Categories
ข่าว ทั้งหมด

ปธพ.10 สำเร็จการศึกษา ชู10 หัวข้อผลงานวิชาการทางการแพทย์ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาวงการแพทย์สาธารณสุขไทย

ปธพ.10 สำเร็จการศึกษา ชู10 หัวข้อผลงานวิชาการทางการแพทย์ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาวงการแพทย์สาธารณสุขไทย สอดคล้องนโยบายรัฐบาล พร้อมนำไปปฏิบัติจริง

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2566  ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ฯ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ มีการจัดงานประชุมวิชาการประจำปี 2566 แพทยสภา – ปธพ.ครั้งที่ 10 โดยแพทยสภาร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าได้จัดอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) ขึ้น  ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อร่วมพัฒนาวงการแพทย์ และระบบสาธารณสุขของประเทศไทย โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์   เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเกียรติคุณ แก่นักศึกษาปธพ.รุ่นที่ 10 ที่สำเร็จการศึกษา จำนวน 143 คน โดยมีนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ สภานายกพิเศษแพทยสภา นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  อาจารย์วิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงสมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา  พลอากาศโท นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์  และผู้อำนวยการหลักสูตรปธพ.  พร้อมด้วยนักศึกษาปธพ.รุ่น 10 เข้าร่วมพิธีสำเร็จการศึกษา และเยี่ยมชมบอร์ดนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษาและมีกิจกรรมการนำเสนองานวิจัยของนักศึกษาปธพ.รุ่นที่ 10 จำนวน 10 หัวข้อวิชาการอีกด้วย

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว กล่าวบรรยาพิเศษในหัวข้อ “อนาคตระบบสาธารณสุขไทย” ว่า ผลงานวิชาการของนักศึกษาปธพ.10 นั้นตอบโจทย์วงการสาธารณสุขไทยทั้งหมด สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล พร้อมนำไปปฏิบัติได้จริง    โดยความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทย มี 9 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพไทยในอนาคต ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ การเมือง ประชากร ลักษณะเฉพาะของคนไทย โรคอุบัติใหม่ เทคโนโลยี การขนส่ง อาหารเกษตรกรรม และ สิ่งแวดล้อม  ประเด็นสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องรับมือคือ โรควัณโรค และอุบัติเหตุจราจร ที่เป็นเรื่องท้าทาย ส่วนในเชิงสังคมต้องอาศัยความร่วมมือจากคนในสังคมทุกภาคส่วน  โดยกระทรวงสาธรารณสุขกำหนดให้เขตสุขภาพ ทั้ง 12 เขต พัฒนา “เมืองสุขภาพดี” เขตละ 1 แห่ง  เพื่อประชาชนมีอายุยืน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ กล่าวถึงผลงานวิจัย ทั้ง 10 เรื่องของนักศึกษาว่า ทำให้เห็นศักยภาพของความร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาด้านการแพทย์และสาธารณสุขให้เป็นรูปธรรม รวมทั้งร่วมกันพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศไทย  ยกระดับสุขภาวะที่ดีของประชาชน บนพื้นฐานว่าการทำงานใดๆ จะสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาแบบมีธรรมาภิบาล 

ด้านพลอากาศโท นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ กล่าวว่าหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูงรุ่นที่ 10 (ปธพ. 10) เป็นความร่วมมือระหว่างแพทยสภา และสถาบันพระปกเกล้า โดยมีผู้บริหารระดับสูงจาก 6 เสาหลัก มาเรียนร่วมกันคือ แพทย์จากกระทรวงสาธารณสุข  ครูแพทย์จากมหาวิทยาลัย แพทย์ทหาร ตำรวจ และภาครัฐ  แพทย์จากภาคเอกชน ผู้บริหารภาครัฐ และ ผู้บริหารภาคเอกชน เพื่อแก้ปัญหาวงการแพทย์ ตามแนวทางพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ให้แพทย์ไทย “อ่อนน้อม ถ่อมตน ทุกคนมีดี อย่าดูถูกใคร” โดยใช้ “ธรรมาภิบาล”เป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศ

ทั้งนี้ผลงานวิจัยของนักศึกษาปธพ.รุ่นที่ 10  ประกอบด้วย หัวข้อที่ 1 ประสิทธิภาพ และผลกระทบของมาตรการสาธารณสุขในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข จากการระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย  หัวข้อที่ 2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการสื่อสารเมื่อเกิดภาวะวิกฤตทางการแพทย์ โดยใช้โมเดลการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ศึกษากรณีวัคซีน COVID-19   หัวข้อที่ 3 การศึกษาต้นแบบโมเดลสุขภาพในการบูรณาการการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพของประชาชนไทย: กรณีศึกษาจากโรคมะเร็งปอดชนิดยีนกลายพันธุ์ EGFR หัวข้อที่ 4 ความรุนแรงภายในสถานพยาบาลต่อบุคลากรทางการแพทย์ และข้อเสนอทางมาตรการกฎหมายเพื่อลดความรุนแรง (Violence against medical personal in Thailand: evidence and mitigation strategies) หัวข้อที่ 5  โครงการศึกษาสมรรถนะร่วมเชิงบูรณาการ (Integrative core competencies) ของบุคลากรทางการแพทย์เพื่อระบบ บริการสุขภาพไทยใน 10 ปีข้างหน้า หัวข้อที่ 6   Dementia Awareness in Thai Population การตระหนักรู้เรื่องภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุของประชากรไทย หัวข้อที่ 7 ปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรคในการให้บริการโทรเวชในมุมมองของผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาล และถอดบทเรียนของการก้าวข้ามอุปสรรคของโรงพยาบาลที่มีประสบการณ์การให้บริการโทรเวช หัวข้อที่ 8 บทบาทของโรงพยาบาลเอกชน  ในการฝึกอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตามหลักธรรมาภิบาล  หัวข้อที่ 9  การศึกษาวิเคราะห์การรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กัญชากัญชงตามหลักธรรมาภิบาล และ หัวข้อที่ 10  ผลกระทบของการโฆษณาโดยแพทย์ในสื่อสังคมออนไลน์ในการดูแลรักษาเรื่องของความงาม โดยผลงานวิจัยทั้งหมดได้ถูกนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และได้มีการมอบหมายให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขใช้เป็นแนวทางการพัฒนาวงการแพทย์และสาธารณสุขไทยต่อไป.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

รด.จิตอาสาประจวบฯ ร่วมทำความดีด้วยหัวใจ ถวายเป็นพระราชกุศลวันนวมินทรมหาราช

รด.จิตอาสาประจวบฯ ร่วมทำความดีด้วยหัวใจ ถวายเป็นพระราชกุศลวันนวมินทรมหาราช

วันที่ 9 ตุลาคม 2566 ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นำนักศึกษาวิชาทหารจากสถานศึกษาต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ จำนวน 350 คน ร่วมกิจกรรม รด.จิตอาสา 3 แสนนาย “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2566 ที่สะพานสราญวิถี อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยนักศึกษาวิชาทหารได้ร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เก็บขยะบริเวณชายหาดอ่าวประจวบฯ และสถานที่สาธารณะบริเวณใกล้เคียงโดยรอบให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยสะอาดสวยงาม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของจังหวัด

ทั้งนี้จากความตั้งใจของผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ที่ต้องการให้นักศึกษาวิชาทหารทุกนาย ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 316,000 นายทั่วประเทศ ได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมจิตอาสา เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม และเพื่อให้นักศึกษาวิชาทหารทุกนาย ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รวมทั้งเป็นการแสดงออกถึงความเสียสละ อุทิศตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างพร้อมเพรียงกันทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จึงได้เกิดเป็นกิจกรรม รด.จิตอาสา 3 แสนนาย เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันนวมินทรมหาราช.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

วัดห้วยมงคล จัดงานบุญ “สลากภัต” สืบทอดประเพณี

วัดห้วยมงคลจัดงานบุญ “สลากภัต” สืบทอดประเพณี

วันที่ 8 ตุลาคม 2566 พระพิศาลสิทธิคุณ หรือท่านเจ้าคุณไพโรจน์ ปภัสสโร เจ้าอาวาสวัดห้วยมงคล เป็นประธานในพิธีทำบุญประเพณีสลากภัต ที่ศาลาเอนกประสงค์วัดห้วยมงคล ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการสืบสานอนุรักษ์ประเพณีเก่าแก่โบราณและเป็นการอุทิศบุญส่วนกุศลให้บรรพบุรุษญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว โดยมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ร่วมเป็นเจ้าภาพทั้งสิ้น 37 หาบ ถวายสลากภัตแด่พระสงฆ์รวม 5 วัด จำนวน 25 รูป ในพื้นที่ใกล้เคียง

สำหรับประเพณี “สลากภัต” หรือทางภาคเหนือเรียว่า ตานก๋วยฉลาก ทางภาคอีสานเรียก บุญข้าวสาก เป็นการถวายทานโดยไม่เจาะจงผู้รับ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนกันยายน – ตุลาคม โดยญาติโยมจะนำของมาถวายจัดมาเป็นรูปแบบหาบใส่ชะลอม ประกอบไปด้วย อาหารคาวหวาน ผลไม้ ของใช้ชีวิตประจำวันและปัจจัยใส่ซองเสียบยอดไม้ไผ่ปักไว้ในหาบ จากนั้นก็จะนำเบอร์ไปติดที่หาบเพื่อให้พระสงฆ์ได้ทำการจับเบอร์ ด้วยหลักอุปโลกกรรม คือของที่ถวายในหาบนั้นแตกต่างกัน มีทั้งของมากและของน้อยแล้วแต่เจ้าภาพที่จัดกันมา หากพระสงฆ์รูปหนึ่งรูปใดจับได้เบอร์ใดตรงกับหาบนั้น ทางเจ้าภาพก็จะแบกหาบๆ นั้นไปถวาย ซึ่งการทำบุญสลากภัตในพระพุทธศาสนาเป็นประเพณีสืบทอดมาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

อธิการบดี มช. พบปะลูกช้าง ศิษย์เก่าเพชรสมุทรคีรี

อธิการบดี มช. พบปะลูกช้าง ศิษย์เก่าเพชรสมุทรคีรี

วันที่ 8 ตุลาคม 2566 ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินทางมาร่วมพบปะลูกช้าง ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ “60 ปี มช.เพราะคิดถึง จึงมาหา” พื้นที่เพชรสมุทรคีรี จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ณ โรงแรมลองบีช อ.ชะอำ จใเพชรบุรี โดยมีนายวสันต์ กิตติกุล ลูกช้างรัฐศาสตร์ มช.สิงห์ขาวรุ่น 1 รหัส 08 เป็นผู้แทนกล่าวต้อนรับและสรุปให้กับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมมีลูกช้างศิษย์เก่าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ทั้งนี้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้แถลงนโยบายและทิศทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน 60 ปี มช. แก่ศิษย์เก่าในพื้นที่ หลังจากนั้นเป็นการพบปะพูดคุยระดมความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งลูกช้างกลุ่มเพชรสมุทรคีรี พร้อมจะสร้างเครือข่ายรวมพลังกันทำงาน เพื่อสนับสนุนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการมุ่งไปสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม จากนั้นลูกช้างศิษย์เก่าทั้งหมดได้ร่วมกันร้องเพลงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่นก่อนจะปิดงาน.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

กลุ่มแม่บ้านชาวประมง ทำสบู่สมุนไพรชนิดรวม และจ่ายเงินปันผลให้สมาชิก

กลุ่มแม่บ้านชาวประมง ทำสบู่สมุนไพรชนิดรวมและจ่ายเงินปันผลให้สมาชิก

วันที่ 6 ตุลาคม 2566 นางสุมาลี ธรรมชาติ ประธานกลุ่มแม่บ้านบุตรหลานชาวประมง ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสมาชิกประมาณ 20 คน มารวมตัวกันที่บริเวณศาลาท่าน้ำ สถานที่ฝึกสร้างอาชีพ สร้างรายได้ของกลุ่ม เพื่อทำสบู่จากสมุนไพร เพื่อให้สมาชิกนำกลับไปใช้ที่บ้านและนำไปจำหน่ายที่บริเวณศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี

นางสุมาลี ธรรมชาติ ประธานกลุ่มฯ กล่าวว่า กลุ่มแม่บ้านบุตรหลานชาวประมง เกิดจากการรวมกลุ่มแม่บ้านชาวประมงปากน้ำปราณ เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิต มีการแปรรูปอาหารทะเลเพื่อไว้ใช้เป็นอาหารในครัวเรือน การจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ แต่จากนโยบายและข้อกฎหมายการประมงในปัจจุบัน ไม่สามารถออกเรือเพื่อจับสัตว์ทะเลมาแปรรูปได้ตลอดทั้งปี กลุ่มแม่บ้านบุตรหลานชาวประมงปากน้ำปราณจึงเล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกกลุ่มให้มีรายได้เสริม หลังจากว่างเว้นจากการแปรรูปอาหารทะเลที่เป็นอาชีพหลักของคนในชุมชน เพื่อให้มีความรู้ มีทักษะ สามารถต่อยอดเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ชุมชนและสังคม เพื่อให้กลุ่มแม่บ้านฯ มีแนวทางในการพัฒนาอาชีพ ของตนเอง โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ในพื้นที่

วันนี้กลุ่มได้นำสมุนไพรในท้องถิ่น 3 ชนิด ได้แก่ สำมะงา ขลู่ เบญจมาศน้ำเค็ม เป็นส่วนผสมนำมาใส่รวมกัน ซึ่งทั้งสามชนิดมีสรรพคุณเรื่องการแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย อาการคันและโรคผิวหนัง มีกลิ่นหอม ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย แถมยังอ่อนโยนต่อผิวหนัง จำหน่ายราคาก้อนละ 35 บาท ซื้อ 3 ก้อน 100 บาท

นอกจากนี้นางสุมาลี ธรรมชาติ ประธานกลุ่มฯ ยังได้มอบเงินปันผลให้กับสมาชิกกลุ่ม หุ้นละ 100 บาท ให้กับทุกคน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจที่สมาชิกมีความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้กลุ่มยืนหยัดมาได้ถึงวันนี้ พร้อมมอบสบู่สมุนไพรให้สมาชิกนำกลับไปใช้ที่บ้านอีกด้วย.

สมบัติ ลิมปจีระวงษ์….รายงาน

ข่าวแนะนำ

สุวัจน์ฉลองใหญ่ครบรอบ 10 ปี บลูพอสุวัจน์ฉลองใหญ่ครบรอบ 10 ปี บลูพอร์ตหัวหิน มอบความสุขส่งท้ายปี เปิดไฟต้นคริสต์มาสสุดตระการตาร์ตหัวหิน มอบความสุขส่งท้ายปี เปิดไฟต้นคริสต์มาสสุดตระการตา

Categories
กีฬา ข่าว ทั้งหมด

บลูพอร์ต ร่วมกับวิว เยาวภา จัดเลเจ้นด์เทควันโด แชมป์เปี้ยนชิพ 2023 ปั้นเยาวชนสู่ทีมชาติ

บลูพอร์ต ร่วมกับวิว เยาวภา จัดเลเจ้นด์เทควันโด แชมป์เปี้ยนชิพ 2023 ปั้นเยาวชนสู่ทีมชาติ

วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2566 บลูพอร์ต หัวหิน และสวนน้ำวานานาวา หัวหิน ร่วมกับ The Legend Arena โดย “วิว” เยาวภา บุรพลชัย อดีตนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย เหรียญทองแดงโอลิมปิก 2004 เหรียญประวัติศาสตร์เหรียญแรกของวงการกีฬาเทควันโดไทย จัดการแข่งขันกีฬาเทควันโด ยุวชน – เยาวชน รายการ “Legend Taekwondo Championships 2023” Bluport x Legend ปลุกกระแสกีฬาเทควันโด พัฒนายุวชน เยาวชนไทย สร้างนักกีฬาดาวรุ่งติดธงชาติไทยต่อไปในอนาคต รวมทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ผลักดันเมืองหัวหินให้เป็นเมืองกีฬาแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งถือเป็น Soft Power ของประเทศ โดยการจัดการแข่งขันในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากนักกีฬาเทควันโดจากทั่วประเทศ กว่า 300 คน เข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งประเภทเคียวรูกิ (ต่อสู้) – พุมเซ่ (ท่ารำ) พร้อมทั้งผู้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ยังได้รับสิทธิ์เข้าเล่นสวนน้ำวานานาวา คนละ 1 สิทธิ์ อีกด้วย

ภายในงาน มีนายโชคชัย วงศ์จักรพัชร์ ผู้จัดการบลูพอร์ต หัวหิน มาร่วมชมการแข่งขันและมอบรางวัลสร้างแรงบันดาลใจให้กับ เด็กๆ ยุวชนและเยาวชน โดยนายโชคชัย ได้กล่าวว่า “บลูพอร์ต หัวหินสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาของเยาวชนทุกชนิดอย่างต่อเนื่อง ทั้งเทนนิส ฟุตบอล มวยไทย MMA และเทควันโด รู้สึกภาคภูมิใจที่การแข่งขันในครั้งนี้ได้ผลักดันและส่งเสริม สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของกีฬาเพื่อเป็นหนึ่งใน Soft power ที่จะผลักดันในเรื่องของการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจในประเทศไทย และเพื่อตอกย้ำความเป็น Sport Destination ของเมืองหัวหิน ว่าไม่ได้มีแค่สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่ยังเป็นอีกหนี่งสถานที่ ที่เป็นศูนย์รวมของกีฬาหลากหลายประเภท อีกทั้งยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่มาทำกิจกรรมต่างๆ อีกด้วย

“วิว” เยาวภา บุรพลชัย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ ขอขอบคุณบลูพอร์ต หัวหิน สวนน้ำวานานาวา และ The Legend Arena ที่เห็นความสำคัญของกีฬาเทควันโดและได้ร่วมสนับสนุนจัดกิจกรรมดีๆ สำหรับเด็กเยาวชนไทย ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีที่ 2 ได้รับการตอบรับที่ดีเช่นเดิม มียิมเทควันโดจากทั่วประเทศมาร่วมแข่งขัน ซึ่งการแข่งขันช่วงเช้าที่ผ่านมา ถือว่าสนุกสนานมาก เด็กๆ มีพัฒนาการทางกีฬาเทควันโดที่ดีขึ้นมาก มั่นใจว่าเด็กๆ ยุวชน เยาวชนที่มาแข่งในครั้งนี้ จะได้มีโอกาสไปคว้าเหรียญจากกีฬาโอลิมปิก แบบรุ่นพี่นักกีฬาทีมชาติไทยหลายๆ คน ซึ่งล่าสุดในเอเชียนเกมส์ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน นักกีฬาเทควันโดไทย และสมาคมกีฬาเทควันโดไทยสร้างผลงานได้ยอดเยี่ยม คว้าเหรียญมาได้ 2 ทอง จาก น้องเทนนิส น้องหยู และ 2 ทองแดง จากน้องนก และน้องแนท ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย มั่นใจว่าเด็กและเยาวชน ที่มาในวันนี้ จะพัฒนาตนเองจนติดทีมชาติไทยไปคว้าเหรียญรางวัลมาได้ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน”.

Categories
ข่าว ท่องเที่ยว ทั้งหมด

อบต.ไชยราช ชวนดูเหยี่ยวอพยพใน “เทศกาลท่องเที่ยวดูเหยี่ยวเขาโพธิ์ @ไชยราช” ครั้งที่ 2

อบต.ไชยราช ชวนดูเหยี่ยวอพยพใน “เทศกาลท่องเที่ยวดูเหยี่ยวเขาโพธิ์ @ไชยราช” ครั้งที่ 2

วันที่ 6 ตุลาคม 2566 นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดเทศกาลท่องเที่ยวดูเหยี่ยวเขาโพธิ์ @ไชยราช ครั้งที่ 2 มีนายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบฯ นายอาชวันต์ กงกะนันทน์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบฯ นายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพานน้อย นายบัณฑิตย์ ชูบัวทอง นายก อบต.ไชยราช ร่วมแถลงข่าวท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติจำนวนมาก พร้อมรับชมการแสดง “ระบำเหยี่ยว” จากนักเรียนโรงเรียนบ้านไชยราช

นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล กล่าวว่าจังหวัดประจวบฯ เป็นจังหวัดสุดท้ายของภาคกลางที่เชื่อมต่อไปยังภาคใต้ ถ้าพูดถึงการท่องเที่ยวจังหวัดประจวบฯ นับได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวครบทุกรูปแบบ ทุกอำเภอ แบบศิวิไลซ์ต้องยกให้อำเภอหัวหินที่มีชื่อเสียงระดับโลกไปแล้ว อำเภอปราณบุรีมีชายหาดปากน้ำปราณ และเส้นทาง Adventure ในการไปสัมผัสธรรมชาติที่น้ำตกแพรกตะคร้อ อำเภอสามร้อยยอด นอกจากบึงบัวและถ้ำพระยานครแล้ว ยังต้องไปชิมกาแฟและชมวิถีชีวิตหมู่บ้านกะหร่างที่บ้านป่าหมาก อำเภอกุยบุรี ขึ้นชื่อคือการไปดูช้างป่าและส่องกระทิง นับได้ว่าเป็นจุดชมสัตว์ป่าที่ดีที่สุดในประเทศไทย อำเภอเมือง มีด่านสิงขรเป็นประตูสู่ประเทศเมียนมา อำเภอทับสะแก ขึ้นชื่อเรื่องมะพร้าวที่มันที่สุด นับได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้แก่จังหวัดประจวบฯ เป็นอย่างมาก อำเภอบางสะพาน มีชื่อเสียงเรื่องทองนพคุณ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาที่นักท่องเที่ยวต้องไม่พลาด คือวัดทางสาย และสุดท้ายคืออำเภอบางสะพานน้อย เป็นอำเภอมีจุดชมปะการังที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นอำเภอเดียวของจังหวัดประจวบฯ ที่มีเกาะกลางขนาดใหญ่ที่สุด ที่เป็นจุดพักรถสำหรับผู้เดินทางไปสู่ภาคใต้ คือศูนย์บริการทางหลวงเขาโพธิ์แห่งนี้ ที่เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นได้ไกลถึงสองจังหวัด คือประจวบฯ และชุมพร และสถานที่แห่งนี้สามารถชมเหยี่ยวอพยพได้อีกด้วย นับว่าตำบลไชยราชแห่งนี้เป็นตำบลที่มีความสำคัญ ที่สามารถพัฒนาและส่งเสริมให้เป็นจุดเรียนรู้ ศึกษานกเหยี่ยวอพยพได้ในอนาคต ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือศักยภาพของจังหวัดประจวบฯ

นายอาชวันต์ กงกะนันทน์ กล่าวว่า พื้นที่บางสะพานน้อย ต้องการขายสินค้าการท่องเที่ยวธรรมชาติและเชิงนิเวศ โดยเฉพาะการขายสินค้าเส้นทางการท่องเที่ยว low carbon การท่องเที่ยวชุมชน และการท่องเที่ยวที่เอื้อต่อภาคการเกษตรและประมง ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว ซึ่งการจัดกิจกรรมดูนกเหยี่ยวเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงในเชิงนิเวศวิทยา ส่งมอบประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวที่จะช่วยสร้างความคึกคักมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวพื้นที่ตอนล่างของจังหวัดประจวบฯ โดยการท่องเที่ยวตอนบนของอำเภอบางสะพานน้อย ททท.สำนักงานประจวบฯ จะร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่นเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยว unseen new chapters อำเภอบางสะพาน อำเภอทับสะแก ทางตอนล่างจะเชื่อมกับแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดชุมพร อาทิ เนินทรายงาม ผ่านการสื่อสาร การสร้างกระแสการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยว ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์การสร้างและกระจายรายได้จากการท่องเที่ยว การเดินทางท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย นำไปสู่เป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของจังหวัดประจวบฯ และคาดว่าเทศกาลท่องเที่ยวดูเหยี่ยว @เขาโพธิ์ ตลอดสองเดือนนี้จะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งท่องเที่ยวชมเหยี่ยวและวิ่งเพื่อสุขภาพ ประมาณ 7,000 คน สร้างเม็ดเงินเข้าจังหวัดประจวบฯ ราว 30 ล้านบาท ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลและรายละเอียดได้ที่ อบต.ไชยราช Fanpage Facebook ที่นี่ไชยราช และ ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ Fanpage Facebook TATPRACHUAP

ด้านนายบัณทิตย์ ชูบัวทอง กล่าวว่าตำบลไชยราช อ.บางสะพานน้อย เป็นเมืองเกษตรกรรมแห่งหนึ่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยสภาพพื้นที่ของตำบลไชยราช เป็นที่ราบเชิงเขา มีลำคลองเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ มีเทือกเขาตะนาวศรีทอดยาวตลอดแนวเขตทางทิศตะวันตก และมีภูเขาตั้งอยู่ในเขตพื้นที่หลายลูก เช่น เขาโพธิ์ เขาฝาชี เขาไชยราช เป็นต้น โดยเฉพาะเขาโพธิ์เป็นภูเขาขนาดปานกลาง ไม่สูงชันมากนัก ตั้งอยู่กลางตำบลไชยราช จึงทำให้ตำบลไชยราชมีจุดชมวิวแบบ 360 องศา สามารถมองเห็นเทือกเขาตะนาวศรีจนถึงทะเล อีกทั้งยังเป็นสถานที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสมเด็จพระมิ่งมุนีศรีโพธิ์ทอง (หลวงพ่อโพธิ์ทอง) ซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชนชาวตำบลไชยราชเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับลักษณะของภูมิประเทศที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายูที่มีลักษณะคอคอด จึงทำให้นกล่าเหยื่อที่บินอพยพย้ายถิ่นจากทางตอนเหนือของประเทศไทย บินผ่านจังหวัดประจวบฯ ที่ตำบลไชยราช ลงไปทางภาคใต้ของประเทศไทยเพื่อไปอยู่อาศัยหากินตลอดฤดูหนาวเป็นอย่างนี้ประจำทุกๆ ปี ในแต่ละปีจะมีนกอพยพมากกว่า 1 แสนตัว จึงเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่นักดูนก นิยมมาชมการอพยพของนกเหยี่ยวเป็นจำนวนมาก ประกอบกับตำบลไชยราชมีถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) เป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักเพียงสายเดียวที่เชื่อมระหว่างภาคใต้ไปสู่ภาคอื่น ๆ ซึ่งผู้สัญจรทางถนนจะต้องผ่านเส้นทางสายหลักนี้ จึงส่งผลให้จุดชมวิวเขาโพธิ์มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาและส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของตำบลและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดประจวบฯ ต่อไป

“ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวแบบ Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว หลังจากที่ประเทศไทยได้ผ่านพ้นวิกฤติโควิด – 19 อบต.ไชยราชจึงนำกระแสนี้มาเป็นหลักในการพัฒนาตำบล ด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จึงได้จัดจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เดิน – วิ่ง “เหยี่ยวเขาโพธิ์รัน@ไชยราช” ขึ้น ในวันที่ 22 ตุลาคม 2566 เพื่อพัฒนาและส่งเสริมตำบลไชยราชให้เป็นเมืองรองแห่งการท่องเที่ยวของจังหวัดประจวบฯ ขณะนี้ อบต.ไชยราช ได้ปรับภูมิทัศน์ ทำลานสวนดอกไม้ ทำความสะอาดบริเวณลานด้านบนเขาโพธิ์ทั้งหมด เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวไว้ถ่ายภาพเหยี่ยวและเช็คอินในเทศกาลท่องเที่ยวดูเหยี่ยว@เขาโพธิ์ในครั้งนี้แล้ว.

Categories
ข่าว ทั้งหมด

งานวันสุขภาพจิตโลกพร้อม! “Better Mind Better Bangkok” 8 ต.ค.นี้ ที่สามย่านมิตรทาวน์

งานวันสุขภาพจิตโลกพร้อม Better Mind Better Bangkok” 8 ต.ค.นี้ ที่สามย่านมิตรทาวน์

จากหลายๆ สถานการณ์สะเทือนขวัญและบางกรณีมีการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาดังที่เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องนั้น ได้บั่นทอนการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขของคนในสังคม  ความจริงที่ต้องยอมรับ ก็คือ ประเทศไทยวันนี้มีความท้าทายด้านสุขภาพจิตอย่างยิ่ง องค์การอนามัยโลกคาดในแต่ละปีจะมีคนฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่า 1 ล้านคน หรือทุก 40 วินาที มีคนฆ่าตัวตาย 1 คน

ข้อมูลจากผลการวิจัย “อนาคตสุขภาพจิตสังคมไทย พ.ศ. 2576 (Futures of Mental Health in Thailand 2033) โดย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ฯ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษาฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FutureTales Lab by MQDC) ระบุว่า ตัวเลขผู้ป่วยจิตเวชในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 1.3 ล้านคนในปี 2558 เป็น 2.3 ล้านคนในปี 2564 และ 1 ใน 14 ของเด็กอายุ 5-9 ปี /1 ใน 7 ของวัยรุ่นอายุ 10 – 19 ปี มีความผิดปกติด้านจิตประสาทและอารมณ์  ร้อยละ 17.6 ของวัยรุ่นอายุ 13-17 ปี มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย การฆ่าตัวตายเป็นเหตุสำคัญของการเสียชีวิตอันดับ 3 ของวัยรุ่นไทย โดยทุกๆ 10 นาที จะมีคน 1 คนพยายามฆ่าตัวตาย และ ทุกๆ 2 ชั่วโมงประเทศไทยจะสูญเสียประชากร 1 คน จากการจบชีวิตตัวเอง ขณะที่ประเทศไทยพบผู้ป่วยมีปัญหาสุขภาพจิต-ซึมเศร้า เพิ่มขึ้น 1-2 % พบการฆ่าตัวตายสำเร็จต่อปีกว่า 4,625 คน (ปี พ.ศ. 2564-2565)

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “สุขภาพจิต” ส่งผลอย่างมากต่อความเป็นอยู่ของทุกคนในแต่ละวัน ทั้งระดับความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม หรือแม้แต่ส่งผลต่อสังคม  และเนื่องด้วยในวันที่ 10 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันสุขภาพจิตโลก”  (World Mental Health Day) มูลนิธิสติแอพ (SATI) ร่วมกับสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) กรุงเทพมหานคร มูลนิธิเพื่อ“คนไทย” และภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดกิจกรรมที่มีจุดมุ่งหมายสร้างความตระหนักและการสร้างพลังใจ เพื่อรับมือกับผลกระทบด้านสุขภาพจิตที่กำลังเพิ่มขึ้นของคนเมือง จึงได้ร่วมกันจัดงาน “วันสุขภาพจิตโลก” ชื่อ “Better Mind Better Bangkok” ขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ ณ ลานกิจกรรมชั้น 3 สามย่านมิตรทาวน์ เพื่อนำเสนอข้อมูล องค์ความรู้ และประสบการณ์ตรงของภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ ที่ขับเคลื่อนงานพัฒนาด้านจิตเวชในประเทศไทย ได้ร่วมกันแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ต่อสาธารณชน พร้อมกับการระดมการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน และหวังให้เกิดการผลักดันในเชิงนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตลอดจนเพื่อระดมความร่วมมือในการรับสมัครอาสาสมัครนักฟังเชิงลึกช่วยผู้เผชิญภาวะความเครียดผ่านแอพพลิเคชัน  “SATI”

ทั้งนี้ รูปแบบการจัดงานประกอบด้วย 4 เวทีเสวนา โดยวิทยากรผู้อุทิศตนให้กับแวดวงสุขภาพจิต รวมทั้งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญและบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจ เช่น คุณภัทรดนัย เสตสุวรรณ คุณอแมนด้า ออบดัม คุณเจมส์ รัศมีแข ฟอเกอร์ลุนด์ฟ คุณนที เอกวิจิตร์ คุณจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ คุณพลวัชร ภู่พิพัฒน์  ดร.ทวิดา กมลเวชช คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ ดร.ชาติวุฒิ วังวล ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ คุณอมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ คุณชนิดา คล้ายพันธ์ คุณดุจดาว วัฒนปกรณ์ คุณณาตยา แวววีรคุปต์ ฯลฯ ดำเนินรายการโดย คุณเกรซ นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ

เนื้อหาของเวทีเสวนาปีนี้ จะมีการนำเสนอ 4 ประเด็นภายใต้แนวคิด SEAS” ประกอบด้วย

เวที 1 SSECURITY : Safe Environment  ร่วมสำรวจกลยุทธ์ต่างๆ เรียนรู้เครื่องมือและเทคนิคสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ส่งเสริมให้มีความมั่นคงอารมณ์   เวที 2 E EQUITY : Better Access การเข้าถึงสุขภาพจิตที่มากขึ้นและลดช่องว่างของปัญหา ส่งเสริมโอกาสที่เท่าเทียมและมากขึ้นในการเข้าถึงสุขภาพจิตอย่างเพียงพอของทุกคน  เวที 3 A ADAPTABILITY : Building Resilience  สร้างพลังฟื้นฟูจิตใจจากภายในตนเอง และบุคคลรอบข้าง สามารถปรับตัวในเวลาที่ยากลำบากและชีวิตผันผวน เวที 4 S SERENITY : Nonviolent Communication   การสื่อสารที่ปราศจากการคุกคาม ที่นำไปสู่ความสงบของจิตใจ และเสริมสร้างความสงบสุขให้ตนเองและผู้คนรอบข้าง

นอกจากนั้น ยังมี กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมสามารถมีส่วนร่วมอีกมากมาย เช่น กิจกรรม Mind Journal จาก Understand : ห้องนั่งเล่นของหัวใจ – จัดการกับความคิด อารมณ์ ด้วยเครื่องมือดูแลสุขภาพจิตในแบบฉบับที่จับต้องได้ กิจกรรมศิลปะ Emotional Wheel และ  VR for Mental Health จาก ME HUG – An Innovative Mental Health Wellness Center – สำรวจความรู้สึก และ ความหวังของตัวเองผ่านการใช้สี oil pastel ในการถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้สึกตนเอง ผ่านมุมมอง อารมณ์หลักๆ ทั้งหมด 4 อารมณ์ และความหวังของตนเอง  กิจกรรม Check Up My Mind จากกทม. มีประเมินสุขภาพจิต และคัดกรองความเครียดเบื้องต้น ตรวจวัดความเครียดด้วยเครื่อง HRV ให้คำปรึกษาสุขภาพจิต และ Dots Coffee กาแฟดีที่สกัดและชงอย่างพิถีพิถันโดยผู้พิการทางสายตา และปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก IndyCamp

สามารถลงทะเบียนร่วมงานที่ https://book.soldoutt.com/bettermindbetterbangkok/register ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/satiapp

Categories
ข่าว ทั้งหมด

หลายหน่วยงาน หาทางแก้ไขปัญหาระบาดหนอนหัวดำในมะพร้าว

หลายหน่วยงาน หาทางแก้ไขปัญหาระบาดหนอนหัวดำในมะพร้าว

วันที่ 5 ตุลาคม 2566 นายวิโรจน์ ชูแก้ว ปลัดอาวุโส รักษาการนายอำเภอบางสะพาน เป็นประธานประชุมสร้างความรับรู้การป้องกันและแก้ไขหนอนหัวดำระบาดในต้นมะพร้าว ที่บ้านหนองตาเมือง หมู่ 6 ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มี น.ส.จันทร์ติลา คำแก้ว เกษตรอำเภอบางสะพาน นายสมหมาย ปานทอง กำนันตำบลธงชัย อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย นางสมหญิง ปานทอง นายก อบต.ธงชัย นายชัยยะ ไพรพล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.ธงชัย อ.บางสะพาน รายงานสถานการณ์การระบาดศัตรูมะพร้าว

น.ส.จันทร์ติลา คำแก้ว เกษตรอำเภอบางสะพาน รายงานสถานการณ์และการควบคุมศัตรูมะพร้าว เดือนตุลาคม 2566 สรุปว่าอำเภอบางสะพาน มีพื้นที่ปลูกมะพร้าว ทั้งมะพร้าวแกงและมะพร้าวอ่อน รวม 96,639 ไร่ มีเกษตรกร 7,267 ราย พื้นที่ปลูก ปัจจุบันประสบปัญหาการระบาดของแมลงศัครูมะพร้าวที่สำคัญ 2 ชนิดได้แก่หนอนหัวดำ แมลงดำหนาม

สถานการณ์การระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าว หนอนหัวดำมะพร้าว มีพื้นที่ระบาด ทั้ง 7 ตำบล จำนวน 3,062ไร่ เกษตรกร 518 ราย พื้นที่ระบาดเพิ่มขึ้น 1,684 ไร่ จากเดือนกรกฎาคม 1,378 ไร่ เนื่องจากสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการแพร่ระบาด จำแนกตามระดับความรุนแรง ดังนี้ ระบาดน้อยจำนวน 342ไร่ ระบาดปานกลาง จำนวน 2,573 ไร่ ระบาดรุนแรง จำนวน 147 ไร่ การระบาดหนอนหัวดำ ในอำเภอบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยเฉพาะที่หมู่ 6 ต.ธงชัย มีการระบาดหนักและหลายตำบลของอำเภอบางสะพาน พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันปล่อยแตนเบียนกำจัดแมลงดำน้ำ ในแปลงที่ระบาด ณ ศาลาหมู่ 6 บ้านหนองตาเมืองโดยมีสำนักงานเกษตรประจวบคีรีขันธ์ กำนันตำบลธงชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลและชาวเกษตรตำบลธงชัย ร่วมปล่อย

นายยวิโรจน์ ชูแก้ว ปลัดอาวุโส รักษาการนายอำเภอ กล่าวว่าเกษตรกรบางสะพานมีการปลูกมะพร้าวค่อนข้างมาก และประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตตำบลธงชัย หมู่ 6 ได้รับความเสียหายจากหนอนหัวดำระบาด วันนี้มาลงพื้นที่จริง เพื่อประชุมวางแผนหาแนวทาง มาหลายหน่วยงานเพื่อเข้ามาช่วยเหลือและจะทำแผนเพื่อช่วยเหลือให้ทันท่วงทีก่อนที่จะมีการลุกลามระบาดไปพื้นที่อื่นๆ เพื่อมาหาแนวทางช่วยเหลือพี่น้องชาวเกษตรกรสวนมะพร้าวที่ได้รับผลกระทบ ป้องกันไม่ให้ลุกลามไปพื้นที่อื่น และจัดทำข้อมูลทั้งหมดในภาพรวมส่งให้ทางจังหวัดเพื่อดำเนินการต่อไป นายวิโรจน์กล่าว

ด้านนายสมหมาย ปานทอง กำนันตำบลธงชัย กล่าวว่าได้ลงพื้นที่ร่วมกับหลายหน่วยงานของอำเภอบางสะพาน เพื่อหาแนวทางแก้ไขทั้ง 11 หมู่บ้านของตำบลธงชัย หากพบการระบาด จะได้ช่วยเหลือแก้ไขได้ทันท่วงที เบื้องต้นจะใช้เงินส่วนตัว จ้างคนงานมาเจาะต้นมะพร้าว เพื่อฉีดยาใส่ต้นไม่ให้หนอนหัวดำแพร่ระบาดออกนอกพื้นที่ และฝากไปถึงรัฐบาล รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากว่าท่านมีเวลา อยากให้มาดูแลเกษตรกรชาวสวนอำเภอบางสะพาน โดยเฉพาะตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน เพื่อมาแก้ไขปัญหาหนอนหัวดำและในเรื่องของราคามะพร้าวตกต่ำที่เกิดปัญหาให้กับชาวบ้านในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน นายสมหมายกล่าว.

พิสิษฐ์ รื่นเกษม….รายงาน

Categories
ข่าว ทั้งหมด

มูลนิธิสว่างหัวหินฯ เลือกตั้งประธานได้ “บุญเกิด” นั่งเก้าอี้คนใหม่เป็นเอกฉันท์

มูลนิธิสว่างหัวหินฯ เลือกตั้งประธานได้ “บุญเกิด” นั่งเก้าอี้คนใหม่เป็นเอกฉันท์

วันที่ 5 ตุลาคม 2566 ที่หอประชุมเตชะไพบูลย์ มูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถาน อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ มีการเลือกตั้งประธานมูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถาน และกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ชุดใหม่แทนชุดเก่าที่ได้หมดวาระลง โดยในวันนี้ในที่ประชุมมีผู้เสนอชื่อผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานมูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถาน จำนวน 2 คน คือ นายปอเว้ง แซ่ก๊วย อายุ 94 ปี อดีตประธานมูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถานหลายสมัยกว่า 30 ปี กับนายบุญเกิด อรรธนิศากร อายุ 75 ปี อดีตรองประธานมูลนิธิสว่างหัวหินฯ และผลการนับคะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์ จากผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ทั้งหมด 85 คน อันดับ 1.นายบุญเกิด อรรธนิศากร ได้ 62 คะแนน ส่วนนายปอเว้ง แซ่ก๊วย ได้ 21 คะแนน มีบัตรเสีย 2 ใบ ทำให้นายบุญเกิด อรรธนิศากร ได้ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถานคนต่อไป โดยมีนายปอเว้งและสมาชิกมูลนิธิฯ ร่วมแสดงความยินดี

นายบุญเกิด หรือ “เฮียบะ” อรรธนิศากร กล่าวว่า หลังจากทราบผลแล้วรู้สึกดีใจที่หลายคนได้ลงคะแนนให้กับผม ซึ่งผมก็ทำงานที่นี่อยู่แล้ว มีบางอย่างอาจจะติดขัดบ้าง ต่อไปนี้จะแก้ไขเพื่อมูลนิธิสว่างหัวหินฯ ของเราเพื่อส่วนรวม ทำให้มูลนิธิฯ เจริญก้าวหน้าต่อไป โดยจะบริหารจัดการทำแนวตามแนวทางของนายปอเว้ง ที่วางรากฐานไว้แล้ว ผมจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อที่จะรับผิดชอบแต่ละหน้าที่กันต่อไป.