Categories
ข่าว ทั้งหมด

กุยบุรีเปิดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ป่าครอบครัว สืบสานปณิธานพ่อ

กุยบุรีเปิดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ป่าครอบครัว สืบสานปณิธานพ่อ

วันที่ 9 สิงหาคม 2566 นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ป่าครอบครัว สืบสานปณิธานพ่อ สานต่อเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์เรียนรู้ป่าครอบครัวด้านเกษตรพอเพียงและแปรรูปผลผลิตจากป่าชุมชน หมู่ 9 บ้านเขาราง ต.สามกระทาย อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ (ป่าชุมชนบ้านเขาราง) มีนายไพศาล ช่อผกา นายอำเภอกุยบุรี เป็นผู้กล่าวรายงาน มีหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายก อบต.สามกระทาย, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2, ผู้แทนศูนย์ป่าไม้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ประธานเครือข่าย ทสม. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านเขาราง

กิจกรรมวันนี้ประกอบด้วยการสร้างป่าครอบครัว ร่วมกันปลูกต้นไม้ มีการนำสินค้าพื้นบ้านของชาวบ้านเขาราง มาขาย อาทิผักผลไม้พื้นบ้าน รวมทั้งตะกร้า ที่สานโดยชุมชนมาวางจำหน่ายให้ผู้สนใจได้ร่วมจับจ่ายใช้สอยอีกด้วย

นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าฯ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมวันนี้ เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของชาติ เป็นการปลูกต้นไม้ในใจคน ด้วยแนวคิดการปลูกป่านอกป่า หรือการยกป่ามาไว้ในบ้าน หรือที่เรียกว่า “ป่าครอบครัว” เป็นนวัตกรรมทางสังคมเพื่อชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นเรื่องใหม่ที่อยู่บนฐานคิดที่ว่า “ครอบครัวเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม และมีบทบาทสำคัญที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ”

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างป่าครอบครัว และร่วมลงทะเบียนบันทึกการปลูกต้นไม้ ในโครงการรวมใจไทย ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน ผ่านเวปไซต์ plant.forest.go.th เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปลูกต้นไม้ จำนวน 4,810,173 ต้น ตามนโยบายการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่จังหวัดต่อไป ซึ่งสามารถขอรับกล้าไม้ได้จากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันและเวลาราชการ.

พันธุ์พงษ์ โพธิ์จินดา….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

หนุ่มใหญ่ระนองขับกระบะฝ่าสายฝน ลื่นเสียหลักตกข้างทาง เจ็บ 2 ราย

หนุ่มใหญ่ระนองขับกระบะฝ่าสายฝน ลื่นเสียหลักตกข้างทาง เจ็บ 2 ราย

วันที่ 8 สิงหาคม 2566 ร.ต.อ.อาทิตย์ บุตรละคร รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ รับแจ้งเหตุจากพลเมืองดีว่าเกิดอุบัติเหตุรถกระบะเสียหลักตกข้างทาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บบนถนนเพชรเกษม ฝั่งขาขึ้นกรุงเทพฯ หลักกิโลเมตรที่ 311 + 300 หน้าห้างโลตัสสาขาเมืองประจวบฯ ต.เกาะหลัก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ หลังได้รับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างประจวบฯ และลุงนึกประจวบรถยก เข้าตรวจสอบพร้อมให้ความช่วยเหลือนำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะตอนครึ่ง ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บจ 1958 ระนอง มีรอยลื่นไถลของล้อรถยนต์บริเวณถนน จนถึงบริเวณร่องระบายน้ำข้างทาง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ อายุประมาณ 50 – 60 ปี จำนวน 2 ราย ถูกเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์

จากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ขับขี่เล่าว่าพวกตนเดินทางมาจากจังหวัดระนอง มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปร่วมงานศพ เมื่อถึงบริเวณจุดที่เกิดเหตุ มีฝนตกทำให้ถนนลื่น รถของตนลื่นไถลจะไปชนกับเสาไฟฟ้า จึงหักหลบเป็นเหตุให้มาตกอยู่ในร่องน้ำข้างทาง ทำให้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว.

เอกภพ วงษ์ประเสริฐ….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

กองทุนแม่ของแผ่นดินประจวบฯ จัดค่ายอบรมเยาวชนสร้างเกราะป้องกันยาเสพติด

กองทุนแม่ของแผ่นดินประจวบฯ จัดค่ายอบรมเยาวชนสร้างเกราะป้องกันยาเสพติด

วันที่ 7 สิงหาคม 2566 นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จัดโครงการอบรม เครือข่ายเด็กและเยาวชนกองทุนแม่ ร่วมใจเสริมสร้างเกราะป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่บ้านทางสาย ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีนายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานเปิดโครงการ โดยมีนางกันยมาส ชูจีน ผู้อำนวยการ สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 ให้ความรู้เรื่องของพิษภัยยาเสพติดในเด็กและเยาวชนแก่ผู้ร่วมโครงการ และนำผู้เข้าร่วมโครงการกล่าวคำปฎิญาณตนว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ในฐานะประธานโครงการ เปิดเผยว่าปัญหายาเสพติดในเด็กและเยาวชน เป็นปัญหาสำคัญที่มีมานานแล้ว เป็นวงจรปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับทุกคน เพราะไม่เพียงแต่จะต้องสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรอันมีค่าที่สุดของประเทศไปแล้ว ยังนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินอำเภอบางสะพานจึงจัดทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อให้เด็กและเยาวชนตื่นตัวถึงโทษและพิษภัยยาเสพติด และมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชน ในภาวะผู้นำและการต่อต้านยาเสพติด ฝึกการอยู่ร่วมกัน เพื่อการสร้างภูมิคุ้มกัน ปลูกฝังความภาคภูมิใจ ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการนี้ประกอบด้วยเด็กและเยาวชนเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดิน และ คณะกรรมการเครือข่ายจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารโรงเรียน ครูจากโรงเรียนในเขตพื้นที่อำเภอทับสะแก และอำเภอบางสะพาน จำนวน 80 คน โครงการนี้จัดในรูปแบบของค่ายพักแรม 2 วัน 1 คืน ระหว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2566 หวังว่าเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ จะสามารถนำไปต่อยอด นำองค์ความรู้ที่ได้รับไปสู่ครอบครัว ชุมชน และเพื่อนๆ ในโรงเรียนต่อไป.

ณัฐธภพ พันสาย….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

รองผู้ว่าฯ แจงอ่างเก็บน้ำเขาคันหอก ต้องประชาคมชาวบ้าน ก่อนเสนอของบซ่อม ยันมีน้ำใช้พอฤดูแล้ง

รองผู้ว่าฯ แจงอ่างเก็บน้ำเขาคันหอก ต้องประชาคมชาวบ้าน ก่อนเสนอของบซ่อม ยันมีน้ำใช้พอฤดูแล้ง

วันที่ 8 สิงหาคม 2566 จากกรณีที่มีชาวบ้านร้องเรียนกับสื่อมวลชน ถึงความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่บ้านด่านสิงขร บ้านไร่เครา หมู่ 6 ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากสภาพอ่างเก็บน้ำเขาคันหอกรั่วไหล และคันฝายชะลอน้ำบริเวณพื้นที่ด้านล่างพังถล่ม ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเหลือน้อย ไม่เพียงพอต่อประชากรที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามลำดับ

ความคืบหน้าล่าสุด ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เปิดเผยว่าจากกรณีที่ชาวบ้านระบุว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำใช้เพื่อการบริโภค ไม่เพียงพอต่อประชากรที่อยู่อาศัยในพื้นที่ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น และต้องสลับน้ำใช้วันเว้นวัน ข้อเท็จจริงคือหน่วยผลิตน้ำประปาดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของ อบต.คลองวาฬ ซึ่งรองรับประชากรประมาณ 1,500 คน ซึ่งใช้น้ำดิบของชลประทานอ่างเก็บน้ำเขาคันหอก มาอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันอ่างเก็บน้ำนี้สามารถเก็บน้ำได้ 2 ใน 3 เฉลี่ยประมาณ 200,000 ลูกบาศก์เมตร เนื่องจากมีการชำรุดรั่วไหล และจังหวัดรับทราบเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว ซึ่งทางชลประทานได้มาออกแบบเมื่อปี พ.ศ.2560 โดยใช้งบประมาณในการแก้ไข ประมาณ 40 ล้านบาท แต่กระบวนการสื่อสารเรื่องงบประมาณที่ไม่ชัดเจน ซึ่งแนวทางการบริหารจัดการน้ำประปายังบริหารจัดการได้ น้ำดิบที่มีอยู่มันเพียงพอต่อการใช้งานของประชากรประมาณ 1,500 ครัวเรือน ส่วนเรื่องการแก้ไขในส่วนที่ชำรุดเสียหาย ต้องให้ อบต.คลองวาฬ ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินยื่นขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้จากกรมป่าไม้ก่อน เริ่มจากชุมชนต้องทำประชาคมชาวบ้าน แล้ว อบต.เสนอขึ้นมาตามลำดับชั้น และส่งไปที่กรมป่าไม้ เมื่อได้ใบอนุญาตจากกรมป่าไม้แล้ว ถึงจะเอาแบบที่กรมชลประทานออกแบบไว้แล้ว ยื่นของบประมาณ ซึ่งทางจังหวัดพร้อมที่จะผลักดันร่วมสนับสนุนกับกรมป่าไม้ ให้รีบอนุญาตโดยด่วน และได้มีหนังสือสั่งการไปที่สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดแล้ว ให้ทำหนังสือไปที่ อบต.คลองวาฬ เริ่มกระบวนการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้ รองผู้ว่ากล่าว.

เอกภพ วงษ์ประเสริฐ….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

หอการค้าประจวบฯ จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต “9 แสนซีซี 90 ปี หอการค้าไทย”

หอการค้าประจวบฯ จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต “9 แสนซีซี 90 ปี หอการค้าไทย”

วันที่ 8 สิงหาคม 2566 นายศุรอัฐ ณรงค์ฤทธิ์ ประธานหอการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ / กรรมการผู้จัดการบริษัท ไฮ-โค้ท (ประเทศไทย) จำกัด น.ส.นภาพร พันธ์ศรีมังกร รองประธานหอการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และเป็นประธานจัดโครงการนี้ จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตตามโครงการ “9 แสนซีซี 90 ปี หอการค้าไทย” ทำความดีเพื่อสังคม และเพื่อสำรองโลหิตยามขาดแคลน” ที่บริษัท ไฮ – โค้ท (ประเทศไทย) จำกัด ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีนายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน นางอุษา พวงวลัยสิน นายกกิ่งกาชาดอำเภอหัวหิน นายอติชาติ ชัยศรี รองนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน นายอัครวินท์ โฆษิตชัยวัฒน์ ประธานกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่หอการค้าจังหวัดประจวบ (YEC) และพนักงานบริษัท ไฮ – โค้ท ประเทศไทย จำกัด กว่า 50 คน เข้าร่วม

น.ส.นภาพร พันธ์ศรีมังกร กล่าวว่า “โครงการ 9 แสนซีซี 90 ปี หอการค้าไทย” เป็นการสานต่อภารกิจจากโครงการบริจาคโลหิต 85 ปี หอการค้าไทย ซึ่งได้ริเริ่มเมื่อปี 2561 เพื่อให้สมาชิกหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าจังหวัด ตลอดจนเครือข่าย ได้มีส่วนร่วมในการบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการโลหิตและเป็นโลหิตสำรองในยามขาดแคลนของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการเชิญชวนสมาชิกหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ หอการค้าต่างประเทศ สมาคมการค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) และประชาชนทั่วไป ได้มีส่วนร่วมในโครงการฯ มีระยะดำเนินการ 1 ปี ตั้งแต่เมษายน 2566 ถึง เมษายน 2567 โดยมีเป้าหมายคือ 900,000 ซีซี

“ผู้ที่ร่วมบริจาคโลหิตในวันนี้ ยังได้ลุ้นรับโชควันที่ 8 เดือน 8 สำหรับคนที่เกิดวันที่ 8 หรือคนที่เกิดเดือน 8 ที่มีเลข 8 ในเลข 13 หลักบนบัตรประชาชน รับสิทธิ์ชิงโชคเงินรางวัลสูงสุด 90 ล้านบาท รับสลากกินแบ่งรัฐบาลตั้งแต่ 1 – 15 ใบ แทนคำขอบคุณจากใจบริษัท ไฮ – โค้ท (ประเทศไทย) จำกัด อีกด้วย” น.ส.นภาพร กล่าว.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

PDPC ติวเข้มสื่อมวลชน นําเสนอข่าวไม่กระทบสิทธิ์บุคคลอื่น และไม่ละเมิดกฎหมาย PDPA

PDPC ติวเข้มสื่อมวลชน นําเสนอข่าวไม่กระทบสิทธิ์บุคคลอื่น และไม่ละเมิดกฎหมาย PDPA

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส. : PDPC) จัดกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับสื่อมวลชน ร่วมกับผู้ทรงวุฒิด้านกฎหมาย PDPA และกิจการสื่อ ให้ความรู้เรื่องการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนกับการละเมิด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 สร้างแนวทางให้สื่อมวลชนสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างมีขอบเขต ไม่กระทบต่อบุคคลอื่น ไม่ละเมิดกฎหมาย PDPA และช่วยให้ประชาชนเข้าใจขอบเขตการทำหน้าที่สื่อมวลชน พร้อมรักษาสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของตนได้อย่างมีคุณภาพ

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ กรรมการผู้เชี่ยวชาญตามพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ กล่าวว่า จากการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือที่รู้จักในชื่อกฎหมาย PDPA ที่ได้กระตุ้นให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งในฝั่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและฝั่งของผู้ที่มีหน้าที่นำเสนอข้อมูลเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ทำหน้าที่หรือกิจการ ‘สื่อมวลชน’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นการบังคับใช้จากกฎหมาย PDPA ทั้งฉบับ

“การยกเว้นบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ในสื่อมวลชน เป็นการยกมาจากรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าสื่อมวลชนมีสิทธิเสรีภาพในการที่จะแสดงออกและรายงานข่าว แต่ขณะเดียวกัน ตัวกฎหมาย PDPA ก็ได้กำหนดขอบเขตในการยกเว้นการบังคับใช้ไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สื่อมวลชนละเมิดต่อการนำเสนอข้อมูลส่วนบุคคลอย่างผิดวัตถุประสงค์ โดยระบุว่าการยกเว้นนี้ จะยกเว้นให้เท่าที่เป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพหรือเป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น ดังนั้น ในทางกลับกัน หากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนนั้นไม่เป็นไปตามจริยธรรมฯ เกินความจำเป็น และไม่เกิดประโยชน์กับสาธารณชน สื่อมวลชนก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA และหากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็อาจมีความรับผิดทางแพ่ง มีโทษทางอาญาและทางปกครองได้เช่นเดียวกัน”

ด้าน นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า ตามประมวลจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่จัดทำโดยสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ได้ให้นิยามของคำว่า “สื่อมวลชน” หมายความว่า สื่อหรือช่องทางที่นำข่าวสาร สาร หรือเนื้อหาสาระทุกประเภทไปสู่ประชาชนเพื่อประโยชน์สาธารณะที่ขึ้นทะเบียนเป็นสื่อมวลชน โดยการขอใบอนุญาตหรือโดยการขึ้นทะเบียนเป็นสื่อมวลชนตามที่กฎหมายกำหนด อาทิ สื่อโทรทัศน์ที่ต้องได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. สื่อหนังสือพิมพ์ที่ต้องได้รับใบการจดแจ้งการพิมพ์ หรือสำหรับสื่อที่ทำเว็บออนไลน์ก็สามารถเข้าข่ายขอใบอนุญาตผ่านการจดชื่อโดเมนได้ ทำให้สื่อมีความแตกต่างจากกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์หรือกลุ่มคนที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ที่ไม่เข้าข่ายยกเว้นจากกฎหมาย PDPA

“ประมวลจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนฯ มีการจัดทำและเผยแพร่ออกมาในปี 2564 หรือ 1 ปีก่อน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งนับเป็นเนื้อหาที่มีการรองรับกับกฎหมาย PDPA ได้โดยเฉพาะ จึงกลายเป็นแนวทางให้สื่อมวลชนสามารถนำเสนอข่าวได้โดยไม่เกิดผลกระทบต่อบุคคลอื่น เพราะตามจริยธรรมแล้วทุกการนำเสนอข่าวจากสื่อมวลชนจะต้องมีความครบถ้วน เป็นธรรม รวมถึงต้องมีมาตรการจัดการที่เป็นธรรมกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล นั่นคือหากมีบุคคลได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าว คน ๆ นั้นจะสามารถแจ้งต่อสื่อมวลชนเพื่อลบข้อมูลที่ไม่ต้องการเผยแพร่ได้ ทั้งนี้ ตัวสื่อมวลชนเองก็ต้องมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Security) เพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Breach) รวมถึงเพื่อป้องกันการเกิดช่องโหว่ปล่อยให้มีคนนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นไปใช้ได้”

ทั้งนี้ นายไพบูลย์ ยังได้เสริมเพิ่มเติมว่า สิ่งที่กฎหมาย PDPA ให้การยกเว้นในกิจการสื่อมวลชน ยังรวมถึงงานศิลปกรรมหรือวรรณกรรมอันเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพหรือเป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น แปลว่าภาพถ่ายประกอบการนำเสนอข่าวจึงไม่เป็นการละเมิด PDPA ยกเว้นว่าภาพถ่ายนั้นไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ สร้างผลกระทบกับบุคคลอื่น ถูกนำไปใช้ทางการตลาดหรือแสวงหาผลกำไร จึงจะนับว่าภาพถ่ายนั้นละเมิดต่อกฎหมาย PDPA หรือในกรณีที่นำเสนอข่าวโดยใช้ภาพถ่ายหรือวิดีโอจากบุคคลอื่น สื่อมวลชนต้องระมัดระวังเรื่องการปกปิดตัวตนบุคคลในภาพและต้องอ้างอิงถึงแหล่งที่มาเนื้อหานั้นด้วย เพื่อป้องกันการฝ่าฝืนหรือละเมิดกฎหมาย PDPA รวมถึงกฎหมายหมิ่นประมาทและ กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ไปในตัว

 สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและดูแลข้อมูลส่วนบุคคลได้ทาง Facebook : PDPC Thailand  หรือโทร. 0 2142 1033, 0 2141 6993.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

พบร่างน้องโชค วัย 9 ขวบ จมทะเลหัวหินนาน 6 วัน โผล่ทะเลเพชรบุรี

พบร่างน้องโชค วัย 9 ขวบ จมทะเลหัวหินนาน 6 วัน โผล่ทะเลเพชรบุรี

จากกรณีที่ “น้องโชค” ด.ช.จิรพัส สุขสมัย อายุ 9 ปี เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวจากสมุทรสาคร มาท่องเที่ยวที่หัวหิน จ.ประจวบฯ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา จากนั้นพากันไปเล่นน้ำทะเลที่บริเวณชายหาดสวนสนประดิพัทธิ์ ท่ามกลางอากาศคลื่นลมแรงก่อนพลัดจมหายไป หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่นับร้อยนายจากหลายมูลนิธิ ระดมค้นหาทั้งในน้ำ ภาคพื้นดิน และใช้โดรนบินตรวจหาทั้งวันทั้งคืน แต่ไม่พบตัว ต่อมาเวลา 12.13 น. วันที่ 6 สิงหาคม 2566 ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ประจวบฯ ได้รับแจ้งจากเรือประมงโชคอัจฉราพร 1 ว่าพบศพคนลอยอยู่ในทะเลห่างจากชายฝั่ง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ประมาณ 40 กิโลเมตร หรือ 21.5 ไมล์ทะเล โดยใช้อวนวางล้อมและเฝ้าศพไว้กันน้ำพัดห่างไปอีก จึงประสานกรมประมงนำเรือตรวจประมงทะเล 227 พร้อมทีมกู้ภัยมูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถาน ออกไปรับร่างผู้เสียชีวิต แต่เนื่องจากระยะทางไกล ใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะนำศพกลับขึ้นฝั่งได้ที่บริเวณท่าเรือวัดอุตมิงคาวาส อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ในเวลา 22.00 น. วันเดียวกัน พร้อมแจ้งพนักงานสอบสวน แพทย์เวร เข้าตรวจสอบพบศพอยู่ในสภาพขึ้นอืดมาหลายวัน สวมเสื้อผ้าลักษณะตรงกับน้องโชคใส่วันที่เกิดเหตุ ก่อนนำศพส่ง รพ.พระจอมเกล้า เพชรบุรี เพื่อทำการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัว ก่อนมอบศพให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

ด้านนายธนวัฒน์ เรืองเดช ผู้ช่วย ปภ.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่าในช่วงที่คลื่นลมทะเลอ่าวไทยมีกำลังแรง จังหวัดจะมีหนังสือแจ้งเตือนอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เฝ้าระวังแจ้งเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวระมัดระวังการลงเล่นน้ำทะเล มีการปักธงแดงเป็นสัญลักษณ์ ห้ามการลงเล่นน้ำทะเลโดยเด็ดขาดในช่วงที่คลื่นลมแรง ซึ่งที่ผ่านมาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการจมน้ำส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ ยอมรับว่าการที่จะดูแลความปลอดภัยให้ทั่วถึงตลอดเวลานั้น ภาครัฐมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ แต่เรื่องนี้ทางจังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามจะหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ขึ้นอีก.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ขบวนแห่งานประจำปีวันเกิดเจ้าพ่อกวนอู คึกคักรอบเมืองปราณบุรี

ขบวนแห่งานประจำปีวันเกิดเจ้าพ่อกวนอู คึกคักรอบเมืองปราณบุรี

วันที่ 7 สิงหาคม 2566 นายชาญณรงค์ พานิชนันทนกุล ประธานศาลเจ้าพ่อกวนอู พร้อมด้วยคณะกรรมการศาลเจ้า และศิษยานุศิษย์ อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยฯ ได้จัดขบวนแห่นำองค์เทพเจ้ากวนอู ออกมาให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอปราณบุรีตั้งแต่ศาลเจ้า วนรอบสี่แยกปราณ จนไปถึงตลาดเก่าปราณบุรี โดยระหว่างขบวนแห่ผ่าน จะมีผู้มีจิตศรัทธาจัดโต๊ะหมู่บูชาประกอบด้วยดอกไม้ ธูปเทียน น้ำ ผลไม้ มาตั้งไหว้หน้าบ้าน เพื่อกราบไหว้สักการะองค์เจ้าพ่อกวนอูให้เกิดความเป็นสิริมงคลให้ครอบครัว ตลอดจนค้าขายเจริญรุ่งเรืองตลอดไป

ในอดีตเมื่อ 100 กว่าปีที่ผ่านมา บริเวณศาลเจ้า เป็นพื้นที่ขนาดเล็กรกร้างว่างเปล่า ก่อตั้งโดยกลุ่มคนจีนไหหลำ จากเกาะทางตอนใต้ของประเทศจีนที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในประเทศไทย บริเวณปลายแม่น้ำปราณที่ตั้งค่ายธนะรัชต์ ก่อนย้ายไปที่บ้านปลายน้ำ และย้ายขยับห่างจากที่เดิมเล็กน้อย ปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงงานน้ำตาล และล่าสุดย้ายมาตั้งที่บริเวณสี่แยกปราณบุรี ในที่ดินของนายชินและนางบุญธรรม จุลเจิม พร้อมกับอัญเชิญแปะกง เจ้าแม่ทับทิม เทียงโหวเซี้ยะบ้อมาอยู่ในที่ตั้งศาลเดียวกัน ต่อมาศาลมีสภาพทรุดโทรมลง คณะกรรมการมูลนิธิฯ จึงดำริก่อสร้างขึ้นใหม่ด้วยพลังศรัทธาของสาธารณชน ปัจจุบันเป็นศาลเจ้าคอนกรีตเสริมเหล็ก ใช้เงินบริจาคจากคหบดีและผู้มีจิตศรัทธาในวงเงินประมาณ 18 ล้านบาท ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2558 แล้วเสร็จโดยสมบูรณ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2560 บริหารจัดการโดยคณะกรรมการศาลเทพเจ้ากวนอูปราณบุรี นำโดยนายชาญณรงค์ พานิชนันทนกุล เพื่อใช้เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นสถานที่สักการะบูชาเทพเจ้ากวนอู ประกอบพิธีการเซ่นบวงสรวง และเป็นสถานที่ให้ผู้เลื่อมใสศรัทธาได้กราบสักการะบูชาอย่างมั่นคง ยั่งยืนสืบต่อไป

สำหรับงานประจำปี จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ถึงวันที่ 11 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ภายในงานจะให้ประชาชนกราบไหว้องค์เจ้าพ่อกวนอู เวียนธูป การแสดงงิ้ว การจับรางวัลมอบให้กับผู้มาร่วมงาน และมีผู้มีจิตศรัทธามาตั้งเต้นท์ นำอาหารคาวหวาน ขนม มาแจกฟรีตลอดงานอีกด้วย.

สมบัติ ลิมปจีระวงษ์….รายงาน

Categories
กีฬา ข่าว ทั้งหมด

สามร้อยยอด จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สามร้อยยอดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 5 สิงหาคม 2566 นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปั่น รัน พาย ที่ อบต.สามร้อยยอด ร่วมกับชมรม CSR เพื่อการท่องเที่ยวตำบลสามร้อยยอด ผู้ประกอบการโรงแรมและร้านค้าจัดขึ้น โดยมีนายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอสามร้อยยอด นายสังคม แดงโชติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดประจวบฯ นายธิติ เนตรสว่าง นายก อบต.สามร้อยยอด นายดำริ กำปั่นวงษ์ ประธานตลาดลงเล นายสิทธิศักดิ์ น้อยผลเพชร กำนันตำบลสามร้อยยอด ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านค้าและประชาชนทั่วไป ร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมากที่บริเวณตลาดลงเล หมู่ 5 ต.สามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์

นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเหมาะสำหรับคนรักศาสตร์กีฬา บางคนอาจจะมีความชำนาญในเรื่องการปั่น บางคนชำนาญเรื่องการวิ่ง บางคนก็ชอบพายเรือ ดังนั้นกิจกรรมนี้ถือว่าเป็นโอกาสของนักกีฬา ไม่ว่าจะนักปั่น นักวิ่งหรือนักพายเรือได้มีโอกาสมาร่วมกัน ส่วนหนึ่งเน้นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ส่วนหนึ่งก็ได้มาท่องเที่ยวด้วย เป็นการได้หลายอย่าง ได้ทั้งสุขภาพ ได้ทั้งการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย ชาวบ้านได้มาค้าขาย นักท่องเที่ยวนักกีฬาได้มาทานอาหารทะเลสดๆ ในจังหวัดประจวบฯ ของเรามีลักษณะภูมิประเทศ ฝั่งตะวันตกติดเทือกเขาตะนาวศรี จะมีอุทยานในเชิงป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนในพื้นที่อำเภอต่างๆ ส่วนฝั่งตะวันออกติดชายทะเลทั้ง 8 อำเภอ ทำให้ได้เปรียบในเรื่องของการท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม

ด้านนายธิติ เนตรสว่าง นายก อบต.สามร้อยยอด กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 91 พรรษาในวันที่ 12 สิงหาคม 2566 ที่จะถึงนี้ เริ่มจากพายเรือคายัคข้ามไปเกาะนมสาว และร่วมกันเก็บขยะ จากนั้นมาปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ ต่อด้วยการวิ่งเป็นกิจกรรมสุดท้าย นอกจากช่วยโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวของตำบลสามร้อยยอด และชื่นชมความเข้มแข็งของชาวสามร้อยยอดจากการร่วมมือกัน ทั้งสภาผู้นำตำบลสามร้อยยอด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น อำเภอสามร้อยยอด และ อบต. จังหวัดให้ความสำคัญกับกิจกรรมนี้ และอีกหลายๆ องค์กร ซึ่งจะจัดกิจกรรม “ปั่น รัน พาย” ไปเรื่อยๆ เพื่อให้มาเที่ยวสามร้อยยอดกันมากๆ

ส่วนเส้นทางการพายไปกลับ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 10 กิโลเมตร และวิ่งอีก 3 กิโลเมตร เริ่มพายเรือจากตลาดลงเล ไปสักการะเจ้าแม่นมสาว และเก็บขยะกันที่บริเวณเกาะ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนปั่นใช้เวลาประมาณ 45 นาที วิ่งประมาณ 20 นาที ซึ่งนักท่องเที่ยวจะเลือกเล่นกิจกรรมใด หรือจะเล่นทั้งสามกิจกรรมก็ได้ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ที่เพจเฟซบุ๊กของ อบต.สามร้อยยอด.

ภาพ/ข่าว : ฐิติชญา แสงสว่าง

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ศาลประจวบฯ และศาลหัวหิน จัดงานวันรพี น้อมรำลึกพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ฯ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย

ศาลประจวบฯ และศาลหัวหิน จัดงานวันรพี น้อมรำลึกพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ฯ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย

วันที่ 7 สิงหาคม 2566 นายบุญรัตน์ จูอี้ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานบำเพ็ญกุศลและวางพวงมาลา ถวายสักการะหน้าพระรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” เนื่องในวันรพี ประจำปี 2566 ที่บริเวณศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพระธรรมวชิรสิทธาจารย์ เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดคลองวาฬ พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นายประยุทธ แก้วภักดี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด นายปฏิวัติ ธนากรรัฐ อัยการจังหวัดประจวบฯ นายธรรมรัตน์ ลิ่มกุลพงษ์ อัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัว นายณัฐวิชช์ เลาหกุล อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบฯ คณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดประจวบฯ คณะผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดประจวบฯ คณะผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัว หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม สภาทนายความจังหวัด คณะผู้ประนีประนอมศาลไกล่เกลี่ย ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน เข้าร่วม

ภายหลังพิธีบำเพ็ญกุศล มีพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะหน้าพระรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ของแต่ละหน่วยงานตามลำดับ ต่อมา นายบุญรัตน์ จูอี้ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ถวายพวงมาลัยพระกรหน้าพระรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ และวางพวงมาลาของหน่วยงานศาลจังหวัดประจวบฯ เป็นลำดับสุดท้าย

โดยนายบุญรัตน์ จูอี้ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดประจวบฯ ได้กล่าวคำสดุดีเทิดพระเกียรติ เนื่องด้วยวันที่ 7 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญคุณเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาตินานัปประการ พระเกียรติคุณและพระปรีชาญาณของพระองค์เป็นที่ประจักษ์แพร่หลาย ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาภาษาไทยและภาษาอังกฤษจนรอบรู้แตกฉาน ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ จากนั้นทรงเสด็จไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาในกรุงลอนดอน แล้วทรงเข้าศึกษาวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สำเร็จปริญญาตรี (เกียรตินิยม)

ขณะพระชนมายุเพียง 20 พรรษา พระองค์ทรงศึกษากฎหมายไทย โดยมีขุนหลวงพระยาไกรสี (เปล่ง เวภาระ) เป็นพระอาจารย์ เคยทรงดำรงตำแหน่งสภานายกในกองข้าหลวงพิเศษ ทรงจัดตั้งศาลมณฑลและศาลหัวเมืองในท้องที่ต่างๆ ทรงตัดสินคดีด้วยพระองค์เอง จัดการแก้ไขธรรมเนียมศาลยุติธรรมหัวเมืองทั้งปวง และสะสางคดีความทั่วราชอาณาจักร พระองค์ทรงเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยทรงสอนกฎหมายด้วยพระองค์เอง ผู้เรียนสำเร็จได้รับเรียกเป็นเนติบัณฑิต ปฐมกำเนิดแห่งคำว่า “เนติบัณฑิตไทย” ในปัจจุบัน

ทรงแก้ไขระบบงานยุติธรรมให้เป็นแบบสากล ทรงพระนิพนธ์ตำรากฎหมายต่างๆ ไว้เป็นอันมาก อันเป็นรากฐานสำคัญในการศึกษาวิชานิติศาสตร์ พระองค์ท่านทรงมุ่งพระทัยที่จะทำงานให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองมากกว่าที่จะสนพระทัยในเรื่องส่วนพระองค์ ทรงมีพระทัยเมตตาแก่บุคคลทั่วไป ทรงยึดหลักความยุติธรรมและซื่อสัตย์ ทรงมีพระคุณต่อประเทศชาติและต่อนักกฎหมายทั้งปวงเป็นอเนกประการ ด้วยพระเกียรติคุณอันสุดจะพรรณนา ทำให้นักกฎหมายและประชาชนทั่วไปยกย่องพระองค์ท่านว่าเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” ปี 2462 พระองค์ทรงประชวรด้วยพระวัณโรคที่พระวักกะ และเสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่พระอาการไม่ทุเลา ครั้นวันที่ 7 สิงหาคม 2463 เสด็จสิ้นพระชนม์ นับพระชนมายุได้ 47 พรรษา

ในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ท่านในวันนี้ เมื่อนับถึงปัจจุบัน เป็นเวลาถึง 103 ปีแล้ว สมควรอย่างยิ่งที่นักกฎหมายและบุคคลในกระบวนการยุติธรรมทุกฝ่าย ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าจักได้ร่วมใจกันถวายสดุดีแสดงกตเวทิตา แด่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งวงการกฎหมายไทย บรรดาข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอพร้อมกันแสดงความจงรักภักดี น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ขอตั้งปณิธานร่วมกันว่า จักเทิดทูนและจรรโลงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ของพระองค์ท่าน จะประกอบหน้าที่การงาน ในความรับผิดชอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักนิติธรรม เพื่อผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม และความเป็นธรรมให้บังเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนสืบไป จากนั้นผู้เข้าร่วมพิธีทั้งหมด ต่างยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที

ส่วนที่ศาลจังหวัดหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายวรเมศฐ์ เกียรติฤทธินันท์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหัวหิน เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เนื่องในวันรพี ประจำปี 2566 โดยมีนายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน นางอุษา พวงวลัยสิน นายกกิ่งกาชาดหัวหิน คณะผู้พิพากษา อัยการ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เทศบาลเมืองหัวหิน และภาคเอกชนร่วมในพิธี และพร้อมใจกันวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และกล่าวสดุดีเฉลิมพระเกียรติหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย พร้อมกันนี้ได้จัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระสงฆ์จำนวน 10 รูป เพื่อความเป็นสิริมงคล.

บุญมา ลิบลับ….รายงาน