Categories
ข่าว ทั้งหมด

กระบะจอดเที่ยวงานวัด เกิดไฟลุกไหม้ในห้องเครื่อง ชาวบ้านแจ้งกู้ภัยช่วยดับก่อนวอดทั้งคัน

กระบะจอดเที่ยวงานวัด เกิดไฟลุกไหม้ในห้องเครื่อง ชาวบ้านแจ้งกู้ภัยช่วยดับก่อนวอดทั้งคัน

เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 21 เมษายน 2567 ศูนย์วิทยุกู้ภัยมูลนิธิหลวงพ่อในกุฏิ วัดกุยบุรี รับแจ้งจากชาวบ้านว่าเกิดเหตุไฟลุกไหม้ในห้องเครื่องรถยนต์ ที่จอดอยู่ลานรับฝากรถ ในงานปิดทองประจำปีวัดกุยบุรี อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ พร้อมถังดับเพลิงเข้าตรวจสอบ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ เป็นลานรับฝากรถยนต์ของวัด ใกล้กับโรงแสดงลิเก พบรถกระบะอีซูซุ สีเทา ทะเบียน บธ 657 ประจวบคีรีขันธ์ จอดอยู่ ในรถไม่มีคนขับ และรถล็อคอยู่ เจ้าหน้าที่กู้ภัยไม่กล้าที่จะทุบกระจก จึงได้ให้ทางวัดประกาศตามหาเจ้าของมาเปิดรถ ระหว่างที่รอ ใช้ถังน้ำยาเคมีสำหรับดับเพลิงฉีดนำไปก่อน และได้ประสานขอรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลกุยบุรีมาช่วย

ต่อมา เจ้าของรถได้มาถึงที่รถ ทราบชื่อว่านายเอกชัย โพธิ์วิจิตร ได้ให้กุญแจกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยเปิด ก่อนเปิดกระโปรงรถ เพื่อฉีดน้ำ ซึ่งสายไฟรวมทั้งแบตเตอรี่ถูกไฟไหม้จนละลายไปเป็นจำนวนมาก

ด้านนายผดุงศักดิ์ คุณศักดิ์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่นำถังดับเพลิงมาช่วยดับในตอนแรก เล่าว่ ตอนมาถึงพบว่ามีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากฝากระโปรงหน้ารถ มีเปลวเพลิงให้เห็นบ้างเล็กน้อย และรถมีอาการเหมือนใครบิดกุญแจสตาร์ทรถเองหลายๆ ครั้ง และเวลาสตาร์ททุกครั้ง รถจะขยับเดินหน้าทีละนิด เนื่องจากรถจอดคาเกียร์อยู่ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องร่วมกับชาวบ้านที่มามุงดูได้ ช่วยกนนำหินมาหนุนล้อเอาไว้ ก่อนที่รถจะชนคันที่จอดด้านหน้า

ต่อมารถดับเพลิงมาถึง ได้ทำการฉีดน้ำเข้าห้องเครื่องรถคันดังกล่าวจนเพลิงสงบลง ตรวจสอบพบว่าในห้องเครื่องด้านหน้า วัสดุจำพวกสายไฟและพลาสติก ถูกเพลิงลุกไหม้เสียหายเกือบหมด โชคดีที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยดับได้ทัน ก่อนที่จะลุกลามไหม้ทั้งคัน แต่ไม่มีใครได้รับอันตราย ซึ่งนายเอกชัยคนขับรถบอกว่าตนขับรถของพ่อมาเที่ยวงาน และกำลังจะกลับแล้ว แต่มีคนรู้จักโทรเข้ามาบอกว่ารถตนถูกไฟไหม้จึงรีบมาดู ก็พบว่าเป็นจริงดังกล่าว นายเอกชัยบอกต่อว่า รถคันนี้เป็นของบิดาตน ซึ่งแก่แล้ว และไม่เคยซ่อมแซมเกี่ยวกับระบบไฟเลย จึงไม่ทราบว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้อย่างไร.

พันธุ์พงษ์ โพธิ์จินดา….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ขบวนแห่เปิดงานประเพณีเทศกาลปิดทองหลวงพ่อในกุฏิ วัดกุยบุรี ประจำปี 2567

ขบวนแห่เปิดงานประเพณีเทศกาลปิดทองหลวงพ่อในกุฏิ วัดกุยบุรี ประจำปี 2567

วันที่ 21 เมษายน 2567 อำเภอกุยบุรี ร่วมกับวัดกุยบุรี และส่วนท้องถิ่นในอำเภอกุยบุรี และเทศบาลตำบลไร่ใหม่ ร่วมกันจัดงานประเพณีปิดทองหลวงพ่อในกุฏิ วัดกุยบุรี ขึ้น ณ วัดกุยบุรี อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยวันเปิดงานมีขบวนแห่อัญเชิญหลวงพ่อในกุฏิ เพื่อให้ชาวบ้านกราบบูชา พร้อมเครื่องสักการะ ขบวนพุ่มเงิน พุ่มทอง บายศรีพร้อมเครื่องบริวารและขบวนชุดไทยจากทุกตำบลในเขตพื้นที่อำเภอกุยบุรี ชุดการแสดงกลองยาว พร้อมทั้งเหล่าพ่อค้า ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ที่แต่งกายด้วยชุดไทยย้อนยุค เริ่มจากลานหน้าสถานีรถไฟกุยบุรี ผ่านแหล่งชุมชนในตลาดกุยบุรี ไปยังวัดกุยบุรี ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร

เมื่อขบวนเข้าในวัดแล้ว จะมีพิธีบวงสรวงและตีคลีถวายหลวงพ่อในกุฏิ การแสดงศิลปะวัฒนธรรมของแต่ละตำบล ทั้งนี้ในแต่ละคืนที่จัดงาน จะมีการแข่งขันวอลเลย์บอล การออกร้านจำหน่ายสินค้า การแสดงดนตรี เครื่องเล่นมหาสนุก พร้อมทั้งให้ประชาชนได้ร่วมกันสักการะบูชาปิดทองหลวงพ่อในกุฏิด้วย ซึ่งชาวอำเภอกุยบุรีจึงได้ร่วมแรงร่วมใจกัน จัดงานประเพณีปิดทองหลวงพ่อในกุฏิขึ้นเป็นประจำทุกปี และในปี 2567 นี้ จัดขึ้นวันที่ 21 – 29 เมษายน 2567 รวม 9 วัน 9 คืน มหรสพชมฟรีตลอดงาน.

พันธุ์พงษ์ โพธิ์จินดา….รายงาน

Categories
กีฬา ข่าว ทั้งหมด

อดีตนายกเกียร์นำทีมต่อพิฆาต เลี้ยงอาหารกลางวันบ้านประจวบโชค

อดีตนายกเกียร์นำทีมต่อพิฆาต เลี้ยงอาหารกลางวันบ้านประจวบโชค

วันที่ 21 เมษายน 2567 นายทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ (อดีตนายกเกียร์) ประธานสโมสรฟุตบอลพีที ประจวบเอฟซี และนายฉลอง ติรไตรภูษิต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) พร้อมพนักงาน บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยีฯ พร้อมนักกีฬา ทีมงานสตาฟโค้ช สโมสรฟุตบอลพีที ประจวบเอฟซี และคณะสื่อมวลชน ร่วมจัดกิจกรรมปันน้ำใจเลี้ยงอาหารกลางวันและมอบของใช้ให้กับสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งประจวบคีรีขันธ์ (บ้านประจวบโชค) อ.เมืองประจวบฯ สร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับพี่น้องบ้านประจวบโชคเป็นอย่างมาก

สำหรับสถานสงเคราะห์บ้านประจวบโชค เป็นสถานสงเคราะห์ที่รับอุปการะเลี้ยงดูบุคคลไร้ที่พึ่ง เร่ร่อน ขอทานและผู้พิการทางด้านจิตที่ไม่ผู้อุปการะดูแล รวมถึงผู้ประสบปัญหาทางด้านสังคมที่ขาดผู้อุปการะและที่พักพิง โดยสถานสงเคราะห์จะรับอุปการะ พร้อมทั้งให้ที่พักอาศัย ปัจจัยสี่ รวมถึงช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้ป่วยให้กลับมามีสภาพที่ดี เพื่อที่ผู้ป่วยจะสามารถกลับเข้าไปอยู่ในสังคมได้ ภายในสถานสงเคราะห์จะรับผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จนถึงวัยชราที่ไม่สามารถจะดูแลตัวเองได้ ปัจจุบันมีผู้ป่วยผู้พักพิงภายในบ้านประจวบโชค ทั้งสิ้น 408 คน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

หัวหิน จัดอบรมการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐานให้ประชาชน

หัวหิน จัดอบรมการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐานให้ประชาชน

วันที่ 21 เมษายน 2567 นายปรีดา สุดใจ ปลัดจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐานที่หอประชุมโรงเรียนหัวหิน จ.ประจวบฯ มีนายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหินพร้อมคณะผู้บริหารเทศบาล และตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน เยาวชน อาสาสมัคร จำนวน 200 คน เข้ารับการอบรม จัดโดย ศูนย์การเรียนรู้ด้านการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน โรงพยาบาลบางสะพานน้อย ประจวบฯ ร่วมกับสมาคมทีชฟอร์ไลฟ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ หัวหิน ที่เห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพประชาชนในพื้นที่หัวหิน ให้มีความสามารถในการปฏิบัติงานด้านการปฐมพยาบาลฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน ตลอดจนมีความรู้และทักษะในการถ่ายทอดความรู้ด้านการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน สามารถนำความรู้และวิธีปฏิบัติไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนอกโรงพยาบาลได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพในเหตุการณ์จริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

โดยได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากศูนย์การเรียนรู้ด้านการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน มูลนิธิสว่างเบญจธรรมสมุทรสงคราม มูลนิธิสว่างบริบูรณ์พัทยา มูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร มูลนิธิหลวงพ่อสมหวังนครปฐม ชมรมวีอาร์ทีที แบ่งการอบรมเป็น 2 รุ่นๆ ละ 100 คน รอบเช้าเวลา 08.30 – 12.00 น. และรอบบ่าย 13.00 – 16.30 น. การอบรมครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 การเรียนรู้ทฤษฎีการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน ประกอบไปด้วยความรู้เกี่ยวกับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน การปฐมพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินการใช้เครื่อง AED การกู้ชีพชั้นพื้นฐาน และสิทธิ UCEP ช่วงที่ 2 การฝึกปฏิบัติการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน การใช้เครื่อง AED และช่วงที่ 3 การฝึกปฏิบัติแก้ไขสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้รับใบรับรองการจบหลักสูตรจากศูนย์การเรียนรู้ เพื่อยืนยันและรับรองว่าได้เรียนจบในหลักสูตรจริง และสามารนำไปปฎิบัติได้อย่างถูกต้องต่อไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

บยสส.รุ่น 3 เปิดเวทีสัมมนาสาธารณะ “สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม”

บยสส.รุ่น 3 เปิดเวทีสัมมนาสาธารณะ “สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม”

บยสส. 3 เปิดเวทีสัมมนา “สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม” ชี้ทัศนคติสังคมไทยต้องเปลี่ยน เริ่มจากครอบครัวและสถาบันการศึกษา เพราะแม้พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมผ่านสภาฯแต่สังคมไทยยังย้อนแย้งบางส่วน พร้อมชวนสังคมและสื่อมองความหลากหลายทางเพศคือเรื่องปกติ

 20 เมษายน 2567 – เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เคารพและให้คุณค่ากับการเปิดรับความหลากหลายทางเพศ หลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูง (บยสส.) รุ่นที่ 3 ร่วมกับสถาบันอิศรา ได้ร่วมจัดเวทีสัมมนาสาธารณะ  “สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม” กล่าวเปิดงานโดย คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ผู้อำนวยการหลักสูตร บยสส. รุ่นที่ 3  ณ Hall 1 – 2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

คุณพินิจ จารุสมบัติ ประธานผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูง (บยสส.) รุ่นที่ 3 เปิดเผยว่า การจัดงานสัมมนาสาธารณะในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศได้สะท้อนความคิดและมุมมองสู่สาธารณะ เพื่อให้สังคมไทยรวมถึงสื่อมวลชนรวมมีความรู้ความเข้าใจต่อประเด็นความหลากหลายทางเพศ ในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับทุกคน “การเคารพในความหลากหลาย เป็นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ที่จะต้องให้ความเคารพ ลดความขัดแย้ง ลดปัญหา ความเหลื่อมล้ำและการเลือกปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และหวังว่าการสัมมนาจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยต่อไป”

คุณณชเล บุญญาภิสมภาร รองประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกระเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ได้มีโอกาสทำงานกับครอบครัวที่มีบุตรหลานหลากหลายเพศ พบว่าพ่อแม่มักมีความรู้สึกว่าตนเองทำอะไรผิด ถึงมีลูกเป็น LGBTQIAN+ จึงต้องทำอย่างไรให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองก้าวข้ามความรู้สึกเหล่านั้นไปได้ ในเวลาเดียวกันลูกก็จะรู้สึกว่าตนเองต้องทำเกินกว่าคนอื่น ๆ เพื่อให้ได้รับการยอมรับ ทั้ง ๆ ที่การได้รับความรักเป็นเรื่องพื้นฐานของครอบครัว จึงทำคู่มือชื่อ “บ้านนี้มีความหลากหลาย” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจสำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลานหลากหลายเพศ สำหรับเรื่องการสื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียมนั้น สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา คือต้องไม่ตั้งสมมุติฐานว่า “ทุกคนจะเหมือนเรา” ต้องมีทัศนคติว่าคนมีความแตกต่าง มีความเฉพาะและมีชีวิตของตัวเอง การสื่อสารก็จะเป็นการสื่อสารด้วยความเคารพ เช่น เราเป็นผู้หญิงข้ามเพศ ก็ควรถามเราว่าอยากให้เรียกว่าอะไร บางคนยังไม่เปลี่ยนชื่อ ชื่อยังเป็นผู้ชายก็อาจไม่อยากให้เรียกชื่อนั้นก็ได้ เป็นต้น ในฐานะสื่อต้องเรียนรู้ความแตกต่างหลากหลาย อย่าใช้คำนี้ไปครอบทุกอย่าง และต้องเห็นความหลากหลายเรื่องคนข้ามเพศ ที่ไม่ได้มีแค่ผู้หญิง ผู้ชาย แต่มีnon-binary ด้วย เป็นเรื่องที่เราต้องรู้เท่าทัน เพราะโลกเดินมาไกลมาก

คุณธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล และผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง เปิดเผยว่า การสื่อสารอย่างเท่าเทียมและความเปลี่ยนแปลงจะเกิดได้จริง จะต้องเปลี่ยนที่ทัศนคติของคนในสังคม โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดในการสร้างความเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมในสังคมไทย โดยเฉพาะผู้ใหญ่อย่างครูที่จะต้องเปิดกว้างกับนักเรียนด้วยความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ แม้ว่าปัจจุบันนี้ ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ที่ผลักดันมาตั้งแต่ตอนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะผ่านความเห็นชอบและเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาภายในระยะเวลารวดเร็วกว่าที่คาดไว้ด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความเข้าใจแก่สังคมให้มองว่ามนุษย์เท่ากัน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เราทุกคนควรได้แต่กำเนิด ซึ่งจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องมาจากการหล่อหลอมของสถาบันการศึกษา ในส่วนของมุมมองที่มีต่อสื่อนั้น มองว่าปัจจุบันคนทำสื่อมีความตระหนักกับประเด็นเหล่านี้มากขึ้น เมื่อสื่อมีการเรียกหรือคำพูดที่ไม่เหมาะสมจะมีการฟีดแบ็คจากสังคมทันที และหวังว่าเมื่อมีการสื่อสารถึงตัวละครที่มีความหลากหลายทางเพศ จะมีการใส่ความเป็นมนุษย์เข้าไปมากกว่าการสร้างภาพจำบางอย่างดังที่เคยมีมาในอดีต ซึ่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นมาก และในส่วนตัวแล้วนั้นจะต่อสู้จนถึงวันที่ไม่มีคำว่าซีรีส์วาย LGBTQIAN+ เพราะทุกคนเท่ากันหมด โดยไม่ต้องตัดสินว่าคนอื่นมีรสนิยมทางเพศแบบไหน เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล

คุณรัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น นักแสดงชื่อดัง ให้ความคิดเห็นถึงความแตกต่างของสังคมไทยกับในต่างประเทศโดยเฉพาะที่ประเทศสวีเดนว่า มีความแตกต่างกันมากโดยในเชิงปฏิบัติของประเทศไทยนั้นมีความย้อนแย้งกับกฎหมายที่กำลังรอการพิจารณาจากวุฒิสภา ขณะที่ในต่างประเทศให้การยอมรับและมีจุดยืนที่ชัดเจน เช่น ตำรวจ แพทย์ นักการเมือง ที่มีจากหลากหลายอาชีพก็สามารถแสดงออกได้ รวมถึงเรื่องการท่องเที่ยว การรับรองบุตร ที่สามารถเปิดรับสิทธิในเรื่องนี้  โดยมองว่าเรื่องของการเป็นบุคคลข้ามเพศเป็นเรื่องของรสนิยมทางเพศที่เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องแปลก ถือเป็นการให้เกียรติทางสังคม ต้องให้ความเคารพความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีหลายประเทศให้การยอมรับและสนับสนุนในเรื่องนี้ และถ้าเลือกปฏิบัติอาจจะเสียโอกาสที่จะได้บุคลากรที่ดี ส่วนเรื่องความคิดเห็นเรื่องการสื่อสารอย่างไรนั้น มองว่าให้เน้นในเรื่องของความมีมารยาท นำมาใช้ในการสื่อสารทางสังคม

คุณดารัณ ฐิตะกวิน นักแสดงชื่อดัง เผยมุมมองว่า การสื่อสารให้เท่าเทียมต้องเริ่มจากความเป็นพ่อแม่ที่ต้องเปิดรับเปิดกว้าง ทำให้ลูกเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมในภาพกว้าง เข้าใจในเรื่องการใช้ชีวิตที่มากกว่าเรื่องของรสนิยมทางเพศ เพราะเราเป็นมนุษย์ที่ต้องพึ่งพาอาศัยและอยู่ด้วยกัน เราทุกคนอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง อะไรที่ผ่านมาก็มีสิ่งที่ดีที่เราเรียนรู้ นอกจากนี้ทัศนคติของสังคมคือเรื่องสำคัญ โดยควรมองให้เป็นเรื่องปกติ และไม่ใช้เรื่องเพศในการนำทางชีวิตคู่ แต่ใช้ความเอื้ออาทร ความสบาย ความสุขที่อยู่ด้วยกัน ถ้าสนใจจะพัฒนาตัวเองมากกว่าการวิจารณ์คนอื่น สังคมจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้ทุกอย่างเป็นการใช้ชีวิต ทุกสิ่งคือธรรมชาติของมนุษย์ และนำพาไปสู่ความเป็นปกติ

#สื่อสารเท่าเทียม #บยสส3 #อิศรา

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เปิดงานเดือนห้านมัสการหลวงพ่อในกุฏิ วัดกุยบุรี ครบรอบ 153 ปี

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เปิดงานเดือนห้านมัสการหลวงพ่อในกุฏิ วัดกุยบุรี ครบรอบ 153 ปี

วันที่ 21 เมษายน 2567 นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย ผศ.ดร.ศศิธร จันทมฤก นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานเปิดงานเดือนห้านมัสการหลวงพ่อในกุฏิ วัดกุยบุรี ครบรอบ 153 ปี ที่วัดกุยบุรี อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ โดยได้รับเมตตาจากพระธรรมวชิรสิทธาจารย์ เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดคลองวาฬ พระอารามหลวง ประธานฝ่ายสงฆ์ พระเทพวชิรสุธี เจ้าคณะจังหวัดประจวบฯ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร พระราชรัตนวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดประจวบฯ (มหานิกาย) เจ้าอาวาสวัดกุยบุรี พร้อมด้วยพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เข้าร่วมในพิธี มีนายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ นายสินาทร โอ่เอี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอกุยบุรี หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แขกผู้มีเกียรติและประชาชน พุทธศาสนิกชนจำนวนมากเข้าร่วมงาน โดยก่อนเปิดงานมีขบวนแห่อัญเชิญหลวงพ่อในกุฏิ เพื่อให้ชาวบ้านกราบนมัสการบูชาพร้อมเครื่องสักการะ ซึ่งงานดังกล่าวทางวัดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มานมัสการปิดทองรูปหล่อหลวงพ่อในกุฏิ ระหว่างวันที่ 21 – 29 เมษายน เป็นเวลา 9 วัน 9 คืน

หลวงพ่อในกุฏิ เดิมชื่อมาก หรือบุญมาก ท่านเกิดในราวปีมะเส็ง สมัยแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เป็นน้องคนสุดท้องของ 3 พี่น้อง คือ ท่านอินทร์ ท่านม่วง และท่านมาก มีพี่น้องสี่คน น้องคนสุดท้องเป็นผู้หญิง เป็นคนปักษ์ใต้โดยกำเนิด น่าจะอยู่จังหวัดชุมพร ตระกูลของหลวงพ่อเป็นตระกูลที่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก เมื่ออายุครบบวช ท่านและพี่ชายได้ออกบวชและครองสมณเพศตลอดชีวิต หลวงพ่อทั้งสามเชี่ยวชาญเรื่องเวชกรรม ไสยศาสตร์ และวิปัสสนากัมมัฏฐาน เมื่อบวชเป็นเวลาพอสมควรแล้วจึงชวนกันออกธุดงค์ มีความแตกฉานในสรรพวิชาทั้งสามองค์ เมื่อได้อยู่จำพรรษาที่วัดเดิมกันมาตามสมควรแล้ว จึงชักชวนกันเดินธุดงค์ โดยหลวงพ่ออินทร์ เลือกมาจำพรรษาที่เมืองกำเนิดนพคุณ หรือเมืองบางสะพาน ปัจจุบันมีรูปเหมือนของท่านประดิษฐานอยู่ที่วัดเขาโบสถ์ อ.บางสะพาน หลวงพ่อม่วง น้องคนกลาง เลือกจำพรรษาที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ระหว่างบ้านกรูดและทับสะแก ถ้ำแห่งนั้น คือถ้ำคีรีวงศ์ และกลายเป็นวัดถ้ำคีรีวงศ์ในปัจจุบัน ส่วนหลวงพ่อมาก หรือหลวงพ่อในกุฏิ เลือกจำพรรษาที่เมืองกุยบุรี ที่วัดกุยบุรี วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง มีแม่น้ำกุยบุรีไหลผ่านทางด้านหลังวัดและตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน ที่พระภิกษุจะต้องออกไปบิณฑบาตรในเวลาเช้า นับเป็นสับปายะของผู้อยู่อาศัย ถึงจะไม่ไกลจากหมู่บ้าน แต่ก็ปราศจากเสียงอื้ออึงเข้ามารบกวน สมเป็นที่หลีกอยู่ของสมณะผู้ใคร่หาความสงบ หลวงพ่อในกุฏิเป็นผู้ที่ใฝ่ใจในด้านหาความสงบทางจิตยู่แล้ว จึงได้รับอาราธนาจากเจ้าเมืองและชาวกุยบุรี ปกครองวัดกุยบุรีตลอดมา

ปฏิปทาของหลวงพ่อในกุฏิ ท่านเป็นผู้เคร่งครัดในด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน และชำนาญคล่องแคล่วด้านไสยศาสตร์คาถา นับว่าหลวงพ่อเป็นผู้มีอาคมขลัง พร้อมทั้งเป็นผู้มีเมตตาจิตอย่างสูง ทั้งเป็นผู้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย คือเมื่อพูดคำใดแล้วจะต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อเป็นดังนี้ชาวเมืองกุยบุรี เมืองคลองวาฬ เมืองปราณ ตลอดจนถึงเมืองใกล้เคียง จึงศรัทธาเลื่อมใสในบุญบารมีเป็นอันมาก เมื่อใดได้รับทุกข์ ก็จะต้องหาโอกาสมาบนบานศาลกล่าว ขอให้ช่วยปัดเป่าให้ผ่อนคลายหายจากทุกข์นั้นๆ ครั้นเมื่อได้รับความสำเร็จแล้ว หรือสมความปรารถนาจากที่ตนได้บอกกล่าวกับหลวงพ่อไว้แล้ว ก็จะต้องนมัสการและปิดทองที่ตัวท่านเป็นจำนวนมาก แม้ในปัจจุบันรูปเหมือนหลวงพ่อในกุฏิก็ยังมีคนมาปิดทองท่านอยู่ตลอดมา.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

กระบะชนซาเล้งกลับรถกระเด็นจากรถบาดเจ็บ

กระบะชนซาเล้งกลับรถกระเด็นจากรถบาดเจ็บ

วันที่ 20 เมษายน 2567 ศูนย์วิทยุกู้ภัยมูลนิธิหลวงพ่อในกุฏิ วัดกุยบุรี รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถกระบะชนกับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หรือซาเล้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ บนถนนเพชรเกษมฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ บริเวณจุดกลับรถบ้านดอนกลาง ต.สามกระทาย อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงส่งเจ้าหน้าที่พร้อมรถพยาบาลออกตรวจสอบ พร้อมด้วยตำรวจสายตรวจจราจร สภ.สามกระทาย และเจ้าหน้าที่กู้ภัยตำรวจทางหลวงจุดกุยบุรี

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบคนขับขี่รถซาเล้งนอนอยู่บนถนน ที่ขาข้างซ้ายมีแผลแตกเล็กน้อย เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาลกุยบุรี ทราบชื่อต่อมาว่านายนิธิ เพชรม่วง อายุ 72 ปี ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์แบบพ่วงข้าง ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงินดำ ทะเบียน ขงม 548 ประจวบคีรีขันธ์ ตัวรถถูกชนจนเอียงพับอยู่กับตัวพ่วงข้าง และไม่ไกลกันนัก พบรถกระบะอีซูซุตอนเดียว สีเทา ทะเบียน บย 9782 ประจวบคีรีขันธ์ จอดอยู่ไหล่ทาง ด้านหน้ามีร่องรอยจากการชน จนกันชนพังยุบ ไฟหน้าซ้ายแตก ป้ายทะเบียนหน้าหลุดออก ส่วนคนขับทราบชื่อว่านายเอกชัย นวลผ่อง อายุ 41 ปี ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่อยู่

จากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดของร้านค้าที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุ พบว่า นายนิธิขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างข้ามถนนตรงจุดกลับรถ และขี่ข้ามตัดหน้ารถกระบะของนายเอกชัยอย่างกะทันหัน ทำให้รถกระบะชนซาเล้งของนายนิธิอย่างจัง จนทั้งรถทั้งคนกระเด็นเข้าข้างทางและได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

พันธุ์พงษ์ โพธิ์จินดา….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

ชาวบ้านจะงมหอย หาปลา แต่เจอซากรถยนต์หลายชิ้นส่วน ในบึงใหญ่

ชาวบ้านจะงมหอย หาปลา แต่เจอซากรถยนต์หลายชิ้นส่วน ในบึงใหญ่

วันที่ 20 เมษายน 2567 พ.ต.ท.จรัญ สุขสวัสดิ์ สารวัตรสอบสวน สภ.คลองวาฬ รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบชิ้นส่วนของรถยนต์หลายรายการ ขณะกำลังงมหอยหาปลา คาดว่ามีคนนำเอามาทิ้งในบึงน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของบริษัททิปโก้ หมู่ 5 บ้านหุบผึ้ง ต.ห้วยทราย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำของหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างประจวบฯ ร่วมตรวจสอบ

เมื่อไปถึงเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ เนื้อที่หลายสิบไร่ จุดบริเวณที่ชาวบ้านพบซากรถ เป็นบึงความลึกประมาณ 3 เมตร จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเป็นซากชิ้นส่วนของรถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้อฟอร์ดแรงเจอร์ สีบรอนซ์เงิน ไม่พบหัวเก๋ง โครงคัสซี และป้ายทะเบียนของรถ คาดว่าถูกนำมาทิ้งไว้หลายเดือนแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ชุดประดาน้ำของเจ้าหน้าที่กู้ภัย งมหาซากรถขึ้นมาทั้งหมด พร้อมใช้รถเครนยกซากรถที่พบขึ้นมาจากน้ำ มีประตู 2 บาน กระบะท้าย 1 ชิ้น ฝาปิดท้ายกระบะ 1 ชิ้น กล่องเก็บของคอนโซลกลางหัวเก๋ง 1 ชิ้น และเหล็กกันชนท้ายรถอีก 1 อัน ซึ่งทุกชิ้นถูกตัดด้วยแก๊สแยกชิ้นส่วน ก่อนนำมาทิ้งไว้

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำซากชิ้นส่วนไปเก็บไว้ที่ป้อมยามจุดตรวจบ้านต้นเกตุ พร้อมประสานให้ตำรวจชุดตรวจพิสูจน์หลักฐานมาตรวจเก็บวัตถุพยาน เพื่อหาที่มาของชิ้นส่วนรถ และเจ้าของชิ้นส่วนเป็นใคร สาเหตุที่นำเอามาทิ้ง เกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมอำพรางหรือไม่ หรือถูกแยกชิ้นส่วนทิ้งเพื่อทำลายหลักฐาน หรือเป็นของพวกแก๊งโจรกรรมรถแล้วแยกชิ้นส่วนขาย

ชาวบ้านที่งมหอยหาปลาอยู่ในพื้นที่ เปิดเผยว่า พี่ชายของตนมางมหอยหาปลาที่บึงแห่งนี้ ระหว่างนั้นพบซากชิ้นส่วนของรถ จึงเกรงว่าจะมีคนตายอยู่ในรถ และโทรศัพท์ไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา เจอซากประตูของรถไป 1 บานแล้ว และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปเก็บไว้ที่โรงพัก สภ.คลองวาฬ และเมื่อน้ำในบึงแห้งลง จึงพบซากชิ้นส่วนอื่นๆ เพิ่มเติมอีกดังกล่าว.

เอกภพ วงษ์ประเสริฐ….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

เทศบาลหัวหินเร่งตรวจสอบ หลังเจ้าของคาร์แคร์โวยบิลค่าน้ำประปาแพง เดือนเดียวเกือบ 4 หมื่นบาท

เทศบาลหัวหินเร่งตรวจสอบ หลังเจ้าของคาร์แคร์โวยบิลค่าน้ำประปาแพง เดือนเดียวเกือบ 4 หมื่นบาท

วันที่ 19 เมษายน 2567 จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Moly Car Care @Hua-Hin ได้โพสต์ภาพใบแจ้งหนี้ค่าน้ำประปาของเทศบาลเมืองหัวหิน พร้อมข้อความ “อะไรกันวะเนี้ย…น้ำประปาแ-งก็ไม่ไหล มันมาจากไหนวะ 38,624.70 บาท ซื้อน้ำใช้เองเกือบหมื่นบาท” โดยภาพใบเสร็จค่าน้ำประปาระบุเดือนมีนาคม 2567 รวมทั้งสิ้น 38,624.70 บาท ไม่มียอดค้างชำระ จนเป็นกระแสในโลกโซเซียลและมีคนเข้ามาคอมเม้นท์กันเป็นจำนวนมากถึงค่าน้ำประปาที่สูงเกินไป

นายภูดิส อรุโณรส อายุ 55 ปี เจ้าของร้านโมลีคาร์แคร์หัวหิน ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบฯ เจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว เล่าว่า ตนได้รับใบแจ้งหนี้ค่าน้ำประปาจากจากเจ้าหน้าที่ประปาเทศบาลหัวหินที่นำมาส่งให้ที่ร้าน พอเห็นบิลรู้สึกตกใจมากเนื่องจากค่าน้ำประปาที่สูงผิดปกติเกือบ 4 หมื่นบาท สอบถามเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้รับคำตอบ แจ้งว่าให้ไปติดต่อที่การประปาฯ เอง ตนเปิดร้านคาร์แคร์มาถึง 17 ปี ปกติค่าน้ำประปาของเทศบาลเมืองหัวหินทุกๆ เดือนจะอยู่ที่ประมาณ 500 บาท รวมกับที่ตนต้องสั่งซื้อน้ำจากรถบรรทุกน้ำเอกชนมาสำรองให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้น้ำในระบบขาดในแต่ละเดือน จะรวมค่าน้ำอยู่ที่ 2 – 3 พันบาท โดยเฉพาะเดือนมีนาคม – เมษายน เป็นที่ทราบกันดีว่า หัวหินจะมีน้ำประปาไม่เพียงพอ ที่ร้านตนแทบจะไม่มีน้ำไหลลงถังเก็บน้ำเลยตลอดทั้งเดือน ที่ผ่านมาต้องซื้อน้ำจากเอกชนเกือบหนึ่งหมื่นบาทแล้ว ยิ่งพอมาเจอบิลค่าน้ำประปาของเทศบาล กว่าสามหมื่นแปดพันบาท ก็รู้สึกโมโห เนื่องจากตนไม่ได้ใช้น้ำ หรือไม่มีน้ำมาให้ใช้ ราคาสูงแบบนี้ตนจ่ายไม่ได้แน่นอน

ล่าสุด นายมนตรี หนูนารถ หัวหน้างานติดตั้งมิเตอร์กองการประปา เทศบาลเมืองหัวหิน ชี้แจงว่า หลังได้พูดคุยกับเจ้าของร้านพร้อมตรวจสอบสถิติการใช้น้ำทางร้านตั้งแต่ปี 2565 – 2567 ดูแล้วว่าเป็นการใช้น้ำที่กระโดดขึ้นมาจากการใช้น้ำเดิม ต้องตรวจสอบสาเหตุก่อนว่ามิเตอร์ชำรุดหรือไม่ หรือวเป็นการใช้น้ำที่มีการสูญเสียหรือรั่วไหลไหม อีกทั้งรอบเดือนนี้ประปาเทศบาลเมืองหัวหินประสบกับปัญหาภัยแล้ง เกิดการขาดแคลนน้ำ บางทีอาจจะเกิดจากการรอน้ำ ซึ่งมีการเปิดก๊อกน้ำทิ้งเอาไว้ อาจจะมีลมเดินในท่อ ก่อนน้ำจะไปถึง ทำให้เกิดการใช้น้ำที่ผิดปกติขึ้นได้ มีหลายปัจจัย จึงขอตรวจสอบประเมินมิเตอร์จากคนเก็บข้อมูลน้ำก่อน ว่าเกิดจากอะไร เกิดจากคนจดหรือเกิดจากการใช้น้ำจริงไหม คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 3 – 4 วันนี้ น่าจะทราบสาเหตุ และหากบ้านไหนเกิดปัญหาบิลค่าน้ำสูงผิดปกติ ขอให้เข้ามาแจ้งได้ที่งานติดตั้งมิเตอร์ เทศบาลเมืองหัวหิน จะมีเจ้าหน้าที่คอยรับเรื่องให้.

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

ททท.เพชรบุรี – ประจวบฯ ลุยเชียงใหม่ จัดงานชวนชาวเหนือเที่ยวทะเลชะอำ – หัวหิน

ททท.เพชรบุรี – ประจวบฯ ลุยเชียงใหม่ จัดงานชวนชาวเหนือเที่ยวทะเลชะอำ – หัวหิน

วันที่ 19 เมษายน 2567 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเพชรบุรี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ททท. สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ ททท.สำนักงานเชียงใหม่ และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน – ชะอำ ร่วมกับสายการบินแอร์เอเชีย ร่วมกันจัดงาน “Amazing Cha-Am – Hua Hin Consumer Fair” ม่วนอกม่วนใจ๋ แอ่วบินฟินได้ทุกวัน นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวชั้นนำกว่า 20 ราย ในพื้นที่ชะอำและหัวหิน จากทะเลขึ้นเหนือ ไปร่วมเทศกาลท่องเที่ยวแห่งปี ส่งเสริมการขายกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวเชียงใหม่และชาวเหนือ ระหว่างวันที่ 26 – 28 เมษายน 2567 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ ชั้น G อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พบกับโปรโมชั่นโดนๆ แรงๆ จากผู้ประกอบการชะอำ – หัวหิน แบบไม่มียั้ง ไม่มีกั๊ก จัดเต็มสำหรับพี่น้องชาวเชียงใหม่และชาวเหนือ ครบทั้งแพ็กเกจท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ที่เที่ยว ตั๋วเครื่องบิน สนามกอล์ฟ สินค้าและบริการท่องเที่ยวจากผู้ประกอบการและชุมชนชะอำ – หัวหิน มากกว่า 20 บูธ เพื่อดึงชาวเชียงใหม่และชาวเหนือมาเที่ยวชะอำ – หัวหิน ทั้งนี้ ททท.ทั้งสามสำนักงาน มั่นใจคนเชียงใหม่ รู้จักชะอำ – หัวหิน แล้วจะยิ่งรักเพชรบุรี – ประจวบฯ มาเที่ยวชะอำ – หัวหิน เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

นายนิติ วงษ์วิชาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการ ททท.เพชรบุรี และนายอาชวันต์ กงกะนันทน์ ผู้อำนวยการ ททท.ประจวบฯ เปิดเผยว่า ททท.ทั้งสองสำนักงาน ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ชะอำและหัวหิน ร่วมกันจัดกิจกรรมการท่องเที่ยว “Amazing Cha-Am – Hua Hin Consumer Fair” ม่วนอกม่วนใจ๋ แอ่วบินฟินได้ทุกวัน วันที่ 26 – 28 เมษายน 2567 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัลเชียงใหม่ พร้อมนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไปออกบูธทำโปรโมชั่นเสนอขายให้กับพี่น้องชาวเชียงใหม่และชาวเหนือ ทำตลาดการท่องเที่ยวข้ามภูมิภาค ตามนโยบายของรัฐบาลและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย วัตถุประสงค์ไม่เพียงแต่การเสนอขายสินค้าและบริการท่องเที่ยวเพื่อดึงนักท่องเที่ยวชาวเชียงใหม่มาเที่ยวชะอำ – หัวหิน เท่านั้น แต่ยังต้องการนำเสนอพลัง Soft Power ของพื้นที่ชะอำ – หัวหิน ซึ่งมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวของชาวเพชรบุรีและประจวบฯ ไปสู่สายตาของชาวเชียงใหม่ สื่อสารสร้างการรับรู้ลงลึกถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวเพชรบุรีและประจวบฯ โหมกระแสนำไปสู่การซื้อสินค้าและบริการท่องเที่ยวจากผู้ประกอบการเอกชนทั้งสองพื้นที่ นำไปสู่การเดินทางท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกระจายประโยชน์ลงไปในพื้นที่ชะอำ – หัวหิน ตามแนวคิด เพชรบุรี ประจวบฯ เที่ยวได้ 365 วัน สื่อสารด้วยแคมเปญ สุขทันที ที่เที่ยวเพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ ชาวเชียงใหม่ที่มาช็อปในงาน ลุ้น Highlight พิเศษ บัตรโดยสารเครื่องบินเชียงใหม่ – หัวหิน ฟรี จากสายการบินแอร์เอเชีย และพบกับกิจกรรมสาธิต“ของดีเมืองเพชร – หัวหิน” อาทิ ขนมตาล ข้าวแช่ ต้นตำรับเมืองเพชร ประติมากรรมจากเกลือ (Art of Salt) และกิจกรรม “From Grape to Glass” การนำผลผลิตองุ่นสู่ไวน์คุณภาพของไร่องุ่นมอนซูน หัวหิน นอกจากนี้ ผู้มาช็อปภายในงานสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูป เช็คอิน เล่นเกมพร้อมรับของที่ระลึกและรางวัลพิเศษจากผู้ประกอบการที่มาร่วมออกบูธ.