Categories
ข่าว ทั้งหมด

รวบอดีตลูกเขยหัวโจก อ้างตำรวจภาค 7 คดีอุ้มเรียกเงินค่าไถ่

รวบอดีตลูกเขยหัวโจก อ้างตำรวจภาค 7 คดีอุ้มเรียกเงินค่าไถ่

จากกรณีที่นางพัชรี วัย 48 ปี ถูกแก๊งคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจภาค 7 อุ้มตัวขึ้นรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ที่ข้างบ้านภายในหมู่บ้านดอนเหียง แล้วไปต่อรองเรียกเงินค่าไถ่จำนวน 3 แสนบาท เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ตามที่มีการนำเสนอไปก่อนหน้านี้

ล่าสุดเวลาประมาณ 16.30 น. ของวันที่ 24 กันยายน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดประจวบฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนของ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้ขยายผลติดตามไทม์ไลน์จากภาพกล้องวงจรปิด ไปจนถึงบ้านของผู้ต้องหา พบรถต้องสงสัยจอดอยู่ ยึดรถต้องสงสัยพร้อมจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ นำมาสอบสวนที่โรงพัก เนื่องจากมีความเชื่อมโยงแน่ชัดแล้วว่าเป็นหัวโจกในขบวนการ 4 คน ที่ก่อเหตุอุ้มตัวนางพัชรีไปเรียกเงินค่าไถ่ 3 แสนบาท ซึ่งผู้ที่ถูกจับกุมตัวมา 1 รายในครั้งนี้ มีชื่อเล่นว่า ต้น เป็นหัวโจกในกระบวนการอุ้มเรียกเงิน ส่วนที่เหลืออีก 3 คน อยู่ระหว่างการตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี เบื้องต้นยังไม่แน่ชัดว่ามีตำรวจร่วมอยู่ในกระบวนการด้วยหรือไม่ ส่วนความแน่ชัดของรถต้องสงสัย อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานดำเนินการตรวจสอบลายนิ้วมือ และ DNA เพื่อเก็บหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากรถคันดังกล่าวที่ยึดมา มีการแปรสภาพโดยเปลี่ยนฝากระโปรงหน้า มีการลอกสติ๊กเกอร์ตราโลโก้ตำรวจที่กระจกด้านหลังออกไป ซึ่งตำรวจมั่นใจว่าเป็นรถคันเดียวกันที่ก่อเหตุ

สำหรับประวัติของนายต้นผู้ต้องหารายนี้ เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จับกุมดำเนินคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนมาแล้วหลายครั้ง และเคยเป็นอดีตแฟนเก่าของ น.ส.พรพิมล ซึ่งเป็นลูกสาวของนางพัชรีที่ถูกเรียกค่าไถ่ ก่อนเลิกรากันไป แต่กลับมาก่อเหตุลักพาตัวอดีตแม่ยายไปเรียกเงินค่าไถ่ เนื่องจากอดีตแม่ยายไม่เคยพบเห็นนายต้นมาก่อน เพราะอยู่กันคนละพื้นที่.

เอกภพ วงษ์ประเสริฐ….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

สโมสรโรทาแรคท์แสตมฟอร์ด จัดโครงการ “รักษ์น้ำ รักษ์ปลา รักสิ่งแวดล้อม”

สโมสรโรทาแรคท์แสตมฟอร์ด จัดโครงการ “รักษ์น้ำ รักษ์ปลา รักสิ่งแวดล้อม”

วันที่ 25 กันยายน 2566 สโมสรโรทาแรคท์มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด วิทยาเขตหัวหิน – ชะอำ จัดโครงการ “รักษ์น้ำ รักษ์ปลา รักสิ่งแวดล้อม” ปล่อยปลา สัตว์ทะเลคืนสู่ทะเล ที่อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี มีนายณัฐพล พรรณจ้อย นายกสโมสรโรทาแรคท์มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ศาสตราจารย์ ดร.เฮลมุท เชพเพิร์ส นายกสโมสรโรตารีรอยัลหัวหิน นางเบญจมาส อ่วมสอาด ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด นักศึกษาโรทาแรค์เทอร์มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาโรทาแรค์เทอร์ สโมสรโรทาแรค์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวล มวลมิตรโรแทเรียน เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 80 คน โดยเริ่มจากการรับชมวีดีทัศน์ความเป็นมาของอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร เรียนรู้โครงการในพระราชดำริ โครงการจัดสร้างปลูกป่าโกงกางแห่งแรกในประเทศไทย ความสำคัญของการรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ รักษาระบบนิเวศน์ การอนุรักษ์พลังงาน การจัดการขยะ เป็นต้น

จากนั้นคณะได้เยี่ยมชมภายในศูนย์ดูวิธีการจัดการขยะ การคัดแยกขยะ และโครงการต่างๆ ก่อนเดินทางสู่บริเวณชายหาดในเขตอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร และร่วมกันปล่อยสัตว์น้ำ อาทิ ลูกปลากระพง และหอยตลับ กลับคืนสู่ท้องทะเล

นายณัฐพล พรรณจ้อย นายกสโมสรโรทาแรคท์มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด กล่าวว่าโครงการนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนัก สร้างจิตสำนึกให้กับประชาชน รวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ในการรักษาสิ่งแวดล้อม มาร่วมคืนชีวิตสัตว์น้ำสู่ทะเล เพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ รักษาระบบนิเวศน์

ศ.ดร.เฮลมุท เชพเพิร์ส นายกสโมสรโรตารีรอยัลหัวหิน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก เป็นที่น่าภูมิใจที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ เช่นนักศึกษาโรทาแรคท์จากมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ มาร่วมกันทำกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์หลายๆ กิจกรรมที่สโมสรโรทาแรคท์ได้ทำเพื่อสังคมเสมอมา นับเป็นตัวอย่างที่ดีให้เยาวชนคนอื่นได้เป็นแบบอย่างต่อไป หากมีสิ่งใดที่สโมสรโรตารีรอยัลหัวหินจะสามารถสนับสนุนได้ในกิจกรรมโครงการต่างๆ ในอนาคต เรายินดีเสมอ.

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

นักท่องเที่ยวตื่นตา “ดูไพร ส่องนก อุทยานแห่งชาติหาดวนกร” ครั้งที่ 2

นักท่องเที่ยวตื่นตา “ดูไพร ส่องนก อุทยานแห่งชาติหาดวนกร” ครั้งที่ 2

วันที่ 24 กันยายน 2566 น.ส.เนตรนภา งามเนตร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดวนกร ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่าจากการที่อุทยานแห่งชาติหาดวนกรจัดกิจกรรม “Bird Walk @Hatwanakorn National Park ดูไพร ส่องนก อุทยานแห่งชาติหาดวนกร ครั้งที่ 1” เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าร่วม จึงได้จัดกิจกรรมครั้งที่ 2 ขึ้น ระหว่างวันที่ 23 – 24 กันยายนนี้ ซึ่งครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ นักท่องเที่ยวต่างชาติ มาในรูปแบบครอบครัว จำนวน 50 คน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีความรู้พื้นฐานในการดูนก ซึ่งนกถือว่าเป็นสัตว์ป่าที่สามารถพบได้ง่ายทั้งในพื้นที่เมืองเเละพื้นที่ป่า เเละมีความสำคัญในด้านระบบนิเวศอีกด้วย โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีนกนานาชนิดตลอดเส้นทาง ได้รู้จักอุทยานแห่งชาติหาดวนกรมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยอุทยานฯได้จัดเตรียมอุปกรณ์ประกอบด้วย กล้องส่องทางไกลแบบสองตา (Binocular) กล้องส่องทางไกลแบบตาเดียว (Telescope) คู่มือดูนกเมืองไทย (Bird Guide) ไว้บริการ

ในการสำรวจครั้งนี้ ึพบความหลากชนิดของนกในอุทยานแห่งชาติหาดวนกร จำนวน 13 ชนิด เช่น กระเเตแต้แว้ด (Vanellus indicus) เหยี่ยวแดง (Haliastur indus) กินปลีอกเหลือง (Nectarinia jugularis) เค้าโมง (Glaucidium cuculoides) เค้าจุด(Athene brama) จาบคาหัวสีส้ม (Merops leschenaulti) แซงแซวหางบ่วงใหญ่ (Dicrurus paradiseus) ตะขาบทุ่ง (Coracias benghalensis) บั้งรอกใหญ่ (Phaenicophaeus tristis) โพระดกธรรมดา (Psilopogon lineatus) แอ่นกินรัง (Collocalia germani) ขมิ้นท้ายทอยดำ (Oriolus chinensis) ยางควาย (Bubulcus coromandus) เป็นต้น สร้างความตื่นตาตื่นใจให้นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะเด็กๆ ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติหาดวนกรมีการสำรวจพบนกจำนวน 43 วงศ์ 76 สกุล 100 ชนิด และนกอพยพ 27 ชนิด โดยในทุกๆ เดือน อุทยานแห่งชาติหาดวนกรจะจัดกิจกรรม “Bird Walk @Hatwanakorn National Park” เดือนละ 1 ครั้ง ผู้ที่สนใจสามารถติดตามการจัดกิจกรรมดังกล่าวได้ในครั้งถัดไปทางเพจเฟสบุ๊ค “Hatwanakorn National Park”.

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

ชาวบ้านแน่นหาด แห่แทงเลขเด็ดเรือส่งเคราะห์ทางทะเล

ชาวบ้านแน่นหาด แห่แทงเลขเด็ดเรือส่งเคราะห์ทางทะเล

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 กันยายน 2566 นายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน นางอุษา พวงวลัยสิน นายกกิ่งกาชาดหัวหิน นางไพลิน กองพันธ์ รองนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน นางลิษา อึ้งเห่ง ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอหัวหิน นายไพโรจน์ มากหมู่ ประธานชุมชนชาวประมงหัวหิน คณะผู้บริหารเทศบาลฯ หน่วยงาน นักท่องเที่ยวและประชาชนชาวหัวหินประมาณ 1 พันคน ร่วมทำบุญเลี้ยงพระสงฆ์จำนวน 9 รูป และประกอบพิธีบวงสรวงในพิธีปล่อยเรือส่งเคราะห์ทางทะเลและงานบุญประจำปีศาลเจ้าแม่ทับทิม ข้างโรงแรมฮิลตันหัวหิน รีสอร์ท แอนด์สปา เขตเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบฯ โดยมีพระครูพิสุทธิ์ภาวนาพิธาน (พระปลัดเอกดนัย โชติธัมโม) ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอหัวหิน เจ้าอาวาสวัดหัวหิน ประธานฝ่ายสงฆ์ จากนั้นได้ร่วมกันจุดประทัดนับหมื่นดอกพร้อมใจกันลากเรือส่งเคราะห์สู่ท้องทะเลท่ามกลางอากาศแจ่มใส มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนมากเก็บภาพไว้ดูด้วยความสนใจ พร้อมกันนี้ประชาชนนักท่องเที่ยวต่างนำเลขเด็ดหางประทัดไปเสี่ยงดวงงวดนี้ตามๆ กัน

นายไพโรจน์ มากหมู่ ประธานชุมชนชาวประมงหัวหิน กล่าวว่าพิธีปล่อยเรือส่งเคราะห์ทางทะเลเป็นงานประเพณีเก่าแก่ของชาวหัวหินที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่บริเวณศาลเจ้าแม่ทับทิมที่ประชาชนทั่วไปให้ความเคารพบูชา เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วและนำเถ้าอังคารมาลอยที่บริเวณชายทะเลหัวหิน แต่ไม่เคยได้กลับมาดูแลกราบไหว้ พร้อมทั้งทำบุญสะเดาะเคราะห์ ปล่อยตุ๊กตาปูนปั้นหุ่นหญิงชาย น้องจุก น้องแกละ ประมาณ 4,000 ตัวที่ทาสีสดให้ประชาชน แล้วแต่จิตศรัทธาบริจาคทำบุญเขียนชื่อตนเอง หรือญาติมิตรลงกระดาษติดกับตัวตุ๊กตา อธิษฐานขอให้สิ่งชั่วร้ายต่างๆ พ้นไปนำไปวางไว้ในวิมานเรือส่งเคราะห์ทางทะเล พร้อมใจกันลากเรือทั้งลำออกสู่ทะเลบริเวณหินโคร่งที่เป็นแหล่งปลาชุกชุม ก่อนปล่อยวิมานที่บรรจุตุ๊กตาปูนปั้นหุ่นหญิงชาย น้องจุก น้องแกละ ลงสู่ก้นทะเลกลายเป็นแหล่งปะการังหากินของสัตว์ทะเลต่อไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เริ่มแล้ว งานท่องเที่ยวเกษตรและของดีสามร้อยยอด

เริ่มแล้ว งานท่องเที่ยวเกษตรและของดีสามร้อยยอด

ช่วงเย็นวันที่ 23 กันยายน 2566 นายมนชัย หนูสาย นายอำเภอสามร้อยยอด เป็นประธานเปิดงานเปิดเมืองท่องเที่ยวเกษตรและของดีสามร้อยยอด ที่บริเวณที่ว่าการอำเภอสามร้อยยอด ต.ศิลาลอย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบตีรีขันธ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ของอำเภอสามร้อยยอดให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เปิดโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ได้นำผลผลิต ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแปรรูป อาหารทะเลแปรรูป สินค้าโอทอปของดีอำเภอสามร้อยยอด มาวางจำหน่าย มีหัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในพิธีเปิด

นายมนต์ชัย นายอำเภอสามร้อยยอด กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญต่อการส่งเสริมการเกษตร และการท่องเที่ยวในอำเภอสามร้อยยอด ให้มีคุณภาพต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค และส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลผลิตทางการเกษตรของดีอำเภอสามร้อยยอด และการท่องเที่ยวของอำเภอสามร้อยยอดให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งอำเภอสามร้อยยอดมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อหลายแห่งด้วยกัน อาทิ บึงบัวสามร้อยยอด ถ้ำพระยานคร ลานกางเต็นท์หมู่บ้านป่าหมาก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นของดีทรงคุณค่าของอำเภอสามร้อยยอด ที่น่าภาคภูมิใจ ผมมั่นใจว่าการจัดงานในครั้งนี้จะทำให้อำเภอสามร้อยยอดเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของผู้มาร่วมงาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังทำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ เกิดความรัก ความสามัคคีกันอีกด้วย

ภายในงานมีการจำหน่ายสินค้า ทั้งสินค้าทางการเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค ในแต่ละคืนของงานจะมีกิจกรรมบนเวทีมากมาย ทั้งการประกวดร้องเพลง การแสดงของนักเรียนและนักร้องศิลปินชื่อดังของไทย ยังมีวงชิตปันเวย์ วงดนตรีชื่อดังของประเทศเมียนมา รำวงย้อนยุคและการประกวดธิดาจำแลง หรือสาวประเภทสอง ในคืนวันที่ 26 กันยายนอีกด้วย โดยงานจะมีจนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2566 นี้.

ภาพ/ข่าว : ฐิติชญา แสงสว่าง

Categories
ข่าว ทั้งหมด

รถบรรทุกพ่วงเสียหลักหัวลากขวางถนน กระบะวิ่งตามหลังเบรกไม่ทันหลายคัน

รถบรรทุกพ่วงเสียหลักหัวลากขวางถนน กระบะวิ่งตามหลังเบรกไม่ทันหลายคัน

เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันที่ 23 กันยายน 2566 ร.ต.อ.อาทิตย์ บุตรละคร รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองประจวบฯ รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าเกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วง เฉี่ยวชนกับรถกระบะจำนวนหลายคัน ทำให้กีดขวางการจราจร เหลือใช้ได้เพียงช่องทางเดียว เหตุเกิดบนถนนเพชรเกษม ฝั่งขาลงใต้ หลักกิโลเมตรที่ 304 + 200 หมู่ 4 บ้านบึง ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบฯ หลังได้รับแจ้งจึงพร้อมด้วย ด.ต.จักรพงษ์ อินทนพ ผบ.หมู่ ป. สภ.เมืองประจวบฯ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างประจวบฯ รุดตรวจสอบเข้าให้ความช่วยเหลือในที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับปั๊มน้ำมัน ปตท.สาขาบ้านบึง ไม่พบผู้ขับขี่และผู้โดยสารคนใดได้รับบาดเจ็บ จากการตรวจสอบพบว่ารถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ 500 สีฟ้า ทะเบียนส่วนหัวลาก เลขที่ 71 – 8357 สงขลา ทะเบียนส่วนลูกพ่วง 82 – 6353 สงขลา เฉี่ยวชนกับรถกระบะอีกคัน จนทำให้หัวลากรถไปขวางถนนเลนขวา ทำให้รถติดเป็นทางยาว และเป็นสาเหตุให้รถที่วิ่งตามหลังมาเบรกไม่ทัน จึงชนกันเข้าอย่างจัง โดยรถกระบะคันแรก เป็นรถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ชนอัดติดอยู่กับล้อขวาของรถบรรทุก จนหน้ารถพังยับเยิน ส่วนท้ายรถถูกรถกระบะอีกคันเสยท้ายจนพังยับ โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนคันที่ 2 เป็นรถยนต์กระบะตอนครึ่ง ยี่ห้อโตโยต้า รีโว่ สีขาว มีหลังคาแครีบอย ทะเบียน 3 ฒช 7781 กรุงเทพฯ ชนเสยท้ายรถยนต์กระบะอีซูซุ จนหน้ารถพังยับ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนคันที่ 3 อยู่ถัดห่างออกมาจากรถบรรทุกพ่วงไปทางทิศใต้ประมาณ 50 เมตร บริเวณไหล่ทางด้านซ้ายพบรถยนต์กระบะตอนเดียว ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สีขาว มีหลังคาผ้าใบ ทะเบียน บบ 1257 นนทบุรี พลิกตะแคงข้าง มีน้ำมันเครื่องยนต์ไหลนองเต็มพื้นและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน

จากการสอบถามคนขับรถบรรทุกพ่วง เล่าว่าตนขับรถบรรทุกน้ำยางไปส่งที่จังหวัดระยอง และกำลังเดินทางกลับที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ มีรถกระบะโตโยต้าวีโก้ สีขาว มาเบียดชนด้านซ้ายหน้ารถของตน ทำให้หัวลากรถของตน เสียหลักไปขวางถนนเลนขวา จากนั้นมีรถยนต์กระบะที่วิ่งมาเลนขวาพุ่งเข้าชนรถของตนซ้ำ

ส่วนนายธีรศักดิ์ อายุ 26 ปี เล่าว่า ตนขับรถมาจากเพชรบุรี กำลังจะเดินทางมุ่งหน้ากลับบ้านที่จังหวัดชุมพร เมื่อถึงจุดเกิดเหตุมีรถบรรทุกพ่วงเสียหลักมาขวางถนนเลนขวาที่ตนขับมา ตนหยุดรถได้ทัน แต่มีรถกระบะอีกคันขับมาเสยท้ายรถของตนจนไถลไปอัดก๊อปปี้กับส่วนหัวของรถพ่วง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ขณะที่นายวิชิต อายุ 58 ปี คนขับรถกระบะที่พลิกคว่ำ เล่าว่าตนกับภรรยาเดินทางมาจากนนทบุรี กำลังจะเดินทางไปเกาะสมุย เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ ตนขับรถอยู่เลนซ้าย รถบรรทุกพ่วงซึ่งขับอยู่เลนขวา จู่ๆ ก็เลี้ยวเข้ามาชนรถของตน ทำให้รถของตนเสียหลักพลิกคว่ำดังกล่าว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากผู้ประสบเหตุให้การไม่ตรงกัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

เอกภพ วงษ์ประเสริฐ….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

จาก ‘หลักการ’ สู่ ‘การปฏิบัติจริง’ ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดตัว Integrity Hotline

จาก ‘หลักการ’ สู่ ‘การปฏิบัติจริง’ ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดตัว Integrity Hotline เครื่องมือเสริมความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาล และกลไกขับเคลื่อนวัฒนธรรมการ Speak Up ของพนักงานทุกระดับ

จากผลสำรวจของบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีระดับโลกชี้ให้เห็นว่า ผู้นำทางธุรกิจกว่า 97% เล็งเห็นความสำคัญของการแสดงออกถึงจุดยืนด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล จริยธรรม และความรับผิดชอบ (integrity) ขององค์กร ซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร คณะกรรมการบริษัท และพนักงานในทุกระดับ ล้วนมีบทบาทสำคัญในการจัดการความเสี่ยงอย่างทันท่วงทีและร่วมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง

ในโอกาสนี้ ขอเชิญไปรู้จักกับ ‘Integrity Hotline’ หรือ ‘สายด่วนธรรมาภิบาล’ เครื่องมือการดำเนินงานสำคัญที่ช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงและยกระดับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาลของทรู คอร์ปอเรชั่น

สร้างวัฒนธรรมการ Speak Up
การดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล นอกจากจะเป็นการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญขององค์กรอีกด้วย ทั้งในด้านการรักษาชื่อเสียง การดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ไปจนถึงการทำให้ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และสังคมโดยรวม เกิดความไว้วางใจในองค์กรและแบรนด์

อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลต้องอาศัยการบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มข้น โมเดลบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและทันท่วงที และการกำหนดโครงสร้างองค์กรที่ส่งเสริมความเป็นอิสระและถ่วงดุลอำนาจ (check and balance) สูงสุด

ภายหลังการรวมธุรกิจ ทรูจึงเพิ่มระดับการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาลให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น และได้พัฒนา Integrity Hotline เพื่อเป็นช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียนความประพฤติหรือการกระทำของพนักงานที่อาจละเมิดต่อหลักธรรมาภิบาล (Code of Conduct) ของบริษัท ซึ่งเปิดให้ทั้งพนักงานและบุคคลภายนอกสามารถมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสได้

ช่องทาง Integrity Hotline นี้เอง เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำหลักธรรมาภิบาลมาปฏิบัติจริงในองค์กร (Governance in action) พร้อมทั้งขับเคลื่อนวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับมั่นใจและใช้ช่องทาง ‘speak up’ หรือรายงานสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม

Whistleblower หยุดยั้งวิกฤต ก้าวสำคัญสู่การสร้างวัฒนธรรมการ speak up และธรรมาภิบาลที่ดีในองค์กรนั้น คือการให้ความมั่นใจแก่ผู้แจ้งเบาะแสหรือ ‘whistleblower’ ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยยับยั้งความเสี่ยง และจำกัดความรุนแรงที่อาจลุกลามเป็นวิกฤตได้อย่างทันท่วงที จากเหตุการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันที่เกิดขึ้นในตลาดทุนล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงบทบาทของ whistleblower และความสำคัญของการมีช่องทางรายงานการละเมิดธรรมาภิบาลที่ไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแส
ปัจจุบัน ช่องทาง Integrity Hotline ของทรู มีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอย่าง EQS Group ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ชั้นนำของยุโรป เป็นผู้ให้บริการ ผ่านมาตรฐาน ISO 27001 ด้านความปลอดภัยของระบบสารสนเทศและข้อมูล มั่นใจได้ว่าข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแส หรือ whistleblower จะไม่ถูกเปิดเผยและได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม โดยผู้แจ้งเบาะแสสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดเผยตัวตนหรือไม่ และระบบจะไม่เก็บข้อมูลผู้รายงาน ไม่ว่าจะเป็นรหัสพนักงาน รหัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการแจ้งเบาะแส หรืออีเมลก็ตาม

มั่นใจใน 4 ขั้นตอนค้นหาความจริง ความเชื่อมั่น (trust) ยังถือเป็นแก่นสำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายมั่นใจได้ ตั้งแต่ระบบต้นทาง กระบวนการ การตีความ ความสมเหตุสมผล ไปจนถึงปัจจัยแวดล้อม ทรูจึงได้กำหนดกรอบการทำงานที่เข้มข้น ชัดเจน เป็นอิสระสูงสุด สอดรับกับเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และมาตรฐานระดับโลกอย่างดัชนี Dow Jones Sustainability Index (DJSI) โดยในกรณีที่มีการรายงานสถานการณ์หรือพฤติกรรมที่อาจละเมิดต่อหลักธรรมาภิบาลผ่าน Integrity Hotline ทรูจะมีการดำเนินงานใน 4 ขั้นตอนใหญ่ๆ ได้แก่

  • ขั้นตอนที่ 1 Risk assessment เป็นการประเมินความน่าเชื่อถือของการรายงานนั้นๆ เพื่อป้องกันการใช้ช่องทาง Integrity Hotline เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง
  • ขั้นตอนที่ 2 Categorization เมื่อประเมินแล้วว่ารายงานที่ได้รับนั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ ทางทีม Investigation จะมีการจัดชั้นความเสี่ยงของรายงานข้อกังวลนั้นตามนโยบายของบริษัท เพื่อบริหารจัดการตามความเหมาะสม โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญดำเนินการตามแต่ละประเภทของความเสี่ยง
  • ขั้นตอนที่ 3 Fact-finding การตรวจสอบข้อเท็จจริง จะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการและพิจารณาโดยเฉพาะ และมีผู้เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ โดยดำเนินงานภายใต้ความอิสระ รวมถึงในบางกรณีอาจมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกที่มีชื่อเสียงและเป็นอิสระมาดำเนินการ เพื่อป้องกันการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) และเพิ่มความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน
  • ขั้นตอนที่ 4 Filing report เมื่อพิจารณาข้อร้องเรียนเรียบร้อยแล้ว คณะทำงานจะส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการ DAC (Disciplinary Action Committee) เพื่อพิจารณาหาแนวทางที่เหมาะสม ในการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทำงานให้ดีขึ้น รวมถึงพิจารณาบทลงโทษทางวินัย กรณีที่รายงานข้อกังวลนั้นเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามนโยบายบริษัท  

มาร่วมกันเป็นหูเป็นตาเพื่อสร้างธรรมาภิบาลที่ดีในองค์กรและตลาดทุน หากผู้ใดพบเห็นสิ่งผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ https://truecorp.integrityline.com/

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ฉาวอีกแล้ว อ้างเป็นตำรวจภาค คลุมหัวหิ้วสาวใหญ่เรียกค่าไถ่กว่า 3 แสน

ฉาวอีกแล้ว อ้างเป็นตำรวจภาค คลุมหัวหิ้วสาวใหญ่เรียกค่าไถ่กว่า 3 แสน

วันที่ 22 กันยายน 2566 ร.ต.อ.หญิง รัตนาภรณ์ ทองจีน รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้เชิญนางพัชรี สนสนิท อายุ 48 ปี ลงพื้นที่ชี้จุดเกิดเหตุ หลังจากไปแจ้งความที่ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2566 เวลา 20.30 น.ที่ผ่านมา เนื่องจากตกเป็นผู้เสียหายจากกรณีมีกลุ่มชายฉกรรจ์ 4 คน ขับรถเก๋งยี่ห้อ Honda สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน บริเวณกระจกด้านหลังมีสติ๊กเกอร์คล้ายตราโล่ของตำรวจติดอยู่ อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วใช้ผ้าดำคลุมศีรษะ ก่อนนำตัวขึ้นรถออกไปจากจุดเกิดเหตุ ซึ่งห่างจากบ้านพักของตัวเองประมาณ 50 เมตร โดยไม่ทราบว่าจะพาไปที่แห่งใด เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ผู้เสียหายได้ร้องเรียนกับสื่อมวลชนขอให้ติดตามไปทำข่าวด้วย เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

จุดแรกที่ไปชี้ คือบริเวณหน้าบ้าน ตามภาพในกล้องวงจรปิด เวลาที่ถูกลักพาตัวไปประมาณ 08.30 น. จุดที่ 2 เป็นบริเวณป้ายหาดหว้าขาว คือจุดที่นำเงินค่าไถ่ไปวางไว้ตามที่คนร้ายสั่ง จุดที่ 3 คือจุดที่คนร้ายนำตัวนางพัชรีทิ้งไว้ที่บริเวณศาลาริมทางหน้าสถานีควบคุมไฟป่าจังหวัดประจวบฯ ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบฯ โดยถูกปล่อยตัวเวลาประมาณ 21.30 น.ของวันเดียวกัน

นางพัชรี เล่าว่าช่วงเช้าของวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ตนพาหลานซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เพื่อไปส่งที่โรงเรียน แต่ก่อนจะกลับถึงบ้านพัก ภายในหมู่บ้านดอนเหียง หมู่ 10 ต.เกาะหลัก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ มีรถเก๋งสีขาว ยี่ห้อฮอนด้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขับสวนทางมา แล้วปาดหน้ารถของตน ก่อนจะลงจากรถแล้วใช้ผ้าสีดำคลุมศีรษะตน เพื่อไม่ให้เห็นหน้า ก่อนที่จะบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตนจึงไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด และขณะที่ตนถูกควบคุมตัวอยู่ภายในรถ กลุ่มชายฉกรรจ์ที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการพูดคุยกัน แล้วหลุดปากเรียกชื่อเพื่อนร่วมทีมออกมาว่า “แงะเอาไงต่อ” โดยมีชายคนหนึ่งใช้อาวุธปืนจ่อไว้ที่ศีรษะของตน พร้อมกับใช้แขนล็อคคอไว้ตลอดเวลา จากนั้นได้พาตนนั่งรถไปตามเส้นทาง ซึ่งตนไม่ทราบว่าพาไปที่แห่งใด ต่อมาได้มีการพูดคุยกัน โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจากภาค 7 ติดตามกระบวนการค้ายาเสพติด แล้วมีผู้ต้องหารายหนึ่งที่จับมาได้ ซัดทอดตนว่ามียาเสพติดไว้ในครอบครอง ซึ่งตนได้ปฏิเสธไปทุกข้อกล่าวหา และบอกว่าหากไม่นำเงินจำนวน 300,000 บาท มาไถ่ตัวกลับไป จะดำเนินการยัดยาให้ แล้วส่งต่อส่วนกลางให้ดำเนินคดี ตนเกิดความกลัว แต่ก็ไม่สามารถติดต่อใครได้ เพราะตนไม่ได้นำโทรศัพท์ติดตัวมาด้วย ระหว่างนั้นมีสายโทรศัพท์ของกลุ่มชายฉกรรจ์ส่งให้ตนพูดกับลูกสาว โดยที่ตนยังถูกปิดตาด้วยผ้าคลุมหัวอยู่ จึงสงสัยว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวเอาเบอร์ลูกสาวของตนมาจากไหน ด้วยความตกใจกลัว จึงบอกลูกสาวให้นำเงิน 300,000 บาทมาไถ่ตัวแม่กลับไป

ด้าน น.ส.พรพิมล อายุ 26 ปี ลูกสาวของนางพัชรี เล่าว่าชาวบ้านเลี้ยงวัวในละแวกใกล้บ้าน มาบอกตนว่าเห็นแม่ถูกนำตัวขึ้นรถเก๋งสีขาวออกไป ไม่ทราบว่าเป็นใคร ตอนแรกตนก็ไม่ได้เอะใจ พอมาช่วงตอนเย็นมีโทรศัพท์เข้ามา จึงรับสาย ทราบว่าเป็นเสียงของตำรวจคนหนึ่งชื่อ “แงะ”ซึ่งตนจำได้ เพราะเป็นคนรู้จักมักคุ้นกับอดีตแฟนเก่า เคยพูดคุยกัน โดยคนชื่อ “แงะ”บอกกับตนว่าแม่ถูกตำรวจจากภาคควบคุมตัวไปก่อนวางสาย จากนั้นไม่นาน มีเสียงโทรศัพท์เข้ามาใหม่ แต่เป็นเสียงของแม่ บอกให้ตนหาเงินมาไถ่ตัว กลับไปค่อยคุยกัน ตนไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้จะไปหาเงินมาจากไหน อีกทั้งยังอยู่ในความตกใจ จึงขอต่อรองลดลงเหลือ 200,000 บาท จากนั้นจึงมีการนัดจ่ายเงินค่าไถ่ ก่อนจะปรึกษาญาติๆ เพื่อหาเงินให้ครบตามจำนวนไปไถ่ตัวแม่ พร้อมนำเรื่องที่เกิดขึ้นเข้าแจ้งความที่ไว้ที่ สภ.เมืองประจวบฯ ให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าว เพราะเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ในครั้งนี้อย่างแน่นอน

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา โดยผู้เสียหายมีความประสงค์แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายแงะ กับพวกอีก 3 คน ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดที่ได้ร่วมกันลักพาตัวผู้แจ้งไปเรียกรับเอาเงินจำนวน 200,000 บาท และแหวนทองคำรูปพรรณน้ำหนัก 2 สลึง ราคาประมาณ 20,000 บาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป และหากมีการตรวจสอบแล้วพบว่านายแงะเป็นผู้กระทำความผิดในคดีนี้ และเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง ด้านผู้เสียหายมีความประสงค์ที่จะให้โอนคดีไปที่กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.)ต่อไป.

เอกภพ วงษ์ประเสริฐ….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

12 สมาคมเปลี่ยนผ่านก้าวสู่ “สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย”

12 สมาคม เปลี่ยนผ่านก้าวสู่ “สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย”

12 องค์กรภาคีสมาชิก สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ประกาศเจตนารมณ์เปลี่ยนผ่านก้าวสู่ “สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย” ยึดม่ันส่งเสริมสิทธิเสรีภาพการทำหน้าที่วิชาชีพสื่อสารมวลชน ตระหนักรู้รับผิดชอบต่อจริยธรรมวิชาชีพ พัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพทันยุคดิจิทัล และส่งเสริมความร่วมมือกับสื่อมวลชนนานาชาติ

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2566 เวลา 13.30 น. สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งปรเทศไทย ได้จัดงานครบรอบ   43 ปี และการเปลี่ยนผ่านองค์กรก้าวสู่ “สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย” โดยมี 12 ภาคีสมาชิกเข้าร่วมงาน ได้แก่ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย, สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย, สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย, สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนแห่งประทศไทย, สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ, สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย. สมาคมผู้ลิตข่าวออนไลน์ และสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย

นายมงคล บางประภา ประธานสมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้กล่าวรายงานการดำเนินกิจกรรมของสมาพันธ์ฯ ที่ผ่านมา มีการส่งเสริมการทำงานขององค์กรสมาชิก และสื่อมวลชน ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสื่อมวลชนในภูมิภาคอาเซียนและจีน จากนั้น นายมานิจ สุขสมจิตร อดีตประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน และอดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้เป็นประธานกล่าวเปิดงานว่า มีควา่มยินดีและชื่นชมการทำงานของคณะกรรมการสมาพันธ์ฯและองค์กรภาคีสมาชิก ที่มีวิสัยทัศน์ในการทำงานและปรับตัวเข้ากับยุคสมัย รวมทั้งการจัดเสวนาหัวข้อ “ไทยในสถานการณ์ SDGs : บทบาทสื่อมวลชนควรเป็นอย่างไร” นับว่าทันสมัยเข้ากับช่วงที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ไปร่วมประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 ว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ย่ังยืน พร้อมกันนี้ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลเกียรติคุณต่างๆ

จากนั้นนายภากร ยังแจ่ม เลขาธิการสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เชิญนายกสมาคมและผู้แทน 12 ภาคีสมาชิก ขึ้นเวทีเพื่อร่วมประกาศเจตนารมณ์ เปลี่ยนผ่านองค์กรก้าวสู่ “สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย” โดยนายมงคล บางประภา ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นผู้ประกาศเจตนารมรณ์การก้าวสู่ยุคใหม่  คือ 1.การส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการทำงานเกี่ยวข้องกับวิชาขีพสื่อสารมวลชน
2.ตระหนักรู้และรับผิดชอบต่อหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพ 3.ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพที่ทันต่อความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล และ 4.ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรสื่อมวลชนนานาขาติ
หลังจากนั้น ผู้แทนทั้ง 12 องค์กรภาคีสมาชิก ได้ยืนจับมือประกาศเจตนารมณ์ ท่ามกลางเสียงปรบมือของสื่อมวลชนอาวุโส รุ่นเกลางและรุ่นใหม่ที่มาร่วมงานด้วยความชื่นชมยินดี

ต่อจากนั้น นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานในงานได้เป็นประธานมอบโล่เกียรติคุณแก่องค์กรที่ให้การสนับสนุนการจัดงาน ได้แก่ นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์, นางชาลอต โทณวณิก ที่ปรึกษาด้านสื่อสารองค์กร บริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรช่ัน จำกัด, น.ส.ศิรนุช โรจนเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน), สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส จัดถ่ายทอดไลฟ์สด และสามย่านมิตรทาน์ ฮอลล์ สถานที่จัดงาน
 
ช่วงที่สองของงาน ดร.สุวัฒน์ ทองธนากุล ที่ปรึกษาสมาพันธ์ฯ ได้เป็นผู้ดำเนินการเสวนาพิเศษ หัวข้อเรื่อง “ไทยในสถานการณ์ SDGs : บทบาทสื่อมวลชนควรเป็นอย่างไร”  โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นายวันฉัตร สุวรรณกิต รองเลขาธิการ สภาพัฒนการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ นายธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย(GCNT)  ส่วนผู้ร่วมเสวนาอีกคนได้แก่ ผศ.ชล บุนนาค  ผู้อำนวยการโครงการ SDG Move คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ส่งคลิปจากการไปร่วมประชุมว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ย่ังยืน ( SDG Summit) ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78  จากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ มาร่วมวงเสวนา ได้รับความสนใจจากผู้ฟังเป็นอันมาก

ต่อจากช่ววงเสวนาพิเศษ นายเทพชัย หย่อง อดีตประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ในฐานะ ประธานจัดการประกวด “ภาพข่าวอาเซียน ปี 2024” (CAJ Photo Contest 2024)ได้ขึ้นเวทีประกาศการจัดประกวด  “ภาพข่าวอาเซียน 2024” ภายใต้หัวข้อ “เปิดรับการท่องเที่ยวอย่างย่ังยืนผ่านเลนห์ของคุณ”
(Embrecing Sustainable Tourism Through Your Lens) ซึ่ง สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการปรกวดในปี 2567 โดยคัดเลือกจากภาพที่นำเสนอในหนังสือพิมพ์และสื่ออนไลน์ และจะมีการประกวดคัดเลือกภาพในประเทศไทยด้วย

ช่วงสุดท้ายของงาน ได้มีพิธีมอบรางวัลเกียรติคุณแก่ “บุคคลผู้มีคุณูปการต่อสมาพันธหนังสือพิมพ์แหงประเทศไทย” ซึ่งคณะกรรมการสมาพันธ์ฯ ได้มีมติมอบรางวัลให้แก่ นายบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ อดีตบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ อดีตประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน และอดีตนายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีคุณูปการต่อวงการสื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนอาเซียน

พร้อมกันนี้ได้มีการมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณบุคคล และองค์กรที่ให้การสนับสนุน  องค์กรภาคีสมาชิก สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบให้ นายระวิ โหลทอง อดีตนายกสมาคมฯ, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มอบให้สภาทนายความ, สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย มอบให้นายยุทธนา หยิมการุณ อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต, สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย มอบให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย มอบให้กรมประชาสัมพันธ์, สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย มอบให้นายณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา สมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนแห่งประทศไทย มอบให้ ดร.ปราจิณ เอี่ยมลำเนา ประธานมูลนิธิช่างภาพสื่อมวลชน, สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ มอบให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศ มอบให้ นายเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)  สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ มอบให้นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมฯ และสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย มอบให้ มหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ฝ่ายปกครองบุกจับแอบขายบุหรี่ไฟฟ้ากลางเมือง หลังผู้ปกครองนักเรียนเข้าร้องเรียน

ฝ่ายปกครองบุกจับแอบขายบุหรี่ไฟฟ้ากลางเมือง หลังผู้ปกครองนักเรียนเข้าร้องเรียน

วันที่ 22 กันยายน 2566 ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายชัยวุฒิ คุณาธิมาพันธ์ รักษาการป้องกันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำกำลังเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน สนธิกำลังบูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอ ศูนย์ยาเสพติดจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและตำรวจ สภ.เมืองประจวบฯ เข้าจับกุมนายอภิวิชญ์ อายุ 24 ปี ชาวบ้านหมู่ 6 ต.ร่อนทอง อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ ที่เปิดร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ ที่บริเวณริมถนนเลียบทางรถไฟ ถนนมหาราช 1 เขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับด้านหลังโรงเรียนมัธยมชื่อดัง และเทคนิคอาชีวะชื่อดังกลางใจเมืองประจวบฯ โดยแอบขายให้กับเยาวชนนักเรียนเป็นจำนวนมาก

จากการตรวจสอบ พบว่าร้านค้าดังกล่าวด้านหน้าเป็นกระจกทึบ ระบุว่าเปิดบริการทุกวัน 09.00 – 21.00 น. โดยร้านมีการโฆษณาผ่านทางของเพจร้าน ในขณะเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมและกำลังสอบสวนเจ้าของร้าน มีเด็กเยาวชน ประชาชนทั่วไปและ นักเรียนอาชีวะ เข้ามาซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดและอายัดของกลางจำนวนมากหลายรายการ อาทิ เงินสด ของกลาง ภาพถ่ายเพจร้าน และ QR Code บัญชีรับเงิน และบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมน้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 170 รายการ นำไปบันทึกจับกุมที่ห้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาครอบครองหรือรับไว้ ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร อีกทั้งจำหน่ายหรือจัดหาด้วยประการใดๆ เสนอหรือชักชวนให้มีการขาย ให้บริการจัดหาด้วยประการใด ซึ่งสินค้าบุหรี่ไฟฟ้าหรือน้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงิน หรือผลประโยชน์อย่างอื่น อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 9/2558 ของวันที่ 28 มกราคม 2558 ก่อนส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามและผิดกฎหมาย และที่สำคัญยังทำลายสุขภาพอย่างรุนแรง ยิ่งกว่าบุหรี่แบบเดิมซะอีก สามารถทำให้ปอดทะลุได้ จึงฝากไปถึงผู้ที่เสพบุหรี่ไฟฟ้าและน้องๆ เยาวชนนักเรียน นักศึกษา ว่าบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยา ผู้ที่เสพผู้ที่ครอบครองเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ค้าจะมีโทษที่รุนแรง ซึ่งขณะนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนโยบายกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงนโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจัง จากการที่มีผู้มาร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ว่าบุหรี่ไฟฟ้าเริ่มมีการระบาดหนัก จึงได้บูรณาการร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ และ กอ.รมน.จังหวัด จับกุมปราบปรามอย่างจริงจัง จึงอยากฝากไปถึงพ่อแม่พี่น้องประชาชน ขอให้ความมือช่วยกันเมื่อพบเห็นผู้กระทำผิด ให้แจ้งกับฝ่ายปกครอง ถ้าไม่มีผู้บริโภค ไม่มีผู้เสพ ร้านค้าก็ไม่รู้ว่าจะขายใคร และหากมีข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากกระทำผิด จะมีโทษทั้งอาญาและวินัยด้วย

ทั้งนี้ในพื้นที่เมืองประจวบฯ และอำเภอใกล้เคียง พบว่ามีการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของห้างธุรกิจร้านค้าดังๆ หลายแห่ง นักเรียน นักศึกษา เด็กอาชีวะ รวมไปถึงข้าราชการหน่วยงานหลายสังกัด อีกทั้งเริ่มมีการระบาดเข้าไปสู่โรงเรียนระดับประถม จนทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองหลายรายสุดทน เข้าร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ขอให้ช่วยปราบปรามแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เนื่องจากบุตรหลานส่วนหนึ่งนำเงินที่ให้มาเป็นค่าขนมโรงเรียน นำไปซื้ออุปกรณ์ในการเสพ และบางส่วนขโมยเงินผู้ปกครองมาซื้อบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากมีราคาสูงกว่า 600 บาทขึ้นไป

สามารถแจ้งเบาะแส หรือร้องเรียนได้ที่ เลขที่ 1/42 – 1/43 หมู่บ้านเตชินี 5 ถนนมหาราช ต.ประจวบคีรีขันธ์ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77000 โทรศัพท์ 032 – 908288, 061 – 4365554 Line OA : TCC032 Facebook : หน่วยประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สภาองค์กรของผู้บริโภค.

เอกภพ วงษ์ประเสริฐ….รายงาน