Categories
ข่าว ทั้งหมด

หัวหินกินเจวันแรกคึกคัก ประชาชนร่วมสืบสานประเพณีถือศีล ทำจิตใจให้บริสุทธิ์

หัวหินกินเจวันแรกคึกคัก ประชาชนร่วมสืบสานประเพณีถือศีล ทำจิตใจให้บริสุทธิ์

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 บรรยากาศกินเจวันแรกในพื้นที่อำเภอหัวหิน จ.ประจวบฯ ระหว่างวันที่ 21 – 29 ตุลาคม 2568 เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากตื่นตัวต้อนรับเทศกาลกินเจ พากันเลือกซื้ออาหารเจไว้รับประทาน เช่นที่ร้านคุณต้อย ชั้น G ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน ได้จัดเตรียมร้านค้า ติดธงสีเหลืองเทศกาลกินเจ และเตรียมอาหารเจจำนวนมากไว้คอยบริการ เพื่อให้ผู้ที่ทานเจในปีนี้ร่วมทำความดี ทั้งกาย วาจาใจ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ซึ่งตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมามีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทยอยเข้ามาเลือกซื้ออาหารเจรับประทานกันอย่างต่อเนื่อง

น.ส.อัจฉรา แซงวงษ์ อายุ 66 ปี เจ้าของร้านคุณต้อย กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของเทศกาลกินเจ ลูกค้าเยอะมาก ผลตอบรับดีมาก อาหารเจที่ร้านเรามีประมาณ 20 – 30 อย่าง เราขายราคาปกติ ไม่แพง เมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้านคือ ข้าวผัดไรซ์เบอรี่ผัดแปะก๊วย และโปรตีนกรอบ แกงเขียวหวานฟักทอง เขียวหวานยอดมะพร้าว อันนี้ก็อร่อย และยังจ๊อเจ เผือกทอด หัวไชเท้าทอด ใครอยากทานอาหารเจอร่อยๆ เชิญแวะมาที่ร้านป้าต้อย ที่ศูนย์การค้าบลูพอร์ตได้

ขณะที่ร้านเรือนทองบ้านมังสวิรัติ ในเขตเทศบาลนครหัวหิน มีประชาชนต่างพากันซื้ออาหารเจ ขนมเจ เครื่องดื่มเจ รับประทานกันเป็นจำนวนมาก โดย น.ส.ปิยพร สุวัฒน์ศุภกุล อายุ 45 ปี เจ้าของร้านกล่าวว่า ทางร้านเปิดขายอาหารเจมานานเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว วันนี้เป็นวันแรกค่อนข้างคึกคัก มีลูกค้าหน้าใหม่ค่อนข้างเยอะ ตอนนี้อาหารเจไม่ใช่แค่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่เป็นอาหารรักสุขภาพด้วย มีลูกค้ามากันเรื่อย ๆ อาหารเจวันนี้มีประมาณ 50 กว่าอย่าง มีหลากหลายเมนู ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน เพราะฉะนั้นมาที่นี่ครบทีเดียวเลย อยากจะให้มาลองชิมดู เราจะมีกะหล่ำปลีตุ๋น กาน่าฉ่าย ซึ่งเราทำเอง ผ่านการเคี่ยวในน้ำมันงา มีน้ำพริกที่ทำเอง เป็นน้ำพริกไตปลา ถ้าใครชอบรสชาติจัดจ้านแนะนำเลย เทศกาลเจปีนี้อยากให้ลองมาทานอาหารเจ รสชาติไม่จำเจแน่นอน อาหารมีหลากหลาย ราคาจับต้องได้ ข้าวราดอย่างเดียวเริ่มต้นที่ 30 บาท เชิญทุกคนมาลองทานอาหารเจที่ร้านเรือนทอง รสชาติไม่เหมือนเดิมแน่นอน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ นำปลูกต้นไม้และเก็บขยะชายหาด ในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ นำปลูกต้นไม้และเก็บขยะชายหาด ในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานเปิดกิจกรรมวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2568 ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ มีนายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ จิตอาสาพระราชทานและประชาชนเข้าร่วมกิจกรรม ภายใต้ชื่อ“4 ประสาน (ประมง, คุมประพฤติ, ปภ., โยธา) ชวนเรือนจำทำความดี” กิจกรรมในวันนี้ยังเป็นการดำเนินโครงการพฤกษามิตรภาพ ไทย – ซาอุดิอาระเบีย เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา 33 ล้านกล้า ฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้ปลูกต้นไม้ (ต้นมะริด) บริเวณสวนหน้าจวนผู้ว่าฯ ก่อนจะส่งมอบต้นไม้ให้หัวหน้าส่วนราชการเพื่อนำไปปลูกบริเวณรอบสระน้ำเรือนจำชั่วคราวบางนางรมต่อไป จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดได้นำประชาชนจิตอาสาลงพื้นที่ชายทะเลอ่าวประจวบฯ เพื่อทำกิจกรรมร่อนทราย “คืนหาดสวยด้วยมือเรา” เป็นการเก็บคัดแยกเศษขยะออกจากทราย ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ชายทะเลเกิดความสวยงามตลอดไป

วันรักต้นไม้แห่งชาติ ตรงกับวันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ที่ทรงมีพระปณิธานอย่างแรงกล้า ที่จะฟื้นฟูความสมดุลของ ธรรมชาติ โดยทรงปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ด้วยพระองค์มาตลอดพระชนม์ชีพ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เป็นวันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2533 และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ” เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2533 เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงงานพัฒนาชนบทของประเทศไทย โดยเฉพาะการฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติ จังหวัดประจวบฯ โดยสำนักงานจังหวัดจึงได้จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เนื่องในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสนองนโยบายของรัฐบาลในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่สืบไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ประจวบฯ จับมือราชภัฏเพชรบุรี ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นในพื้นที่

ประจวบฯ จับมือราชภัฏเพชรบุรี ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นในพื้นที่

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข นายกสภามหาวิทยาลัยเพชรบุรี เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการประสานความร่วมมือทางวิชาการและปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี กับ จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบฯ, การลงนามความร่วมมือการพัฒนาระบบตรวจวัดฝุ่นละอองในอากาศ PM 2.5 แบบเรียลไทม์ใน จ.เพชรบุรี และการยกระดับคุณภาพการศึกษาและศิลปวัฒนธรรมใน จ.เพชรบุรีและประจวบฯ ที่ห้องประชุมพะนอม แก้วกำเนิด อาคารสุเมธตันติเวชกุล มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จ.เพชรบุรี โดยมี รศ.ดร.พัชรศักดิ์ อาลัย รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นางวันเพ็ญ มั่งศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี คณาจารย์ และคณะทำงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวจากทั้งสองจังหวัดเข้าร่วมในพิธี
การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้

นับเป็นเวทีระดมความคิดเห็นระหว่าง จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบฯ ในการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาและความต้องการของพื้นที่ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ร่วมกันและจัดทำโครงการปีงบประมาณ 2570 วางแผนและจัดทำข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อเสริมสร้างชุมชนรักษ์โลก เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยระบบบูรณาการการตรวจติดตามเครื่องวัดฝุ่นละอองในอากาศ PM 2.5 แบบเรียลไทม์ใน จ.เพชรบุรี สร้างการมีส่วนร่วมและบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อนำไปใช้เป็นทิศทางการพัฒนาเชิง ยกระดับคุณภาพและการศึกษาในพื้นที่เป้าหมาย นำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การศึกษา และศิลปวัฒนธรรมร่วมกัน

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสองจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง และขอชื่นชมคณะทำงานด้านการพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ที่ได้ขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของประเทศ 4 ปีซ้อน ในการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ด้วยการนำจุดเด่นของพื้นที่สองจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชน มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งขับเคลื่อนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้สอดคล้องกับรัฐบาลและมหาวิทยาลัย จนทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน กล่าวว่า คณะทำงานรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับเกียรติจากท่านนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี มามอบนโยบายและให้กำลังใจแก่คณะทำงาน ซึ่งนับเป็นพลังสำคัญในการยกระดับศักยภาพของชุมชนและสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชน และขอแสดงความชื่นชมต่อมหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี ที่ได้ขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งของประเทศ 4 ปีซ้อน ในการเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” ตามผลการจัดอันดับ SCD University Rankings 2024 ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของ จ.เพชรบุรีและประจวบฯ ทั้งสองจังหวัดจะร่วมมือกันนำเอาจุดเด่นของพื้นที่ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชน มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งขับเคลื่อนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ต่อไป

รศ.ดร.พัชรศักดิ์ อาลัย กล่าวว่า สืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีมีพื้นที่บริการวิชาการสองจังหวัด คือ เพชรบุรี และประจวบฯ การประสานความร่วมมือในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่ โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือดังกล่าวยังสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ที่มุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตกตอนล่างให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางทางวิชาการที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับการพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เปิดศูนย์ ‘One Stop Service คนละครึ่งพลัส เทศบาลนครหัวหิน’ มีร้านค้าแห่ลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เปิดศูนย์ ‘One Stop Service คนละครึ่งพลัส เทศบาลนครหัวหิน’ มีร้านค้าแห่ลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เดินทางมาตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการคนละครึ่งพลัส ที่สำนักงานเทศบาลนครหัวหิน จ.ประจวบฯ มีนายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอหัวหิน นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน พร้อมรองนายกฯ ปลัดเทศบาล คณะผู้บริหารเทศบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ มอบหมายให้แต่ละอำเภอในพื้นที่ จัดตั้งศูนย์ให้บริการ One Stop Service คนละครึ่งพลัส เป็นศูนย์ย่อยให้บริการประชาชน กระจายครอบคลุมทุกอำเภอในจังหวัด และมีศูนย์กลางให้บริการ ประจำการที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อเปิดให้บริการประชาชนและสนับสนุนช่วยเหลือปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการเข้าร่วมโครงการ ประชาชนในจังหวัดจะได้ไม่พลาดสิทธิในการเข้าร่วมโครงการ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน กล่าวว่าจังหวัดประจวบฯ มีนโยบายให้จัดตั้งศูนย์ One Stop Service โครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไป และร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ลดความแออัดในการรอรับบริการที่ธนาคารกรุงไทย โดยบรรยากาศเปิดศูนย์ฯ วันแรก ที่เทศบาลนครหัวหินพบว่ามีผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่ให้ความสนใจ นำเอกสาร หลักฐานต่างๆ ไปรอลงทะเบียนกันอย่างเนืองแน่น สำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ก็ขอให้ไปใช้บริการได้ที่ธนาคารกรุงไทย

นายอติชาติ ชัยศรี รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน กล่าวว่า วันแรกของการเปิดจุด One Stop Service โครงการฯ พบว่ามีผู้ประกอบร้านค้ามารอลงทะเบียนจำนวนมาก ขณะนี้ได้สั่งการให้ขยายพื้นที่ให้กว้างขวางมากขึ้น โดยใช้พื้นที่ชั้นล่างของเทศบาลนครหัวหินอำนวยความสะดวกเรื่องรับบัตรคิว ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการได้วันละ 140 คนเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้ประกอบการเตรียมเอกสารมาให้ครบเพื่อความสะดวกรวดเร็ว ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของร้านค้า สำเนาสมุดธนาคารกรุงไทย เจ้าของร้านค้า และรูปถ่ายหน้าร้าน ในร้านและอาหาร พร้อมรับรองสำเนา จากนั้นนำมากรอกรายละเอียดแบบฟอร์มให้เรียบร้อย และแนบเอกสารทั้งหมดส่งให้ปลัดเทศบาลนครหัวหินลงนาม และนำเอกสารทั้งหมด ยื่นที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้เทศบาลนครหัวหินจะให้บริการจนถึงวันที่ 24 ตุลาคมนี้ และหากพบว่ายังมีร้านค้าที่อยากเข้าร่วมโครงการฯ อีกมาก ก็อาจจะขยายเวลาเพิ่มเปิดให้บริการต่อไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

สายมูแห่บูชาไฟพระแม่ลักษมี เสริมดวงในเทศกาลแห่งแสง‘Deepavali Festival Hua Hin 2025’

สายมูแห่บูชาไฟพระแม่ลักษมี เสริมดวงในเทศกาลแห่งแสง‘Deepavali Festival Hua Hin 2025’

ช่วงเย็นวันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน กล่าวต้อนรับและเปิดกิจกรรมเทศกาลแห่งแสงไฟ ‘Deepavali Festival Hua Hin 2025’ ที่หน้าศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน จ.ประจวบฯ มี น.ส.วรกานต์ ถาวร รองผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานประจวบฯ น.ส.บุษบา โชคสุชาติ รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ พ.ต.อ.ไพทูล พรมเขียน ผกก.สภ.เมืองประจวบฯ นายพีรกร บุญญโชติจินดา ประธานชมรมธรรมด้วยใจ พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ ชาวไทย เนปาล อินเดีย กว่า 100 คน ร่วมขอพรองค์พระแม่ลักษมี, พระนารายณ์, พระพิฆเนศ ให้มีความก้าวหน้ามีความสำเร็จในชีวิตการงาน และร่วมพิธีอารตีไฟ (Aarti) ถวายแสงสว่างต่อองค์พระแม่ลักษมี เทวีแห่งความมั่งคั่ง เพื่อช่วยเสริมโชคลาภเงินทองให้ชีวิตรุ่งเรืองสว่างไสว โดยมีพราหมณ์ฮินดูจากประเทศเนปาลเป็นผู้นำพิธี และร่วมเจิมหน้าผากเสริมดวงกับ “เอ พศิน” พระเอกสายมูอย่างคับคั่ง

นายพีรกร บุญญโชติจินดา กล่าวว่า ชมรมธรรมด้วยใจ ร่วมกับสมาคมไทย – เนปาลี ททท.สำนักงานประจวบฯ เทศบาลนครหัวหิน สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ จัดกิจกรรมเทศกาล ‘Deepavali Festival Hua Hin 2025’ ซึ่งคนไทยเรียกว่า “ดิวาลี” หรือ “ดีปาวลี” เป็นเทศกาลแห่งแสงที่คนฮินดูถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมานาน ใช้แสงสว่างเป็นสัญลักษณ์สำคัญร่วมบูชาพระแม่ลักษมี และสะท้อนความหมายของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เป็นประเพณีแห่งศรัทธาชาวพุทธฮินดูในพื้นที่ต่างๆ สืบต่อมายาวนาน ทั้งในมหานครทั่วทุกมุมโลกได้มีการจัดงานเทศกาลดิวาลีอย่างยิ่งใหญ่ รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วย สำหรับที่อำเภอหัวหิน จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เป็นโอกาสในการกระชับความสัมพันธ์อันดีงามของคนที่มีความเชื่อและศรัทธาในองค์พระแม่ลักษมี ทั้งคนไทย เนปาล อินเดีย โดยมีสมาคมไทย – เนปาลี หลายสาขาทั่วประเทศมาร่วมทำพิธีอารตีไฟ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่หัวหินและมีส่วนร่วมกิจกรรมอันดีงามของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น กิจกรรมในงานประกอบด้วยพิธีอารตีไฟ การประกวดหนูน้อยลักษมี ชิงเงินรางวัลกว่า 1 หมื่นบาท การแสดงจากชาวเนปาลที่ได้รางวัลชนะเลิศการประกวดที่ประเทศเนปาล เป็นต้น.

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

ผบช.ทท. ปล่อยแถวสร้างความเชื่อมั่น เตรียมพร้อมดูแลนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น

ผบช.ทท. ปล่อยแถวสร้างความเชื่อมั่น เตรียมพร้อมดูแลนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น

วันที่ 18 ตุลาคม 2568 พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เป็นประธานปล่อยแถวสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ที่จุดชมวิวชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี มี พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท., พ.ต.อ.ยุทธภูมิ ปั้นลายนาค รอง ผบก.ทท.3, พ.ต.อ.ประภาวิน ฉายโฉมเลิศ รอง ผบก.ทท.3, พ.ต.อ.อภิรักษ์ เพิ่มชัย ผกก.สภ.ชะอำ, พ.ต.ท.วรพรต ผลานิสงค์ รอง ผกก.1 บก.ทท.3, พ.ต.ท.อาณัฐชัย ก้อนทอง สวญ.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.3, นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ, นายธเนศ นาเมือง ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อำเภอชะอำ, นางดวงใจ คุ้มสอาด ผู้อำนวยการ ททท.เพชรบุรี น.ส.ปณิดาภา สวนแก้ว ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบุรี ข้าราชการตำรวจท่องเที่ยว อาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวและหน่วยงานต่างๆ ร่วมบูรณาการ ภายหลังปล่อยแถว โดย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมคณะฯ ได้ตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการร้านค้าชายหาด พบปะแจกของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มาใช้บริการบริเวณชายหาดชะอำด้วย

พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ กล่าวว่าการปล่อยแถวในครั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หรือ High Season ที่กำลังมาถึง โดยเฉพาะอำเภอชะอำ – หัวหิน ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวตากอากาศที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีและมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางเข้ามาในพื้นที่ช่วงดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เราได้บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เพิ่มความเข้มข้นในการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน การอำนวยความสะดวก การให้บริการและการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลต่างๆ แก่ประชาชนนักท่องเที่ยว การป้องกันอาชญากรรมในทุกมิติ โดยเฉพาะการฉ้อโกง หลอกลวงนักท่องเที่ยว และความผิดที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ตำรวจท่องเที่ยวพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถให้นักท่องเที่ยวได้อุ่นใจตามนโยบาย “สะดวก ปลอดภัย ได้รับความเป็นธรรม” เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ภายใต้นโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความมั่นใจของนักท่องเที่ยวเป็นอันดับแรก

“เรามีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก เช่น กล้องระบบ AI เชื่อมโยงข้อมูลหมายจับ การประสานสายด่วน 1155 รองรับ 8 ภาษา และการใช้แอปพลิเคชัน ‘Thailand Tourist Police’ เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงการรับบริการหรือรับการช่วยเหลือจากตำรวจท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนเป็นเจ้าบ้านที่ดีด้วยรอยยิ้ม ผู้ประกอบการไม่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวจะได้กลับมาเที่ยวยังเมืองชะอำ – หัวหิน และประเทศไทยต่อไป” พล.ต.ท.ศักย์ศิรา กล่าวตอนท้าย.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เปิดต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย เตรียมขยายผลทุกอำเภอ

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เปิดต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย เตรียมขยายผลทุกอำเภอ

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานเปิด “ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย” ยกระดับจังหวัดประจวบฯ สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแห่ง Thailand Riviera ที่ห้องนวลจันทร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ อ.เมือง จ.ประจวบฯ มีนายวราวุธ พยัคฆพงษ์ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอฯ นายสมชาย กระแจะเจิม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดประจวบฯ นายอติชาติ ชัยศรี รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ รองศาสตราจารย์ ดร.พนารัตน์ ศรีแสง ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน และคณะศึกษาวิจัย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เข้าร่วมรับฟัง

จากผลการศึกษาของคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำโดย ดร.พนารัตน์ ศรีแสง ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาจังหวัดประจวบฯ สู่เมืองสร้างสรรค์สปาทราย” ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประจำปี 2566 พบว่าจังหวัดประจวบฯ มีศักยภาพโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติชายฝั่งทะเล ยาวกว่า 200 กิโลเมตร และภูมิปัญญาท้องถิ่น “สปาทราย/หมกทราย” ประกอบกับทีมวิจัยได้เดินทางไปศึกษาดูงานรูปแบบโมเดลการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในเมืองเบปปุ (Beppu) และอิบุซุกิ (Ibusuki) ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อถอดบทเรียนด้านการพัฒนาและการบริหารจัดการที่ประสบความสำเร็จในระดับสากล ก่อนนำแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในจังหวัดประจวบฯ โดยมีการลงพื้นที่สำรวจและวิเคราะห์ศักยภาพทราย ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี ในพื้นที่นำร่องชายหาดเขาเต่า อ.หัวหิน, ชายหาดหว้ากอ อ.เมืองประจวบฯ, ชายหาดทุ่งประดู่ อ.ทับสะแก และชายหาดบ้านกรูด อ.บางสะพาน พบว่ามีแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ มีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและมีประโยชน์ในการรักษา โดยทรายที่ชายหาดหว้ากอ ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ มีแร่ธาตุสำคัญ คือ แร่ควอตช์และแร่ฟันม้า ที่สามารถช่วยปรับพลังงานในร่างกาย ช่วยให้ผ่อนคลาย ปรับสมดุลของระบบประสาทได้

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 5 – 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการจัดอบรมผู้ให้บริการสุขภาพสปาทราย รุ่นแรก เพื่อเตรียมความพร้อมของชุมชนในพื้นที่นำร่อง ปัจจุบันพื้นที่และบุคลากรมีความพร้อมในการเปิดต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย เพื่อเป็นกลไกการพัฒนาต่อยอดขยายผลสู่ทุกอำเภอของจังหวัดต่อไป โดยเป้าหมายสูงสุดของการดำเนินงาน คือการจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนา Wellness Destination จังหวัดประจวบฯ” ที่เชื่อมโยงนโยบายระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับชุมชน ผ่านมาตรฐานบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพในระดับสากล เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับประจวบฯ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Destination ช่วยขับเคลื่อนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจใช้บริการสปาทรายที่ชายหาดหว้ากอ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ โทร. 032 – 661098 หรือ 032 – 661103 ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูงไม่แนะนำให้ใช้บริการสปาทราย.

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

โรงแรมพุทธรักษา จัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ‘The Endless End’ จากศิลปินบ้านศิลปินหัวหิน

โรงแรมพุทธรักษา จัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ‘The Endless End’ จากศิลปินบ้านศิลปินหัวหิน

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่อบอุ่น เดลี่ โรงแรมพุทธรักษา หัวหิน จ.ประจวบฯ ได้มีการจัดนิทรรศการ “The Endless End | ความสิ้นสุด อันไม่มีที่สิ้นสุด” ผลงานศิลปะร่วมสมัยของ “อาจารย์นาง”วรรณวิมล เกษางาม จากบ้านศิลปินหัวหิน มี น.ส.นุชนาถ เทียนทอง ผู้จัดการพุทธรักษา หัวหินรีสอร์ท ให้การต้อนรับ ท่ามกลางเหล่าศิลปิน แขกผู้มีเกียรติ และนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าร่วมชม จัดขึ้นระหว่างเดือนตุลาคม 2568 – เดือนมีนาคม 2569 เข้าชมฟรี ! โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

อาจารย์นาง กล่าวว่า นิทรรศการครั้งนี้คือการถ่ายทอดแนวคิดของศิลปินที่มองเห็นความงามในสิ่งธรรมดา ด้วยการใช้สีจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ดื่มได้ อย่างชา กาแฟ ดอกไม้และสมุนไพร ซึ่งกลายเป็นเฉดสีแห่งชีวิตที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายของธรรมชาติและความอ่อนโยนของเวลา ทุกสีที่ใช้ ล้วนมาจากสิ่งที่หล่อเลี้ยงมนุษย์ในทุกวัน แต่ศิลปินนำมาถ่ายทอดบนผืนกระดาษอีกครั้งในรูปแบบใหม่ นิทรรศการนี้ไม่เพียงเป็นการนำเสนอผลงานศิลปะ แต่ยังสะท้อนปรัชญา Simple – Wellness – Comfort ของแบรนด์ พุทธรักษาหัวหิน ที่เชื่อในความเรียบง่าย ความสบายและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความหมาย ภายในบรรยากาศแสนอบอุ่นของ“อบอุ่น เดลี่” พื้นที่ ที่ทุกคนสามารถจิบชา กาแฟ และสัมผัสศิลปะที่เกิดจากเครื่องดื่มแก้วนั้นได้ในเวลาเดียวกัน

ไฮไลต์ของนิทรรศการ คือผลงาน “Mantra Stone | หินมันตรา” ศิลปะที่เกิดจากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ เช่น ถุงแกง ถุงพลาสติก และเศษบรรจุภัณฑ์ ให้กลายเป็นหินตกแต่งที่มีลวดลายเฉพาะตัว แต่ละก้อนหินเปรียบเสมือน“มันตราแห่งการให้อภัยและการเริ่มต้นใหม่” สะท้อนแนวคิดว่าทุกสิ่ง แม้แต่สิ่งที่ถูกทิ้ง ยังสามารถกลับมามีคุณค่าได้อีกครั้ง ผู้เข้าชมยังสามารถเข้าร่วมเวิร์คชอป “วาดลวดลายหินมันตรา” เพื่อเรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ และสัมผัสศิลปะในแบบที่จับต้องได้ด้วยตนเอง อีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างสีสันภายในงาน คือ “น้องนักรบพู่กัน” ตุ๊กตาปั้นสีขาวรูปแมวของอาจารย์นาง ที่เปรียบเหมือนพลังสร้างสรรค์ในทุกคน ผู้เข้าชมสามารถระบายสีและแต่งเติมลวดลายได้ตามใจ เพื่อร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะมหาชนในแบบเฉพาะตัว เป็นสัญลักษณ์ของการมีส่วนร่วม และความสุขจากการสร้างสรรค์ร่วมกัน

น.ส.นุชนาถ เทียนทอง กล่าวว่า นิทรรศการศิลปะครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง พุทธรักษา หัวหิน และบ้านศิลปินหัวหิน โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนศิลปินท้องถิ่น เปิดพื้นที่ให้ผลงานถูกแสดงและจำหน่ายอย่างอิสระ พร้อมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมเวิร์คช๊อปที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ อบอุ่น เดลี่ จึงไม่ใช่เพียงคาเฟ่ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มและขนมอบ แต่คือพื้นที่แห่งศิลปะร่วมสมัยของเมืองหัวหิน ที่ทุกคนสามารถมาสัมผัสเรื่องราวของธรรมชาติ ความงามและความตั้งใจได้ในที่เดียวกัน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการ “คนละครึ่งพลัส” มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมกว่า 2,000 ราย

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการ “คนละครึ่งพลัส” มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมกว่า 2,000 ราย

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการคนละครึ่งพลัส ประจวบคีรีขันธ์ ที่ห้องประชุมบางนางรม ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัด ภายหลังมอบหมายให้ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชนที่มีความประสงค์เข้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2668 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่จะสร้างร้ายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน และเพื่อให้มีกำลังใจในการจับจ่ายใช้สอยมากยิ่งขึ้น โดยศูนย์ปฏิบัติการฯ เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 – 31 ตุลาคม เวลา 08.30 – 16.30 น. (เว้นวันหยุดราชการ) ที่ห้องบางนางรม ชั้น 2 ศาลากลางหลังเก่า จ.ประจวบฯ

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน กล่าวว่า จังหวัดประจวบฯ ได้มอบหมายให้แต่ละอำเภอในพื้นที่ จัดตั้ง “ศูนย์ให้บริการ One Stop Service คนละครึ่งพลัส” เป็นศูนย์ย่อยให้บริการประชาชนกระจายครอบคลุมทุกอำเภอในจังหวัด และมีศูนย์กลางให้บริการ ประจำการที่ศาลากลางจังหวัด เปิดให้บริการและสนับสนุนช่วยเหลือปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดไม่พลาดสิทธิในการเข้าร่วมโครงการ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบโอกาสในการใช้สิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ สำหรับร้านค้าได้เริ่มเปิดลงทะเบียนให้สมัครเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. – 19 ธ.ค. จนถึงขณะนี้มีผู้ประกอบการร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 2,000 ราย

“ในส่วนของประชาชนจะเปิดให้ผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป ลงทะเบียนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 20 – 26 ตุลาคม เวลา 06.00 – 22.00 น. และใช้สิทธิได้ในวันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค.ใน68 ด้านสิทธิประโยชน์ของประชาชนที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ภาครัฐจะช่วยจ่าย 50% ของค่าสินค้าและบริการ มีวงเงินสูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน โดยผู้ที่ยื่นแบบภาษีจะได้รับวงเงินรวม 2,400 บาท ผู้ที่ไม่ยื่นแบบภาษีจะได้รับวงเงินรวม 2,000 บาท เริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค.68 เวลา 06.00 – 23.00 น. สำหรับผู้ที่เคยได้รับสิทธิในเฟส 5 ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ แต่ต้องอัปเดตแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และกดเข้าร่วมโครงการได้เลย” นายสิทธิชัย กล่าวตอนท้าย.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ประจวบฯ พร้อมเป็นเจ้าภาพมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ‘Thailand Biennale 2027’

ประจวบฯ พร้อมเป็นเจ้าภาพมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ‘Thailand Biennale 2027’

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการและคณะทำงานขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale Prachuap Khiri Khan ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัด พร้อมด้วยนายภาคภูมิ ชุมภูวร รักษาราชการแทนวัฒนธรรมจังหวัดประจวบฯ นายชาญวิทย์ อุณหสุทธิยานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดประจวบฯ อาจารย์ทวี เกษางาม ผู้อำนวยการบ้านศิลปินหัวหิน มี น.ส.บุษบา โชคสุชาติ รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน นายสมชาย กระแจะเจิม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดประจวบฯ หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการเสนอตัวเข้ารับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพ สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญ มีการพิจารณาการสนับสนุนข้อมูลและหลักฐานประกอบการพิจารณา เพื่อสมัครคัดเลือกเมืองเจ้าภาพมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale 2027 และเพื่อสมัครเข้าร่วมคัดเลือกจังหวัด เพื่อพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นเมืองแห่งศิลปะ Art City ประจำปี 2568

ทั้งนี้ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ได้นำแนวคิดการจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยระดับโลกในต่างประเทศ ให้ปรากฏขึ้นในประเทศไทย โดยได้ริเริ่มการเป็นเจ้าภาพจัดงานภายใต้ชื่อ มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “Thailand Biennale” เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2561 ที่ จ.กระบี่ และหมุนเวียนไปตามจังหวัดต่างๆ ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2564 ที่ จ.นครราชสีมา ครั้งที่ 3 เมื่อปี 2566 ที่ จ.เชียงราย และล่าสุด พ.ศ.2568 ที่ จ.ภูเก็ต โดยมีเป้าหมายที่จะหมุนเวียนไปตามจังหวัดต่างๆ ทุกๆ ปี เริ่มต้นจากเมืองที่มีศักยภาพและทุนทางวัฒนธรรม สามารถนำมาสร้างมูลค่าทางสังคม เศรษฐกิจ สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศจากการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม บูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดงานในรูปแบบมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างรายได้จากต้นทุนทางวัฒนธรรม ผ่านนิทรรศการ การแสดงศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินไทยและต่างชาติที่มีชื่อเสียงระดับโลก รวมถึงจัดศาลาแสดงงาน (Pavilion) ของกลุ่มศิลปินไทยและต่างชาติ กิจกรรมคู่ขนาน และกิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรม ตลอดการจัดแสดงงาน จึงเปิดรับสมัครจังหวัดที่สนใจเป็นเจ้าภาพมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale 2027 และมีกำหนดปิดรับสมัครในวันที่ 31 ตุลาคมนี้.