปัญหาปริมาณไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการเรียนการสอน

ในการนี้ พลอากาสเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ในฐานะกรรมการโครงการกองทุนการศึกษา ขอรับการสนับสนุนระบบพลังงานแสงอาทิตย์จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ดำเนินการติดตั้งให้กับโรงเรียนบ้านห้วยไคร้ ประกอบด้วยชุดแผงผลิตพลังงานไฟฟ้า (Photovoltaic) ขนาด 25 กิโลวัตต์ และสามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 100 กิโลวัตต์/วัน ชุดระบบแบตเตอรี่สำหรับสำรองไฟฟ้าแบบลิเธียมไอออน 6 ชุด ขนาดประจุรวม 90 กิโลวัตต์ชั่วโมง เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) สำหรับเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ 220 โวลท์ จำนวน 5 เครื่อง เสาไฟฟ้าและสายส่งกระจายกระแสไฟฟ้าส่งให้กับอาคารเรียนและบ้านพัก ติดตั้งตู้ควบคุมและเปลี่ยนหลอดไฟแสงสว่างเป็นชนิด LED ตามอาคารเรียนต่างๆ งบประมาณที่ใช้ในการสนับสนุนรวมเป็นจำนวนเงิน 2,000,000 บาท นอกจากนี้ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ได้เปิดกิจกรรมศูนย์เรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดล วิถีใหม่ และปลูกต้นไม้ภายใต้กิจกรรมปลูกป่าอย่างส่วนรวมภายในบริเวณพื้นที่ของโรงเรียนบ้านห้วยไคร้อีกด้วย.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

สาวน้อยเมียนมา หนีตามคนรัก รถเสียหลักชนต้นไม้เสียชีวิตระหว่างเดินทาง

สาวน้อยเมียนมา หนีตามคนรัก รถเสียหลักชนต้นไม้เสียชีวิตระหว่างเดินทาง

เมื่อเวลา 05.00 น. ของวันที่ 6 มกราคม 2567 ร.ต.อ.หญิง รัตนาภรณ์ ทองจีน รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดี ว่ามีรถกระบะตกร่องกลางถนน ชนกับต้นไม้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย บริเวณถนนเพชรเกษม หน้าโรงงานสับปะรดทิปโก้ หลักกิโลเมตรที่ 302+800 หมู่ 4 บ้านบึง ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังได้รับแจ้งจึงพร้อมด้วย ด.ต.จักรพงษ์ อินทนพ ผบ.หมู่ ป.สภ.เมืองประจวบฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างประจวบธรรมสถาน และลุงนึกประจวบรถยก รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงพบรถยนต์กระบะตอนครึ่ง ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน บพ 9143 ภูเก็ต ตกอยู่ในร่องกลางถนน บริเวณหน้าโรงงานสับปะรดทิปโก้ สภาพด้านข้างกระบะรถด้านขวาได้รับความเสียหายพังยับเยิน กันชนหน้าซ้ายแตก ห่างออกมาประมาณ 100 เมตร พบต้นสะเดาความสูงประมาณ 20 เมตร มีร่องรอยของการถูกเฉี่ยวชน และมีรอยไถลของล้อรถเป็นทางยาว มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 4 ราย และได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ชีพโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ได้ช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้น และทำ CPR ช่วยชีวิตผู้ที่มีอาการสาหัส แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ เป็นหญิงสาวชาวเมียนมา อายุ 17 ปี ไม่ทราบชื่อ เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงนำร่างผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้แพทย์ดำเนินการรักษาและชันสูตรศพอีกครั้ง

จากการสอบถามนายสิงห์ ผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นชาวมอญ เล่าว่าตนรับจ้างกรีดยางอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีบัตรถูกต้อง และตนได้รับจ้างรับ – ส่งชาวเมียนมา ที่ต้องการเดินทางหรือย้ายบ้านเป็นอาชีพเสริม ก่อนเกิดเหตุ มีคนว่าจ้างให้ตนพาชาวเมียนมา 4 คน จากสุราษฎร์ธานีไปส่งที่กรุงเทพฯ ส่วนผู้เสียชีวิตพร้อมคนรัก มีอาการเมารถจึงขอย้ายไปนั่งท้ายกระบะรถ เมื่อใกล้ถึงจุดเกิดเหตุ เมื่อมาถึงบริเวณหน้าโรงงานทิปโก้ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุรถได้เสียหลักตกร่องกลางถนนเฉี่ยวชนกับต้นไม้ ทำให้รถเกิดสะบัดผู้โดยสารที่นั่งมาท้ายรถได้กระเด็นตกจากรถ และเสียชีวิต 1 ราย ในเวลาต่อมา

นายสิงห์ เล่าเพิ่มเติมว่า ผู้เสียชีวิตและคู่รักที่นั่งท้ายกระบะมาด้วยกัน ได้ว่าจ้างให้ตนพาไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นจะเดินทางต่อไปจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากได้หนีพ่อแม่มา เพราะถูกกีดกันห้ามไม่ให้รักชอบพอกันระหว่างผู้หญิงด้วยกัน แต่มาเกิดเหตุเสียก่อน

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่าชาวเมียนมาทั้งหมดมีพาสปอร์ต และมีหลักฐานการขอเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ส่วนของผู้เสียชีวิต อายุ 17 ปี ยังหาเอกสารไม่พบ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวผู้ขับขี่ไปสอบสวนเพิ่มเติมที่โรงพักอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แน่ชัดอีกครั้งต่อไป.

เอกภพ วงษ์ประเสริฐ….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

“หัวหิน”ดึงนางสาวไทยประจวบฯ 2567 ร่วมเดินโชว์ผ้าไทย เฉลิมพระเกียรติเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

“หัวหิน”ดึงนางสาวไทยประจวบฯ 2567 ร่วมเดินโชว์ผ้าไทย เฉลิมพระเกียรติเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

ช่วงค่ำวันที่ 5 มกราคม 2567 นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานเปิดกิจกรรมเดินแบบแฟชั่นโชว์ “ผ้าไทยใส่ให้สนุกจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เส้นด้ายเดินทาง ครั้งที่ 6”ที่เวทีกลางงานหัวหินถิ่นมนต์ขลัง 2567 สวนหลวงราชินี 19 ไร่ เขตเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบฯ มีนายดำรงค์ มากระจัน พัฒนาการจังหวัดประจวบฯ กล่าวรายงาน นายอาชวันต์ กงกะนันทน์ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานประจวบฯ นส.บุษบา โชคสุชาติ รองนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน และแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากให้การต้อนรับ เพื่อเทิดพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา วันที่ 8 มกราคม 2567 และเป็นการน้อมนำแนวพระดำริ“ผ้าไทยใส่ให้สนุก”ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาปฏิบัติและสร้างการรับรู้โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกให้เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป อีกทั้งยังเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ ส่งเสริม เผยแพร่ผ้าไทยศิลปะอันล้ำค่าของชาติให้ดำรงอยู่สืบไป

กิจกรรมเดินแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนางแนบ นายแบบกิตติมศักดิ์ จำนวน 40 คน อาทิ นายดำรงค์ มากระจัน พัฒนาการจังหวัดประจวบฯ, “น้องนิงค์”น.ส.พรศิริกุล พั่วทา นางสาวไทยประจวบคีรีขันธ์ 2567, “น้องออมสิน”น.ส.กชอร วชิรานุกูล รองนางสาวไทยประจวบคีรีขันธ์ 2567 และน้องๆ เยาวชนจากวาร์ดา บายสินี นอกจากนี้แล้วยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผ้าลายพระราชทานและผ้าพื้นเมืองของจังหวัดประจวบฯ เพื่อสนองพระดำริ“ผ้าไทยใส่ให้สนุก”และต่อยอด ส่งเสริม ประชาสัมพันธ์การใช้และสวมใส่ผ้าไทย เป็นการสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย อนุรักษ์เอกลักษณ์ผ้าพื้นถิ่นของจังหวัดประจวบฯให้คงอยู่สืบไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

มทร.รัตนโกสินทร์ ทำบุญครบรอบ 8 ปี “ราชมงคลชมคลื่นหัวหิน”

มทร.รัตนโกสินทร์ ทำบุญครบรอบ 8 ปี “ราชมงคลชมคลื่นหัวหิน”

วันที่ 5 มกราคม 2567 รองศาสตราจารย์ ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและทำบุญครบรอบ 8 ปี การดำเนินงานของโรงแรมราชมงคลชมคลื่น ที่โรงแรมราชมงคลชมคลื่น ซอยหัวถนน 23 ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ มีนายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน น.ส.บุษบา โชคสุชาติ รองนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน นางลิษา อึ้งเห่ง ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอหัวหิน นางวาสนา ศรีกาญจนา นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน – ชะอำ ผศ.นภาพร นาคทิม รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตวังไกลกังวล คณะผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา พนักงานโรงแรม และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธี

รองศาสตราจารย์ ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ กล่าวว่า โรงแรมราชมงคลชมคลื่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เริ่มเปิดทำการตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบันเป็นเวลา 8 ปีแล้ว มีการพัฒนากันมาเรื่อยๆ วัตถุประสงค์หลักเพื่อสนองข้าราชบริพารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ขณะพระองค์ท่านเสด็จมาประทับแรมที่หัวหิน จะมีข้าราชบริพารและลูกหลานที่ตามเสด็จมาถวายงานได้มีที่พัก อีกทั้งเรามีคณะอุตสาหกรรมการโรงแรมและการท่องเที่ยว เป็นคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยฯ ที่มีการจัดการเรียนการสอน ราชมงคลชมคลื่นแห่งนี้เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่เราจะให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติการจริง ในโรงแรมจริง นอกจากนี้เรายังเปิดให้ประชาชนและคนที่สนใจเข้ามาใช้บริการได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ถือว่าสมบูรณ์แบบ เรามีโรงแรมที่ใกล้ทะเล มีสระว่ายน้ำ มีห้องอาหาร

ผศ.นภาพร นาคทิม กล่าวเสริมว่า “ผลประกอบการช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ในเรื่องการให้บริการกับแขกที่เข้าพัก ถือว่าประสบผลสำเร็จ เรามีการเชิญชวนประชาสัมพันธ์ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นโบรชัวร์ การออกบูธตามงานแสดงสินค้าท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อให้แขกมาเข้าใช้บริการ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดหรือช่วงเทศกาล เพราะตลอดทุกปีที่ผ่านมามีกำไรจากการดำเนินการ แม้ว่าเราจะใช้สถานที่นี้เป็นที่ฝึกประสบการณ์ตรงของนักศึกษา ถือว่าเป็นส่วนที่เราต้องให้บริการทางการศึกษา สำหรับรายได้จากผลจากประกอบการที่ผ่านมา เรานำมาสนับสนุนด้านการศึกษา บริหารจัดการในเรื่องของการบูรณะทรัพย์สินเพื่อให้ใช้ประโยชน์ และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอนให้กับนักศึกษาการโรงแรมและการท่องเที่ยว ในอนาคตเราได้ตั้งปณิธานว่าต้องบริหารจัดการให้ดีขึ้นไปกว่าเดิม”.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ประจวบฯ ส่งมอบปลากะตักแห้งร่วมโครงการส่วนพระองค์ กรมสมเด็จพระเทพฯ ต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน

ประจวบฯ ส่งมอบปลากะตักแห้งร่วมโครงการส่วนพระองค์ กรมสมเด็จพระเทพฯ ต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน

วันที่ 5 มกราคม 2567 นายนิติ วิวัฒน์วานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ มอบหมายให้นายสินาทร โอ่เอี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานในพิธีส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีนให้กับผู้แทนกองทัพเรือ โครงการตามพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพลเรือตรี กรัณย์ กลิ่นบัวแก้ว รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ผู้แทนกองทัพเรือ หัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนสมาคมประมงในจังหวัดประจวบฯ ร่วมในพิธี เพื่อนำไปพระราชทานให้แก่นักเรียนและประชาชนที่ขาดแคลนในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่ภาคเหนือต่อไป โดยปีนี้มีหน่วยงานที่ร่วมน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้งและอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ได้แก่ สมาคมชาวประมงบางสะพาน จำนวน 1,500 กิโลกรัม สมาคมชาวประมงประจวบคีรีขันธ์ 214 กิโลกรัม และสมาคมประมงพื้นบ้านประจวบคีรีขันธ์ 386 กิโลกรัม รวมเป็นปลากะตักแห้ง 2,100 กิโลกรัม จากนั้นได้มีการปล่อยรถบรรทุกปลากะตักแห้งและอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีนที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด ซึ่งกองทัพเรือจะนำไปส่งมอบโครงการส่วนพระองค์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 26 มกราคม 2567 ณ อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนแม่สะเรียง “บริพัตรศึกษา” จ.แม่ฮ่องสอน

สำหรับโครงการต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน เป็นโครงการตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากการที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในพื้นที่ต่างๆ ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อปี พ.ศ.2538 ทรงทอดพระเนตรพสกนิกรที่ป่วยเป็นโรคขาดสารไอโอดีน และด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ทรงจัดตั้งโครงการต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีนขึ้น โดยพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อดำเนินโครงการในเบื้องต้น และต่อมาสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงรับการดำเนินโครงการต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยในปีนี้เป็นปีที่ 28 ของกิจกรรมนี้.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ประจวบฯ เร่งถอดบทเรียน 7 วันอันตรายปีใหม่ หลังมีผู้เสียชีวิต 7 ราย รับมือช่วงสงกรานต์

ประจวบฯ เร่งถอดบทเรียน 7 วันอันตรายปีใหม่ หลังมีผู้เสียชีวิต 7 ราย รับมือช่วงสงกรานต์

วันที่ 5 มกราคม 2567 นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานปิดศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 พร้อมสรุปผลการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 7 วันของช่วงการควบคุมเข้มข้น ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2566 – 4 มกราคม 2567 พบว่าจังหวัดประจวบฯ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 48 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 57 คน และเสียชีวิต 7 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้บาดเจ็บอาการสาหัสที่เสียชีวิตในโรงพยาบาล 3 คน โดยจำนวนผู้เสียชีวิตในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 สูงกว่าเป้าหมายค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 คน ทั้งนี้ ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือรถจักรยานยนต์ 33 คัน คิดเป็นร้อยละ 66 พฤติกรรมเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด ร้อยละ 31.15 ขับรถตัดหน้าระยะกระชั้นชิด ร้อยละ 19.67 ทัศนวิสัยไม่ดี ร้อยละ 13.11 อำเภอหัวหินและอำเภอบางสะพานน้อย มีผู้เสียชีวิตอำเภอละ 2 คน อ.ทับสะแก อ.เมือง อ.บางสะพาน มีผู้เสียชีวิตอำเภอละ 1 คน โดยอุบัติเหตุเกิดขึ้นบริเวณเส้นทางตรงมากที่สุด 43 ครั้ง รองลงมาคือทางแยก 10 ครั้ง ทางโค้ง 5 ครั้ง

นายเดชา เรืองอ่อน หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดประจวบฯ กล่าวว่า มาตรการเพิ่มเติมที่ดำเนินการในปีนี้ คือการจัดรถเคลื่อนที่เปิดสัญญาณไฟวับวาบช่วงกลางคืนในบริเวณที่เป็นจุดเสี่ยง 31 จุด พบว่าได้ผลดี ช่วยกระตุ้นเตือนผู้ขับขี่ ลดการเกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งจะมีการขยายผลแนวทางนี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะถนนเพชรเกษม ซึ่งมีระยะทางผ่านพื้นที่จังหวัดประจวบฯ มากถึง 220 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม จะต้องดูในเรื่องของความสว่างจากสัญญาณไฟวับวาบ ให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นได้ในระยะไกลด้วย ขณะที่ในช่วงกลางวันต้องหาแนวทางป้องกันปัญหาจากการวูบหลับในแล้วเกิดอุบัติเหตุ โดยหลังเทศกาลปีใหม่นี้จะมีการถอดบทเรียนการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แล้วหามาตรการป้องกันแก้ไขร่วมกัน เช่น การปรับปรุงแก้ไขด้านสภาพแวดล้อมบริเวณจุดที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูง

ด้าน น.ส.ทวีพร เพิ่มทวี ขนส่งจังหวัดประจวบฯ กล่าวว่า จากการย้ายจุดตรวจรถโดยสารสาธารณะ จากศูนย์บริการทางหลวงเขาโพธิ์ อ.บางสะพานน้อย มาอยู่ที่ริมถนนเพชรเกษม บริเวณหน้าสถานีตำรวจทางหลวง 3 กองกับการ 2 อ.เมืองประจวบฯ ในปีนี้ ทำให้สามารถเรียกตรวจรถโดยสารไม่ประจำทาง หรือรถเช่าเหมาได้ถึง 84 คัน มากกว่าช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 ที่ตรวจได้เพียง 9 คัน โดยพบพนักงานขับรถไม่พร้อม 2 คน สภาพรถไม่พร้อม 2 คัน ช่วยยับยั้งการเกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งสำนักงานขนส่งจังหวัดประจวบฯ จะเสนอไปยังกรมการขนส่งทางบก ออกระเบียบข้อบังคับให้รถโดยสารไม่ประจำทางทุกคัน ต้องเข้าจุดตรวจเหมือนรถโดยสารประจำทาง เชื่อว่าจะลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุลงได้ ขณะที่ในส่วนของการตรวจจับความเร็วรถโดยสารผ่านระบบจีพีเอส พบการกระทำผิดขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด 113 คัน เป็นรถโดยสารในจังหวัดประจวบฯ 8 คัน ซึ่งได้ดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย จุดที่มีการใช้ความเร็วรถเกินกฎหมายกำหนดมากที่สุด คือถนนสาย 37 บายพาส ชะอำ – ปราณบุรี กม.ที่ 31 กม.37 และ กม.33 พื้นที่ ต.ทับใต้ อ.หัวหิน ส่วนการตรวจจับความเร็วรถโดยสาร ผ่านกล้องตรวจจับความเร็ว พบรถที่ใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด 88 คัน เป็นรถโดยสารในจังหวัดประจวบฯ 33 คัน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

อบรมเชิงปฏิบัติการ “โครงการเสริมสร้างจริยธรรมและพัฒนาศักยภาพ สำนักข่าวขนาดเล็กเพื่อความยั่งยืน”

อบรมเชิงปฏิบัติการ “โครงการเสริมสร้างจริยธรรมและพัฒนาศักยภาพ สำนักข่าวขนาดเล็กเพื่อความยั่งยืน”

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯร่วมกับสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ เตรียมเดินหน้าจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “โครงการเสริมสร้างจริยธรรมและพัฒนาศักยภาพ สำนักข่าวขนาดเล็กเพื่อความยั่งยืน”

ระหว่างวันที่ 26-28 มกราคม นี้ ณ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์นพลัสแวนด้าแกรนด์ แจ้งวัฒนะ นนทบุรี  เพื่อเสริมทักษะวิชาชีพสื่อมวลชนและความรู้ต่างๆ ให้กับผู้ที่สนใจสร้างสำนักข่าวขนาดเล็กของตนเอง สนใจสมัครด่วน รับจำนวนจำกัด 

นายชำนาญ ไชยศร อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระบุว่า การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของสื่อขนาดเล็กให้มีความแข็งแกร่งทั้งด้านเนื้อหาและด้านทุนทางเศรษฐกิจ  เพื่อเป็นแหล่งบ่มเพาะความหลากหลายและนวัตกรรมให้งอกงามในภูมิทัศน์สื่อไทย ภายใต้กลไกตลาดและการควมรวมของสื่อขนาดใหญ่ในศตวรรษที่ 21 

ตลอดการอบรมทั้ง 3 วัน ผู้เข้ากิจกรรมจะได้เรียนรู้ทักษะและประสบการณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำงานด้านสื่อมวลชน และหาแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนสำนักข่าวของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น จริยธรรมและจรรยาบรรณสื่อตามหลักสากล,การบริหารจัดการสำนักข่าวขนาดเล็ก,การบริหารสื่อออนไลน์และการหารายได้, การผลิตเนื้อหาข่าวบนแพลตฟอร์ม Tik Tok การเรียนรู้ Success Model โมเดลธุรกิจและหลักการบริหารสื่อ กิจกรรมดังกล่าว เหมาะสำหรับผู้สื่อข่าวที่สนใจการสร้างสำนักข่าวขนาดเล็กของตนเอง ผู้ประกอบการสื่อที่สนใจเรียนรู้หรือทบทวนเกี่ยวกับหลักวิชาชีพสื่อมวลชน และอัพเดตความรู้เกี่ยวกับโมเดลธุรกิจของสื่อขนาดเล็กในปัจจุบัน สื่อภาคพลเมืองที่ต้องการยกระดับคุณภาพงานด้านสื่อมวลชนให้เป็นที่ยอมรับ

นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจ ผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมภายในวันที่ 10 มกราคม 2567 ผ่านลิงก์ด้านล่าง: 

ทั้งนี้ “โครงการเสริมสร้างจริยธรรมและพัฒนาศักยภาพ สำนักข่าวขนาดเล็กเพื่อความยั่งยืน”ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และเป็นกิจกรรมภายใต้ยุทธศาสตร์ของอนุกรรมการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวฯ ที่มุ่งสนับสนุนและส่งเสริมให้วงการสื่อมวลชนผลิตงานอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับจริยธรรมสื่อสากล และเพิ่มพูนประโยชน์ให้ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารสืบไป

หัวข้อการบรรยาย 

การตั้งต้นและการบริหารจัดการสำนักข่าวขนาดเล็ก

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย                    ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters

การบริหารสื่อออนไลน์และการหารายได้

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์              บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว TODAY

คุณรู้จักแพลตฟอร์มดีแค่ไหน?

พริสม์ จิตเป็นธม                        รองบรรณาธิการ สำนักข่าว TODAY

การผลิตเนื้อหาข่าวบนแพลตฟอร์ม TikTok + Workshop

ทัพพนัย บุญบัณฑิต               Lifestyle & Education Partnership Manager

Success Model การปรับตัวเพื่อนำเสนอเนื้อหาข่าวบนสื่อใหม่

คุณสุวิตา จรัญวงศ์ CEO & Co Founder Tellscore Co.,Ltd.

Master Class How to Write a Grant Proposal : การเขียนขอทุนเพื่อผลิตสื่อคุณภาพ

Detty Saluling (มีการจัดสรรล่ามแปลภาษาให้)

Senior Manager for Rainforest Journalism Fund, Pulitzer Center 

โมเดลธุรกิจสื่อและหลักการบริหารสื่อตามจรรยาบรรวิชาชีพ

ผศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม     คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สิทธิเสรีภาพสื่อภายใต้กฎหมายไทย

อ.ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ        ที่ปรึกษากฎหมายสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์         

กลไกการกำกับดูแลของสื่อมวลชน

ชวรงค์  ลิมป์ปัทมปาณี               ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ        

Categories
ข่าว ทั้งหมด

พุทธศาสนิกชนร่วมพิธีมุทิตาจิตงานอายุวัฒนมงคล 83 ปี พระครูธรรมานุจารี เจ้าอาวาสวัดเขาเต่า

พุทธศาสนิกชนร่วมพิธีมุทิตาจิตงานอายุวัฒนมงคล 83 ปี พระครูธรรมานุจารี เจ้าอาวาสวัดเขาเต่า

วันที่ 4 มกราคม 2567 พระเทพวชิรสุธี เจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธีมุทิตาจิตงานอายุวัฒนมงคล 83 ปี 54 พรรษา พระครูธรรมานุจารี (หลวงพ่อพูน ธัมมปฏิทินโน) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดเขาเต่า มีนายอติชาติ ชัยศรี รองนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พระเถระพร้อมคณะสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์ พุทธศาสนิกชน อุบาสก อุบาสิกา ศิษยานุศิษย์ ร่วมมุทิตาจิตและถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ 100 รูป ภายในศาลาการเปรียญวัดเขาเต่า ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ

พระครูธรรมานุจารี มีนามเดิมว่า พูน ช่างเพียร เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2483 ณ บ้านเลขที่ 20 หมู่ 2 บ้านหนองตลาด ต.กุยเหนือ อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ เป็นบุตรคนที่สองของนายวอน – นางหิต ช่างเพียร มีพี่น้อง 14 คน อุปสมบทเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2512 ขณะมีอายุครบ 29 ปี ณ พัทธสีมาวัดธรรมิการามวรวิหาร โดยมีพระเทพสุทธิโมลี (หลวงพ่อปิ่น ปิณินฺทริโย) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชปิยมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินัยโสพิต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาธมฺมปฏิทินฺโน ปี 2542 ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดอรัญญิกาวาส บ้านหนองคาง ต.ศาลาลอย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบฯ ซึ่งท่านได้ร่วมกับชาวบ้านพัฒนาวัดในทุกด้าน ทำให้วัดหนองคางมีความเจริญขึ้นมาก ปี 2548 โดยพระบรมราชานุญาต เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2548 มหาเถรสมาคมมีมติให้เลื่อนเป็นพระครูธรรมานุจารี (ทองพูน ธมฺมปฏิทินฺโน) ตำแหน่งพระครูสัญญาบัตร เทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นชั้นพิเศษ

ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2549 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเขาเต่า ซึ่งขณะนั้นวัดกำลังอยู่ในสภาพทรุดโทรม และมีความขัดแย้งกันในกลุ่มชาวบ้านที่มีความเห็นไม่ตรงกันในแนวทางการพัฒนาวัด ท่านได้เข้ามาพัฒนาวัดเขาเต่า นำพาชาวบ้านเขาเต่าให้เกิดความรักสามัคคีกัน ท่านได้สร้างศาลาทรงไทยขึ้นใหม่ เพื่อเป็นศาลาประกอบศาสนกิจ แทนหลังเดิมที่ชำรุด พัฒนาอ่างเก็บน้ำและศาลากลางน้ำภายในวัด สร้างกุฏิที่พักสงฆ์ สร้างฌาปนกิจสถาน (เมรุ) เพื่อสงเคราะห์ผู้ยากไร้ โดยท่านเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการทำศพให้ นอกจากนี้ท่านยังได้สร้างอาคารครูสมาธิ ที่ตั้งของสถาบันพลังจิตตานุภาพ 18 ภายในวัดเขาเต่า เพื่อสอนหลักสูตรครูสมาธิ และหลักสูตรการทำสมาธิอื่นๆ ตามแนวของเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ต่อมาปี 2556 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอหัวหิน ฝ่ายธรรมยุต ตลอดเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ พระครูธรรมานุจารีได้ทำหน้าที่พระสังฆาธิการปกครองคณะสงฆ์ด้วยหลักแห่งพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นำพาพระภิกษุสงฆ์ในปกครอง ยึดมั่นในศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยดีตลอดมา.